Monday, October 16, 2006

เรือนไทย part 1

เวลาเกือบบ่ายสาม ระหว่างนั่งรอเวลา ตัดสินใจหันหลังให้กรุงเทพสักวัน
โทรหาพี่ชาย...วันนี้ไปกินข้าวฟรีที่ราชบุรีดีกว่า..
..อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมใหม่ก็คงจะมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง

หกโมงเย็น..ถึงที่หมาย เหนื่อยและร้อน แอร์ในรถดันมาเกเรซะอย่างนั้น..
ก้าวแรกที่เหยียบโรงงาน ก็รู้ตัวทันทีว่า วันนี้คงจะไม่ชิลอย่างที่คิดไว้แน่..
เห็น 3 ชีวิตกำลังเร่งทำงานกันงกงก รู้ตัวเองอีกที กางเกงที่ใส่อยู่ก็เลอะดินไปเกินครึ่ง
สุดท้ายก็ดันตกเป็นเหยื่อช่วยงานน้อง.....อย่างเมามันส์..
บอกน้องว่าไม่ได้จับมาปีกว่าแล้วนะ แต่ถ้าไว้ใจก็ส่งมาเลย
น้องคงคิดได้ เลยส่งไปนวดดิน..-_-'
เกือบปีแล้ว ที่ไม่ได้ลงไปคลุกฝุ่นนวดดินอย่างนี้..คิดถึงก้อนดินเหนียวๆหนึบๆ

มีอาการได้ยืนแคะดินออกจากเล็บอยู่ข้างอ่างน้ำ ล้างมือจนแห้งผาก รอบแล้วรอบเล่า
นวดดินได้อยู่นานสองนาน ไมมันไม่เหนี่ยวซะที
เริ่มงอแง เรียกน้องอีกคนมาแปะมือเอางานไปทำต่อ..
ระหว่างยืนมองแบบอู้ๆอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่างและไร้ค่า
เริ่มงอแง ของานทำอีกครั้ง..
คราวนี้งานที่รับมอบ เริ่มหิน..แอบคิดกับตัวเอง เจ๊งไปทำไงวะกู
ถืองานอยู่ไม่ถึงนาที เสียงสวรรค์ก็ลอยมา.."ป่ะ ไปกินข้าวกัน"

มุ่งหน้าสู้ร้านที่ไหนไม่รู้..มาที่นี้ ไม่เคยกินข้าวร้านซ้ำกันสักที
ระหว่างทางแวะร้านหนังสือ ได้มาเล่มนึงอย่างกึ่งๆจะตั้งใจ
เป็นหนังสือตามคำบอกกล่าวว่าดี เลยไม่วายต้องขอลอง
อย่างน้อย..ระหว่างทางกลับบ้านคืนนี้ ก็มีหนังสืออยู่เป็นเพื่อนกัน

ที่ร้านข้าวต้มในตลาด...
หลังจากทุกคนเริ่มทยอยวางตะเกียบ ปากก็เริ่มว่าง วงสนทนาก็เริ่มเปิดขึ้น
เสียงยุยงจากหัวหน้าแก๊งซ์ ให้เราอยู่ค้างซะที่นี้ คืนนี้
พยายามจูงใจด้วยโปรแกรมความบันเทิงมากมาย.
สุดท้ายที่ตั้งใจว่าจะได้นั่งรถชิลๆกลับบ้านตอนกลางคืนก็เป็นอันพับเก็บไป


เพิ่งรู้ตัวว่าโดนหลอกก็งานนี่แหละ..
ไหนว่ะโปรแกรมความบันเทิงที่ว่า..

สุดท้ายตัวเองก็เป็นฝ่ายสร้างความบันเทิงให้ฝรั่งชื่ออาร์มานไปซะงั้น
(อาร์มานเป็นPainter จากเยอรมัน
มีProfile เป็นถึง Professor จากมหาลัยในเยอรมัน อเมริกา และอังกฤษ
มีผลงานแสดงงานมาแล้วนับไม่ถ้วน และเป็นเพื่อนพี่ติ้ว).
3 ชม.กับฝรั่งแก่ๆที่เพิ่งรู้จัก...จะคุยอะไรดีหว่า..อารมณ์กึ่มๆแบบนี้ไม่รู้จะบิ้วได้ขนาดไหนเชียวว..
เหมือนอาร์มานจะอ่านใจออก หยิบเอาChocolate สอดไส้เหล้า มาล่อใจ...
ถ้ามีใครได้ยินเสียงตอนนั้น จะรู้ได้ว่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะไม่ได้กินนานมาก
แรกๆก็กินพร้อมชา หลังๆชักเริ่มเป็นของมึนเมา
สาระของบทสนธนา ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามของเหลวที่ไหลลงร่างกาย
มึนและเริ่มเมา...

ที่ศาลาเรือนไทยโบราณริมน้ำ..วงสนทนาเล็กๆระหว่างบุคคลคนละมุมโลก
จากเรื่องการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เริ่มไหลมาเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ

จนสุดท้าย..ก็เป็นเรื่องของตัวเอง
ทำให้ 3 ชม.สั้นเพียงแค่อึดใจเดียว..วินาทีนั้นรู้สึกได้ว่าอาร์มานเป็นเหมือนพ่อคนนึง
แล้วทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง..

ครึ่งชม.ให้หลัง มารู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี่ยวซะแล้ว..
ประเด็นที่มาร้านนี้เพียงเพื่ออยากจะให้น้องคนหนึ่ง
ได้แอบมองหน้าสาวไปนอนฝันดีก่อนนอนคืนนี้..
ภารกิจที่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน..ทุ่มเทและให้กำลังใจอย่างดี
แล้วคืนนี้ก็ได้ดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามมาหนึ่งพวงจากอาร์มาน..

อาร์มานบอกว่าชีวิตเราจะได้สดใสเหมือนดอกดาวเรือง
คืนนั้นโดนบังคับให้เอาคล้องคอถ่ายรูปกับอาร์มาน
รู้สึกเหมือนท่านผู้แทนพบปะชาวต่างชาติก็ไม่ปาน

วันนั้นอาร์มานสอนพูดภาษาเยอรมันไปหลายคำมาก...แต่ตอนนี้จำไม่ได้เลยสักคำเดียว -_-'

website ของอาร์มาน งานpainting แบบimpressionist
http://www.schmittcrass.de/

Thursday, October 12, 2006

In middle of no where...

มือแปดด้าน..
หากตอนนี้มีใครถือดวงไฟเข้ามาให้เห็น เพียงแค่เลือนลาง ก็คงจะรีบกระโจนเข้าไปหาทันที
ชีวิตตอนนี้ก็คงจะคล้ายๆจะเป็นอย่างนั้น..แล้วอย่างนั้นจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี..
ความรัก....หรือความหลง

จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง...
พยายามมองโลกให้สดใส แต่ยังหาไม่เจอ..
ยังคงมีบางอย่างวนเวียนอยูในความคิดอยู่ตลอดเวลา
ความคาดหวังยังออกฤทธิ์อยู่เนืองๆ..พาลน้ำตาไหลเอาดื้อๆอย่างนั้น

..............................

เรื่องราวของหมาป่า ตอนที่ 13 ก.พ. 2547 เวลา 02:48 น.

มีหมาป่าโดดเดี่ยวอยู่ตัวหนึ่ง

นานมาแล้ว ที่มันเฝ้าถามตัวเองว่ามันเป็นใคร
และคำถามนั้น ยังไม่เคยถูกตอบ
ผ่านคืนและวันอันหม่นมืด
คืนแล้วคืนเล่ามันเดินเหยาะๆ อยู่เพียงลำพัง
ใต้แสงนีออนบางคืนที่ดวงจันทร์กลมดิก
มันจะโก่งคอหอนเสียงดังดังและยาวนาน

ไม่มีใครรู้ว่าเสียงที่มันหอนนั้นมีความหมายอันใด...
ไม่มีใครเคยได้เข้าไปใกล้จนมองเห็นดวงตาของมันหรอก
อย่างมาก คงเป็นเพียงภาพเงาของมัน
ภาพที่ย้อนแสงจันทร์
หมาป่าเหงาไหม
หมาป่าเศร้าหรือเปล่า
หัวใจหมาป่าซุกซ่อนอะไรไว้บ้าง
ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้เราคงรู้
แต่เพียงว่า..เป็นหมาป่า ต้องเงยหน้ามองจันทร์
แล้วหอนกู่หอนไปให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่ใจจะทำได้
ก่อนที่ดวงจันทร์จะลับไป...

มนุษย์ไม่ใช่หมาป่ามนุษย์
จะอดทนต่อความรู้สึกโดดเดี่ยวได้สักเท่าไหร่
มนุษย์...จะหลอกหัวใจของตัวเองได้นานสักแค่ไหน

หากมีหัวใจที่เย็นเยียบ คงไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร
ถ้ามีดวงตาที่ฝ้าฝาง จะได้ไม่ต้องมองเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น
มีผิวหนังเป็นเกราะแข็ง ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องร้อน
เมื่อไม่อยากเข้าใจเรื่องใดก็จะได้ ..ไม่เข้าใจ

หมาป่าตัวนี้ยังคงเดินทางต่อไป
เหยาะย่างไป ใต้เงาแห่งแสงนีออน
เสาะแสวงหาคำตอบที่มันยังไม่เคยได้
รอค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ได้วนมาอีกครั้ง..

บอย ตรัย ภูมิรัตน์
http://lostboy.diaryis.com/webpage/?w01

Tuesday, October 10, 2006

What da Hell Just Happened!?!!

48 Hours left...
My Life goes change suddenly!?!


สุดท้ายทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
ยกเว้นก็แต่ความรู้สึกทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความสุข
มันได้หายไปอย่างฉับพลัน และไม่ทันตั้งตัว
ตัวชา และบ่อน้ำตาตื้นผิดปกติ
ครั้งที่สามแล้วที่เจอเรื่องอะไรแบบนี้ ถ้าหมอดูแม่น มันจะมีมาให้เจออีก..
พอแล้วได้มั้ย..ทรมาร
เหตุการณ์ซ้ำซาก เรื่องราวเดิมๆ แต่ทุกครั้งที่เจอ ก็ตั้งตัวไม่ได้สักที
บทเรียนไม่ได้สอนให้เข้มแข็ง รั่งแต่จะช่วยตอกย้ำเวลานึกถึง
ล้มลง และอ่อนแอ
ได้โปรด..
ขอให้ผ่านมันไปได้..อีกซักที


Saturday, October 07, 2006

I think it's gonna b over asap

...Dont let ur feeling tight with someone's legs...

"don't hv to think too much..
..they all stupid just like me"

Monday, October 02, 2006

Day 5

ทบทวนเรื่องราวทุกๆอย่างที่ผ่านมา
ทุกๆอย่างที่ไหลเวียน และหมุนวนอยู่รอบรอยขดของสมอง
ทุกๆอย่างที่แปลออกเป็นคำพูดเป็นคำบ้าง ไม่เป็นคำบ้าง
ทุกๆอย่างที่ลึกๆออกจะเลือนราง จนคล้ายไม่เคยมีอยู่จริง

ผ่านมา 5 วันกับการมีเรื่องเรื่องเดิม วนเวียนอยู่ในสมอง
สมองเริ่มบวมและตึงเครียด


ชีวิตก็เหมือนม้าหมุน...เมื่อมีขึ้นย่อมมีลง
...พี่บอยพูดไว้อย่างนั้น

เมื่อมีขึ้น ก็ย่อมนำพาความรู้สึกเราขึ้นไปพร้อมกับมัน
แต่พอมันลง..
ทำไมความรู้สึกมันถึงได้พยายามจะยึดเหนี่ยวสิ่งที่เลือนรางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
จนบางทีก็คล้ายกับคว้าเอาได้ก็แต่ความว่างเปล่า
แต่ก็ไม่อาจจะปล่อยมือได้...ความเคยชินช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวซะเหลือเกิน
การรอคอยที่ไม่เคยมีอยู่จริง
น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...


Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.

มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ

คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....



Sunday, October 01, 2006

Day3

เริ่มมีความรู้สึกประหลาดก่อตัวอยู่ในก้อนเนื้อ
ภายในก้อนเนื้อก้อนนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความสุขที่มันเริ่มเลือนลางลงทุกที ทุกที
เจ้าก้อนเนื้อกระตุกบอกผู้เป็นเจ้าของให้ยิ้มและแข็งแรงไว้
และเริ่มสะกิดสั่งสมองให้รื้อฟื้นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน มาทบทวนโดยที่เจ้าของไม่ต้องการ
และแล้ว..ลิ้นชักของความทรงจำก็ถูกเปิดออก..อีกครั้ง

หลายเดือน..ที่ทุกอย่างได้เกิดขึ้นและเดินทางผ่านมาอย่างรวดเร็ว..จนถึงวินาทีนี้

ทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ลอยผ่านมา และก็ถึงเวลาที่จะต้องไป
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะยังไง คงจะไม่แปลกอะไร ถ้ามันจะจบลงด้วยเหตุการณ์เดิมๆ กับเหตุผลเดิมๆ
และกลับมาอยู่กับตัวเอง..เหมือนเดิม

และมันก็จะเป็นอีกเรื่องนึงที่จะผ่านไป...

คงไม่เป็นไร..คนดี

Monday, September 25, 2006

การกลับมาของบัตรs

อยู่ดีๆ ก็มีมีซองจดหมายหน้าเต้อะ..หนาเกือบนิ้วเห็นจะได้ มาวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว จ่าหน้าถึงคุณพรพรรณ..เอ๊ะ นั้นมันเรานี่หว่า
จับซองฉีกอย่างไม่ปราณี ก็ไหนๆมันก็เป็นชื่อเราแล้วนี่หนิ...แควกกกกก
แล้วไอ้ซองหน้าเตอะ ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์แบบไม่คาดคิด..มันกลับมาแล้ว บัตรนิสิต บัตรแม่ฟ้าหลวง บัตรเดบิต บัตรConcert สุดเลิฟ และสารพัดบัตรมากมายย โอ้วว น้ำตาจะไหล เมื่ออาทิตย์ก่อนยังนอนคิดถึงอยู่เลยยย..มันกลับมาแล้ววววว ลูกแม่..

ว่าแต่ว่า..มีอะไรน่ากัวอย่างคาดไม่ถึง
เพราะระหว่างที่กำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของบัตรทั้งหลาย พี่สาวก็หยิบซองขึ้นมาดูแล้วพูดว่า..นี้มันไม่ได้ส่งผ่านไปรษณีย์หนิ เพราะไม่มีร่องรอยของแสตปม์หรืออะไรเลยให้เห็นว่าได้ผ่านระบบการขนส่งมา...โอ้วว น่าขนลุกจริงๆ

ไม่เป็นไร วันนี้ขอเอาบัตรเข้าไปเก็บในที่ปลอดัยก่อน เดี๋ยวหายไปอีก..

Sunday, September 24, 2006

ปฏิวัติหวาน

21 กย. 2549
22.00 น. เกิดการปฏิวัติ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ขณะที่กำลังมีความสุขอยู่กัยการเม้าท์โทรศัพท์ และทั้งๆมีคนพยายามโทรมาแทรกเพื่อบอกเล่าถึงเหตุการณ์หลายคนมากจนผิดสังเกต และแล้ว..มันก็เกิดขึ้น หลังจากมีการขู่กันหลายครั้งต่อหลายครั้ง เย้ๆๆ ดีใจจิง ในที่สุดมันก็กลายเป็นแค่คนคนนึงเท่านั้น..หมดความเป็นตัวตนลงเพียงข้ามคืน

23กย. 2549

21.00 น.ซื้อลิโพ สู้ตาย ไปให้กำลังใจทหาร พร้อมได้คุยกะพี่ทหารคนนึง ได้ความว่า ขนาดตอนเคลื่อนทัพมาประจำการที่ฐานนี้ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินทางมาทำอะไร จะเจออะไร และจะเกิดเหตุการณ์ไรต่อจากนี้ ...อันนี้ฟังหูไว้หู แต่ก็เอาเถอะ...ลิโพ สู้ตายค่ะ
22.00 น.ไปข้าวสาร นั่งชิลเป็นนกกระยางอยู่ 3ชม. ก็กลับบ้าน แต่เกิดความน่าสะพรึงกลัว เกิดความตื่นเต้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่มันก็ผ่านไป มีโทรศัทพ์ตัดพ้อ ว่าไปแล้วไม่ชวน เอาไว้อีกสามอาทิตย์ค่อยมาด้วยกันนะ..จะรอ หุหุ


จากวันนั้นถึงวันนี้ ยังไม่ได้ใครได้เสียเลือกเสียเนื้อ ....ช่างสงบและสอดคล้องกับความเห็นส่วนมากถึง 84%ถึงแม้ว่าบางคนยังมีคำถามว่า นี้เป็นทางเลือกที่ได้ที่สุดแล้วเหรอ...แต่ก็ดูเหมือนคำถามนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และก็ยังไม่เห็นทางอื่นที่จะมีคนสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นครั้งนี้ได้...รอดูต่อไปและก็ได้แต่หวังว่า รายชื่อนายกฯเต็งหนึ่งที่เป็นสายทหาร คงจะไม่เจริญรอยตามทหารรุ่นพี่อย่างสุจินดา...

Sunday, September 17, 2006

11Gallary

ฝนตกติดต่อกันมา 3 ชม.แล้ว
และไม่มีทีท่าว่าจะซาลง
บนชานบ้านไม้เก่า
อากาศเย็นๆ กับบทสทธนาเนิบๆ
พัดลมเลียนแบบของโบราณ ส่ายไปมาอย่างเชื่องช้า
ช่วยปัดเป่าความร้อนและยุงที่อยู่แถวนั้น
จังหวะเสียงหัวเราะสลับกับเสียงฝนหยดลงบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
เสียงดังเจาะ..แจะ.. เจาะ..แจะ..

ตึกข้างๆ ไฟดับๆ ติดๆเป็นระยะๆ คล้ายจังหวะสปอตไลท์
ให้จังหวะของเสียงดนตรีธรรมชาติให้เฉิดฉายยิ่งขึ้น


อาการบางอย่างเริ่มก่อตัวอย่างไม่ตั้งใจ ระหว่างการ
บรรเลงของบทสนธนา
เฮ้อ...

การนั่งกินข้าวกับท่านทูตเยอรมันเนี่ยมันช่างเกร็งสิ้นดี
แถมโดนถามอะไรยากๆอีก เศรษฐกิจ การตลาด การส่งออก
เออ. I dont know, i'm just a designer..เป็นอันจบบทสนธนาอย่างรวดเร็ว
ตอนเย็นไปได้เสื้อตัวใหม่อย่างไม่ได้ตั้งใจ
เป็นเสื้อรูปทรงประหลาด ที่หากนับย้อนไป ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใส่มันแน่ๆ
แต่วันนั้น ก็ใส่มันอย่างมั่นใจ
คงจริงที่ว่า เวลาพาลทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป...


และทั้งๆทีมีเงินเหลืออยู่ติดก้นกระเป๋าเท่าก้อนขี้ ก็ยังใจง่ายซื้อเสื้อไปซะอย่างนั้น
ทำให้มื้อเย็นวันนั้น อาจลงเอยด้วยการล้างจานชดใช้กรรมก็เป็นได้
ถ้าไม่มีพี่ชายใจดีที่ยังเห็นว่าเราเป็นเด็กในสายตาของเค้าอยู่..ขอบคุณค๊าบพี่ติ้ว

11Gallary เป็นร้านอาหารที่เจ้าของภูมิใจนำเสนอผลงานของเค้าเองภายใต้คอนเซป "สลัม"
ลักษณะบ้านมุงหลังคาสังกะสีแบบต่ำๆ เวลาเดินต้องก้มหัวเล็กน้อยให้พ้นขื่อหลังคา
มีชานเล็กๆยื่นออกนอกตัวบ้านที่ทำหลอกไว้ด้วยฝาไม้ปะกนแบบบ้านสมัยเก่า
โต๊ะทานอาหารถูกวางเรียง พร้อมเบาะนั่งและหมอนสามเหลี่ยมใบน้อย ให้เอนกาย
พัดลมทองเหลืองโบราณ ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเมื่อมีผู้มาเยือน
สาวน้อยร่างบ้างในชุดสไบสีชมพูระเรื่อ กล่าวตอนรับอย่างสะเนาะหู
"ขอให้รื่นเริงบันเทิงใจนะเจ้าค่ะ"
.....


นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน...
วันนั้นจบลงด้วยวงกาแฟเล็กๆ บนชั้นสองของ Coffee world
บรรยากาศช่างละมุมเหมือนกลิ่นกาแฟซะจริง จริง.

Sunday, September 10, 2006

100949

วันนี้มีสอบ
เริ่มชีวิตตั้งแต่ 6โมง แต่เมื่อคืนนอนเกือบเช้า ง่วงจนบอกไม่ถูก
จะเอาสมองที่ไหนสอบ ยังไม่ทราบได้
จวนตัวมาก...
จนขนาดว่าเอกสารที่จำเป็นต้องมี ก็ยังมาเตรียมเอาวินาทีสุดท้าย
หนังสือเหรอ...
ไม่มีทางได้อ่าน แรงฉุดมันเยอะเกินต้านทานจริงๆ
แม่ยังจะเดินมาเขกหัวจนวินาทีสุดท้าย
เป็นอันรู้กันว่า แล้วเอ็งจะเอาอะไรไปสอบละนั้น
หลังจากลองเปิดหนังสือ แอบดูเชิงก่อนสอบเพียงสองหน้า
ก็ทำให้รู้ว่าความหวัง คงเหลือน้อยเติมที
สนามสอบก็ไกล แถมไม่เคยไปอีก
เอาสมองไปบริหารเวลาซะหมด
ทีนี้ ไม่เหลืออะไรให้เอาไปสอบแล้วจริงๆ
เอาเข้าจริงๆ รามคำแหง บางนา ก็ช่างใกล้กว่าที่คิด
เลยเหลือเวลาให้เดินวนเวียนรอบมหาลัย ด้วยความชิล
สังเกตได้...
นี้มันช่างเป็นสถานที่ ที่นึกไม่ออกเลยว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
ทุกคนดูหน้าล้วนแต่เป็นครู งงกับตัวเอง
แถมซ่าเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ใส่เสื้อปล่อยชาย
ถือกระเป๋าใหญ่กว่าชาวบ้าน3เท่า และใส่กางเกงไปสอบ
ขนาดทอมยังเอากระโปรงมาเปลี่ยน

ข้อสอบง่าย แต่..ทำไม่ได้
แอบคิดในใจ...
หรือว่าน้าแอบชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่ลิบๆ
ทำข้อสอบเสร็จ เริ่มฟุ้งซ่าน
เหล่ไปโต๊ะข้างๆ มีเพื่อนให้อุ่นใจ
2.30 ชม.ผ่านไปด้วยการนอนรอ
แอบฝัน แต่จำไม่ได้
เค้าบอกว่าฝันตอนพระอาทิตย์ขึ้น
ความฝันนั้นจะเป็นจริงภายใน 10-15 วัน
อยากรู้จัง ว่าฝันว่าอะไร

เรื่องที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่สำหรับวันนี้ไม่ใช่เรื่องสอบ
แต่กลับเป็นความรู้สึกที่ทำให้ย้อนกลับไปสมัยเรียน
ไม่เคยได้ฟังเพลงชาติตอน 8โมงเช้ามานานเท่าไรแล้วเรา..
วันนี้เลยยืนตัวตรงเป็นพิเศษ..



Thursday, September 07, 2006

ชั่วโมงต้องมนต์

30นาทีแล้วที่สาย นัดเย็นวันนี้จิงๆไม่น่าพลาดแม้สักวินาทีเดียว แต่เจ้านายดันเรียกประชุมฝากงานด่วนซะงั้น เพื่อนก็มารอรับถึงหน้าออฟฟิส ด้วยความเกรงใจ รีบยัดสิ่งของทุกอย่างลงกระเป๋า แล้วเพ่นขึ้นรถด้วยความรวดเร็ว..หง่า ทำมายรถติดละ บ่นไปพลาง ฟังเพื่อนคุยโทรศัพท์ไปพลาง เก็บเอามุขที่หล่นกลาดเกลื่อนมาได้ประโยคสองประโยค ไว้เอาไปเล่นกับเพื่อนคืนนี้
...เริ่มร้อนรน เข็มเวลาเริ่มหมุนลงและตั้งฉากอย่างช้าๆ พอๆกับการเคลื่อนไหวของรถบนท้องถนน เริ่มลำดับความสำคัญก่อนหลัง
...ยิ่งร้อนรน หงุดหงิดกับพวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย ตึกจอดรถเล็กเท่ามด แต่Platinum ไปซะครึ่ง ไม่รู้ชีวิตนี้จะอภิสิทธิ์กันไปถึงไหน
...สุดร้อนรน กิจกรรมที่ลำดับไว้ เกิดและจบลงอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปทางออกรถไฟฟ้า และอำลาทุกคนด้วยเสียงทางโทรศัพท์
และแล้วก็มาถึง...จนได้
รอบๆหม้อสุกี้ที่เดือดพล่าน ถูกล้อมรอบด้วยร่องรอยของคำพูดและตัวหนังสือที่ทับถมกันเป็นภูเขาสูง สูงเสียจนบ้างอย่างได้ร่วงหล่นเรี่ยราดอยู่รอบๆโต๊ะ และคงโดนเหยียบติดเท้าใครหลายคนที่เดินผ่านไปมา ให้มีรอยยิ้มติดมุมปากกลับบ้านไป
...หลายคนไม่ได้เจอมาแรมปี มีเพียงเสียงตามสาย(อากาศ)ให้ได้ยิน...
สวมกอดและทักทาย ...ทุกคน..สวัสดี

Tuesday, September 05, 2006

You R My Lost Boy..

ทุกครั้งที่นั่งง่วงๆโง่ๆอยู่หน้าคอมโดยที่มีรู้ว่าจะทำอะไรต่อดี ทั้งๆที่ก็ไม่ง่วงนอน และทุกครั้งก็มักจะมีอะไรมาสะกิดให้นึกถึงไดอารี่ของใครคนนึงขึ้นมา เวลาเซ็งๆ เบื่อๆและต้องการกำลังใจ หรือความอบอุ่นก่อนเข้านอน ต้องขอบคุณเพื่อนรักที่แนะนำให้เรารู้จักกัน และได้มีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตว่ามันช่างน่าถนุถนอมมากมายขนาดไหน ถึงแม้จะเป็นการเรียนรู้เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม..เคยคิดว่า ถ้าวันนึงเรามีโอกาสได้เจอและพูดคุยกัน มันคงจะดีไม่น้อย ได้แต่หวังไว้ว่าเค้าคงจะอบอุ่นเหมือนตัวหนังสือที่ได้อ่าน...ฝันหวานไป และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้นึกถึงตัวหนังสือเหล่านั้น จนต้องแวะเวียนเข้าไปทักทาย
และสุดท้ายก็เป็นอีกวันที่ดี

http://lostboy.diaryis.com/

Sunday, September 03, 2006

Season change

อยากจะเขียนอะไรเต็มไปหมด แต่เรื่องราวเอามาปะติดปะต่อกันไมได้เลยแม้แต่น้อย พูดอีกทีคือคิดว่าตัวเองกำลังสับสนกับอะไรบางอย่างอยู่
วันชิลๆบวกกับอาการง่วงนอน เป็นผลจากการนอนดึกติดต่อกันมาหลายวัน เหมือนช่วงนี้จะต้องตัดสินใจอะไรบ้างอย่างที่สำคัญ ต้องทำโน้นทำนี้ที่ไม่เคยพบหรือทำมาก่อน ให้ความรู้สึกตื่นเต้นและวิตกกังวลไปพร้อมๆกัน แต่ก็นะ..ชีวิตมันต้องมีรสชาดนี้กันบ้าง ไม่งั้น ก็ไม่โตไปไหนซะที เอาว่ะ..ยอมรับและยิ้มสู้ :) นึกถึงหนังสือเล่นนึงของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ได้อันเชิญพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาพิมพ์เผยแพร่ตอนนึงว่า..


"..ขอให้จำไว้ว่า..ใครไม่เคยถูกทุบ ถูกตี เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้หาญคิดทำการใหญ่"
กลับมานั่งคิดว่าเรื่องเลวร้ายในชีวิตของเรา มันมีเพียงพอที่จะทำให้หาญทำการใหญ่ได้หรือยัง..หรือว่ามันไม่เวลาให้คิดสำหรับอะไรอีกแล้ว ต้องหลับตาแล้ววิ่งชน หรือว่าค่อยๆมองหาทางออกไปเรื่อยๆ อย่างน้อยในส่วนลึกในใจก็เชื่อว่าเราก็พอจะทำได้น่า ถึงแม้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ก็คงไม่ได้ล้มลงบนพื้นที่แข็งกระด้าง อย่างน้อยก็พร้อมที่จะมีหลายๆคนมารับเรา ไม่ให้ตกจากที่สูงจนเกินไป..
- - - - -
สองวันก่อนไปไปงานหมั้นของเพื่อนและน้องรักมา ช่างเป็นโลกสีชมพูหวานแว๋วสมกับTheme ของงานจริง แค่อาศัยคนสองคน ก็ทำให้บรรยากาศตรงนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวาน อบอุ่น และเพียงรอยยิ้มมุมปากก็ให้รู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น...โอ้วว ช่างหอมหวามจริงความรักจ๋า..

Wednesday, August 30, 2006

The Gang @Lampang



เอารูปเมื่อ5ปีที่แล้วมาโพส เตือนความทรงจำตัวเอง
Eeath & Fire Ceramic Factory
ขอบคุณเพือนฟิ่วที่ส่งรูปมาให้นะจ๊ะ


Sunday, August 27, 2006

วันอาทิตย์

ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงแว่วแว่วข้างหู เหลือบตาดูนาฬิกาบอกเวลา12.00 นับว่ายังเช้ามากสำหรับวันนี้ พิจารณาสักพัก และล้มตัวนอนต่อ....
14.00 สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีความฝันค้างอยู่ในสมอง เริ่มปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว แล้วนอนอมยิ้มอยู่คนเดียว วันนี้ฝันดีจริงๆ ไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ แอบหวังว่าจะสบายดีเหมือนในฝัน ถ้าอยากรู้ เราก็สบายดีเหมือนกัน แม้วันๆนึงอาจจะยังทำตัวงอแงงี่เง่าไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นคนเดิมๆที่เคยเจอ คิดถึงและอยากเจอ..เผื่ออยากจะรู้

ว่างๆวันนี้หมดเวลาไปกับการอ่านเมลเกือบ200ฉบับ กลิ่นความรู้สึกเก่าๆลอยคละคลุ้งอยู่นาน อ่านไปเจอประโยคนี้เข้า
"คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร "
ชอบนะ แต่ไม่รู้ทำไม..

Saturday, August 26, 2006

จน!! เครียด!! ..กินจุ่ม

สโลแกนที่บังเกิดขึ้นจากมันสมองของผองเพื่อนเมื่อเวลาเกือบตี1ของวันที่25 สิงหาคม หลังจากไปกระโดดเย่วๆกันมาที่คอนเสริตทำเป็นเล่นไปของสมาคมนิสิตเก่าฯ ที่มาที่ไปคงไม่พ้นเรื่องกิน เรื่องกินที่อยากกิน แต่ไม่มีเงินจะกิน... ดังนั้นจะต้องหอบความหิวและง่วงกลับบ้านไป
สโลแกน เจ็งโดนใจ ขอเอามาเก็บไว้ให้ตัวเองเอาไว้ขำในวันต่อๆไป

Thursday, August 17, 2006

hypnotize myself

ขมวดคิ้ว หรี่ตามอง ฉันแกล้งทำเป็นหลับ, ในขณะที่แม่ขยับผ้าห่ม มาห่มตัวฉันลูบหน้าผากฉันเบาๆ เล่านิทานเรื่องนางฟ้าใจดีนางฟ้าที่บินมาให้พรวิเศษสามข้อแม่เล่าเรื่องนี้ทุกคืน, ซ้ำๆ แต่ฉันก็ยังชอบฟังเสียงแม่อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้ยินจากใครในโลกนี้

นางฟ้าใจดีมีพรสามประการ สำหรับคนที่มีปรารถนาในใจหากอยากได้อะไรก็ให้ขอทุกคืน แม่จะถามฉันว่าอยากได้อะไรฉันตอบไม่เคยซ้ำกัน อยากได้หุ่นยนต์ อยากได้เกมกดแต่ข้อสุดท้ายจะขอเก็บไว้เอาไว้ขอ ให้ขอได้อีกสามข้อ แม่หัวเราะฉันอย่างเอ็นดูหอมแก้มฟอดใหญ่ แล้วปิดไฟที่หัวเตียง

วันแรกเมื่อแม่พาฉันมาส่งที่โรงเรียน โลกภายนอกคือสถานที่ใหม่-ไม่คุ้นเคยแม่ดันหลังฉันเข้าไปในห้องเรียน ฝากฉันไว้กับคุณครู ฉันไม่ยอมเข้าไปในห้องนั้นมีแต่คนแปลกหน้า ฉันร้องไห้ราวกับว่า โลกกำลังจะแตกสลายเพราะคิดว่าแม่จะทิ้งฉันไป

นับตั้งแต่วินาทีที่ฉันเคยเป็นหนึ่งเดียวอยู่ในตัวแม่ จนถึงก้าวแรกที่ฉันเริ่มเดินห่างออกมาจากแม่ และค่อยๆ ห่างออกมาเรื่อยๆ ฉันไกลจากแม่มากขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนเราจะต้องอยู่ไกลจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในผิวของฉัน มีสัมผัสของแม่.. ทำให้ฉันรู้ว่า โลกนี้ยังมีด้านที่สวยงาม ในลิ้นของฉัน มีรสชาติอาหารของแม่.. เพื่อให้ฉันยังไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองไป ในหูของฉัน ยังมีเสียงกล่อมของแม่.. ปลอบโยนฉัน ในวันที่พ่ายแพ้ในใจของฉัน มีคำสอนของแม่.. เป็นเข็มทิศให้ฉันไม่ลอยคว้างอยู่ในโลกกว้าง ฉันจึงได้รู้ว่าฉันกับแม่ ไม่เคยห่างกัน

ขมวดคิ้วหรี่ ตามองฉันแกล้งทำเป็นหลับ, ฉันนอนหนุนตักแม่ อยากหยุดเวลาไว้ แม่ลูบหัวฉันเบาๆ เหมือนเมื่อก่อน แม่ไม่ต้องเล่าเรื่องนางฟ้าให้ฉันฟังแล้วนะ ฉันต่างหาก ที่จะพานางฟ้ามาให้แม่ แม่อยากได้พรกี่ข้อ ฉันเอง ฉันจะทำแม่ยิ้ม

แม่รู้ไหม, ถึงแม้วันนี้ ฉันจะเดินออกมาไกลจากอกแม่สักแค่ไหน แต่ใจฉันรู้อยู่เสมอว่า ฉันยังจำทางกลับไปได้...
ตัวหนังสือหน้ากอด จากผู้ชายน่ากอด บอย ตรัย ภูมิรัตน์

Unknowing

How do i know what is inside your head?
The Thousand time of sorry words,Didn't mean anything to you
How do i know what is inside your heart?
Haven't any of muttering flow through my ears
How do i know what have i done wrong?
Cos you still be silent while i m so be worried
Open your mouth and talk to me...DAMN IT!!!

Saturday, August 12, 2006

ปีใหม่ ไปไหนดีน้ออออ

ให้ดาว เป็นค่าครองชีพ และหัวใจเป็นความต้องการ
หลวงพระบาง..รอบสอง อาจมีหวิดไม่หนุกได้ ไม่น่าเสี่ยง เอาหัวใจไปแค่หนึ่งดวงก่อน แต่ดาวนี้ไม่อั้นถึงไหนถึงกัน
เวียดนาม..น่าสนมาก ขอให้10 ดาวแถมด้วยหัวใจอีก10
ทัวร์ยุโรป..อันนี้น่าสนใจมากที่สุด แต่ความเป็นไปได้ต่ำสุด ให้หัวใจร้อยดวง แต่ดาวถึงขั้นจะติดลบ
และอีกอย่างไม่มีเพื่อนรู้ใจ ใครอยากไปพร้อมกระเป๋ามีเงินหนาๆ มาให้เกาะหน่อยเร็ว55
ออสเตรเรีย..โปรแกรมพระเจ้าเหา เอาออกมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ก็แอบชั่งใจอยู่เหมือนกัน..เอาไปอย่างละ 5 ละกัน

เอ้า ใครมีอะไรเสนออีก ว่ามาเลย จะได้เตรียมเก็บตังค์

Sweet Saxophone

ในที่สุดก็พาชีวิตกลับมาหาดนตรีดีๆ ได้อีกครั้ง หลังจากล่าสุดเลิกไปบราวเมื่อต้นปี เพราะรู้สึกเหมือนฟังดนตรีที่เต็มไปด้วยการระบายความเบื่อหน่ายและจำเจของชีวิตนักดนตรี แล้ว6เดือนที่ผ่านมา บราวชูก้าร์ก็ไม่ได้เอาเงินจากกระเป๋าเราไปได้แม้แต่แดงเดียว..นานโขเหมือนกันนะเนี่ยย
หลังเลิกงานวันพฤหัส ที่เต็มไปด้วยความเครียดและเหนื่อย พาตัวเองเข้าไปนั่งในร้าน โดยที่ไม่คิดว่าจะได้เจออะไรให้แปลกใจ ในใจคิดว่าไปนั่งชิวๆทักทายเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ แต่แล้ว..ผู้ชายกลุ่มนึงก็เริ่มทะยอยเข้าร้านมาพร้อมเครื่องดนตรีคู่ใจ เห็นแล้วว่าต้องไปธรรมดาแน่ แค่จะมาเล่นร้านนี้ได้ ก็ต้องมีอะไรนิดหน่อยอยู่แล้ว อายุอานามแต่ละคนรวมกันแล้วก็คงไม่น้อยอยู่ แล้วดนตรีก็เริ่มบรรเลง..โอวว น้ำตาจะไหล สังเกตตัวเองได้ว่า นั่งจ้องจนนักดนตรีถึงขั้นออกอาการเขิน คนที่เจนโลกหน่อย ก็หันมายิ้มให้ พอเป็นที่รู้กันว่า เก็บอาการไม่อยู่จริงๆ..555 และแล้วก็ต้องลงกิจกรรมทุกวันพฤหัสเป็นการไปอุดหนุนกิจการบราวชูก้าร์อีกครั้ง..จนได้และเต็มใจ

ใครไม่มีที่ไป..ก็ขอเชิญเร้ยย เจอกันแน่ๆ

Saturday, August 05, 2006

พลาด

วันพลาดๆอีกหนึ่งวัน
พลาดที่จะได้ทำงานที่รับผิดชอบให้เสร็จ..เลยต้องโยนขี้ให้เพื่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
พลาดที่จะได้ออกไปช๊อปปิ้งโดยมีงานบริษัทบังหน้า..พลาดสุดๆ
พลาดที่จะได้ไปตรวจงานและกลับมาแต่หัววัน..รถโคตรติดประเทศชาติ
ซึ่งเป็นผลให้พลาดงานนิทรรศการ และการเจอกันครั้งที่สองของเรา..
อุตส่าห์เตรียมมุขไปเล่นด้วย
พลาดที่ได้เจอคนที่ไม่ปราถนาว่าจะเจอ..อย่างเซ็ง
และสุดท้าย..พลาดที่จะใช้เงินอย่างประหยัด...ลงเอยเหมือนเดือนที่ผ่านๆมา ไม่มีผิดเพี้ยน
พลาดจริงๆ

Thursday, July 27, 2006

หัวใจจะวาย

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้หัวใจตัวเองเต้นถึง 6.4 ล้านครั้งต่อวัน บอกกันว่า ไม่ช้าไม่นานถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้หัวใจวายตายแน่ๆ ว่าแล้วก็เข้าเรื่องเสียตังค์เกือบ 4หมื่นบาทเพื่อจ้างผู้ชายสักคนมาเป็นPersonal Trainner ในเวลา 36ชม.+ จะบ้าเหรอ..ใครจะจ่ายว่ะ แพงโคตร แค่ฟังราคา หัวใจก็อยากจะหยุดเต้นอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่จะว่าไปการที่หัวใจคนเราเต้นได้จำนวนครั้งขนาดนี้เนี่ยย ก็เฉียดๆจะใกล้ตายแล้วจริงๆ พอกลับมานั่งสังเกตหัวใจตัวเอง ก็ค้นพบว่ายังกะมีใครมาตีกลองรัวตลอดเวลา เหนื่อยง่ายและหายใจถี่ สงสัยใกล้ตายแล้วจริงๆ Trainner เรียกว่าอาการหัวใจอ่อนแอ จริงๆก็อยากจะตอบกลับไปว่า ก็ว่างั้นแหละ รู้สึกชอบคนง่ายเหลือเกิน555
และที่น่าตกใจอีกอย่างนึงคือตอนนี้ร่างกายมีFat สูงถึง 39% ผลผลิตของการสั่งสมตลอด 27 ปีนี้มันเกิดคาดจริงๆ น่าสะพรึงกลัวและน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน ไอ้ที่ออกกำลังกายกันทุกวันอย่างบ้าคลั่งเนี่ย ลดไปอยากมากก็แค่ของเหลวกับคาร์โบไฮเตรทอีกนิดหน่อยเท่านั้น จะว่าไปเนี่ยย ความรู้ใหม่เลยนะ และไอ้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง ที่เค้าสาธยายให้ฟังเนี่ยย ฟังแล้วหัวใจจะวายจริงๆ เป็นไปได้ อยากขโมยกราฟค่าโน้น นี้ นั้น (เยอะจัด จนไม่รุ้จะระบุว่าเป็นค่าอะไร)ที่เค้าทำให้ มาอวดในบล๊อคด้วยจัง
ไว้พรุ่งนี้ไปขอดีก่า เหอๆๆ

Tuesday, July 25, 2006

สังเกต

เพิ่งจะได้สังเกตตัวเองในรอบเดือนผ่านมา
ช่วงนี้นั่งรถเมย์เลยป้ายอยู่บ่อยๆ
งานการก็ติดอยู่ในหลืบสมอง ไม่โผล่ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันสักที
ขนาดเวลาเขียนบล๊อคยังชอบให้Align กลางอีก..
เลยทำให้รู้สึกว่าบล๊อคหน้าตาประหลาดขึ้นทุกวันๆ
แต่มีเรื่องอยากรู้หนึ่งเรื่อง ถ้าเผื่อว่ามีใครเข้ามาอ่าน
ช่วยตอบคำถามทีเถอะว่าทำไมช่องว่างระหว่างบรรทัดของเรามันเยอะจัง
มันจะแก้ยังไงได้บ้างอ่ะ...

ทำไงดีอ่ะ
เริ่มรู้สึกประหลาดๆ เริ่มต้องทำตัวใหม่ หาความรู้ใหม่ หางานใหม่..
(อันหลังเนี่ยย ถ้ามีใครต้องการตัวก็โพสทิ้งไว้ได้เลยนะ555)
เริ่มจะเป็นคนขี้เก็กและหน้าบางอีกครั้ง
เริ่มกลับมาบ้าการเล่นเนตอีกครั้ง ทั้งๆทีทุกครั้งที่เปิดคอม
ก็มักจะเริ่มต้นลำดับแบบเดิมๆด้วยความเคยชิน
หนึ่งเปิดคอม สองเปิดMSN สามเปิดบล๊อค สี่เปิดIllustrator
ต่อจากนั้นก็เชคเมลตามเรื่องตามราว
เราว่าต้องมีเกิน 50%ที่มีลำดับแบบนี้อยู่ในหัวใจ

เริ่มต้องการการเดินทาง รู้จักเพื่อนใหม่ๆ
ในใจคิดว่าปลายปีนี้ต้องไปพลาดที่จะไปไหนสักแห่งให้ไกลบ้าน
เวียดนามดูจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งตอนนี้
หรือไม่ก็ไปเยี่ยมเพื่อนฝูง หาที่พักฟรี

พ้นสภาพพนักงานหนึ่งปีมาได้15วัน แต่เสียงเรียกจากเจ้านายก็ยังคงเงียบงัน
บางทีอาจจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว..หืม..

หนึ่งปีในการทำงานที่นี้ ดูช่างยาวนานและสาหัสตามสภาพที่มันจะเป็นได้
อึดและแกร่งมากกว่าเดิม และที่ชัดเจนที่สุดคือหมาและตืดขึ้น
ลูกไม้มันหล่นไม่ค่อยพ้นต้นเท่าไร

แต่วันนี้ก็มีความสุขดี ฝันล้มแล้งๆ ดีใจกับเรื่องเล็กน้อย และยังยิ้มได้ ก็ดีที่สุดแล้ว

Sunday, July 23, 2006

The Year Of The YAO

แม้ชีวิตจะไม่ราบรื่นในบางครั้ง และอุปสรรคบางประการของชีวิตจะดูหนักหนาสาหัส
ทว่าที่สุดแล้ว ความปราชัยก็จะไม่มีวันเป็นของผู้ที่ไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน...

Quote Number 05

การประลองความคิดผ่านงานออกแบบสถาปัตย์ จะปรากฎเป็นผลดีแล้วประการใดก็ตาม
ขอให้เป็นน้ำมือของเราเอง อย่าได้คัดลอกมาจากผู้อื่นเลย
อาจารย์นารถ โพธิประสาท

Friday, July 21, 2006

ฝันร้าย

ทำไงดี..เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับความรู้สึกตัวเอง
มันจะต้องเป็นความผิดพลาดอะไรสักอย่างกับสัญชาตญาณแน่ๆ
ภาพที่เห็นวันนี้น่ากลัวเหลือเกิน
หรือว่าเค้าจะเป็นได้ทั้งสองอย่าง หรือว่า..โอยย ปวดกบาล
หรือว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่คิดอยู่อาจจะเป็นจริง
มันก็คงเหมือนกับที่คนเค้าพูดๆกันละมั่ง
แต่ว่าไปก็ไม่เห็นจะเป็นจริงเท่าไรเลย
ภาพที่เห็นอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด ฟุ้งซ่าน เลอะเลือน และมึนงง
อะไรกัน..นี้มันฝันร้ายชัดๆ

Tuesday, July 18, 2006

ปีนี้เมืองไทยจะมีแต่เรื่องดีดี..วู้วู้

อารามณ์ดี อารมณ์ดี
นานนานจะได้รู้สึกอย่างนี้สักที
มีเรื่องสนุกให้ทำ มีเพลงดีดีให้ฟังและร้องแหกปาก
มีเพื่อนดีดี และคนดีดีรอบรอบตัว
พอแหละ..ขอแค่นี้แหละชีวิต

Sunday, July 16, 2006

วันหวยออก

กางหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันอาทิตย์มาดู พาดหัวข่าวเบ่อเริ่มเรื่องพระโลงผี ไม่อยากจะเชื่อว่าคนเราจะงมงายได้ขนาดนี้ แต่จะว่าไปอย่างน่อยเค้าก็ได้ทำในสิ่งที่เค้าเชื่อ ดีกว่าเราที่มานั่งๆนอนๆอยู่บ้านและไม่ลงมือทำอะไรซะที ..เฮ้อออ ว่าไปก็แอบเซ็ง ขนาดวันนี้ก็ยังตื่นมาตั้งเกือบเที่ยง พร้อมความร้อนระอุ เพราะแอร์ที่ห้องดันมาเสีย ด้วยความขยันที่ไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายชั่วคน ขนาดตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่าจะพยายามทำสิ่งที่อยากทำวันนิดหน่อยก็ยังดี ก็ยังทำตัวเรื่อยมาจนอายุปาเข้าไปจะ สามสิบแล้ว คิดแล้วก็ลากสังขารตัวเองมานอนต่ที่ห้องของพี่สาว หลับตาลงอีกครั้งด้วยความสบายใจ สองชม.ผ่านไป ลืมตาตื่นด้วยเสียงแคะจานของแม่ เป็นสัญญาณว่ามาทานข้าวกลางวันกันได้แล้วไอ้พวกตัวขี้เกียจทั้งหลาย สองสามวันก่อน ได้ทำบุญครบ 49 วันให้ยาย ป้า ลูกสาวคนโตของยาย ได้ทำอาหารทุกอย่างที่ยายเคยทำให้กินตั้งต่จำความได้ เห็นแล้วน้ำตาจะไหล คิดถึงยาย คิดถึงทุกอริยาบท ทุกๆคำพูด ทุกๆลมหายใจที่เคยได้สัมผัสเค้า จะว่าไปแล้วยายก็ไม่เคยมาให้ใครเห็นอีกเลย สงสัยกำลังเดินทางเยี่ยมญาติอย่างสบายใจอยู่ มาหากันบ้าง หนูคิดถึงยายนะ
ช่วงนี้นอนไม่คอยจะเป็นเวลาเท่าไรเลย ปวดตัว ปวดหัว ปวดตา ร่างกายดูไม่ค่อยจะสมประกอบ ทำงานหนักนอนดึก กินไม่เป็นเวลา
และตอนนี้รู้สึกตัวคล้ายจะป่วย อยากมีคนมาดูแลกันจริ๊งจริง 5555

Tuesday, June 27, 2006

เลข9




นับย้อนไปเกือบ10วันที่แล้ว มีโอกาสได้ดูละครใบ้ด้วยการอนุเคราะห์จากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ในการดั่งด้นไปหาบัตรมาให้ ซึ่งจักขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย เท่าที่รู้เราไม่ได้เป็นคนเดียวที่มันโทรไปบอกบุญครั้งนี้ นอกจากจะโทรบอกเพื่อนๆแล้ว มันยังยินดีแบกรับค่าบัตรเกือบสองหมื่นบาทไว้เพียงผู้เดียว อย่างนี้ป๋าเรียกพี่จริงๆ มันเป็นละคอนใบ้ที่ถูกจัดเป็นครั้ง 9 ในประเทศไทย ในระหว่างที่นั่งรอพักครึ่งให้หมดลง ก็มีอะไรบางอย่างที่สะกิดให้ตัวเองมองไปที่เสื้อของสตาฟละคอนทั้งหลายแหล ที่หลังเสื้อสกรีนเลข 9 ตัวเบ่อเริ่ม วินาทีนั้น เลข9 ทุกตัวที่เคยผ่านตามาก็ค่อยๆสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในสมองที่ว่างเปล่า และมือที่เต็มไปด้วยลูกชิ้นปลาทอด

9 แรกของปีนี้คงเริ่มที่เลย9 ของปีพุทธศักราข 2549
9ที่สองคือ9ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 9.09 น.
วันที่ยายคนเดียวของเราในวัย 91 ปีได้หลับตาลงตลอดกาล
9ที่สาม คือ9ของ49วันที่ต้องใส่ชุดดำเพื่อไว้อาลัยให้ยาย
9ที่สี่ คือเก้าของวันที่ 9 มิ.ย.2549 ของการเฉลิมฉลองการครองศิริราชย์สมบัติของกษัตริย์ลำดับที่ 9 ในราขวงศ์จักรี
อันเป็นที่รักและเทอดทูนยิ่งของประชาชนทั้งประเทศ
9ที่ห้า คือเก้าของละคอนใบ้ครั้งนี้ที่ได้ดูด้วยความไม่ตั้งใจ
และหนีงานวันเกิดแม่มาดู ในบัตรราคา 900 บาท.
เก้าสุดท้ายนี้ทำเอาเงินหร่อยหรอไปเยอะที่เดียว
แต่ถ้าเทียบกับความสุขที่ได้นับ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
เท่าที่จำได้คงมีอยู่เท่านี้แหละ
แต่ก็คงมีอะไรผ่านหูผ่านตาไปอย่างรวดเร็วเหมือนเวลาที่เร่งด่วนในปัจจุบัน
เวลาที่ใครหลายๆคนรวมทั้งเราบ่นว่าไม่มีเวลา
ดั่งที่ในหลวงได้ตรัสเอาไว้ว่าอย่าได้บอกว่าไม่มีเวลาทำอะไรเพราะท่านก็มีเวลาเท่ากับอัลเบริต ไอสไตล์ และ กาลิเลโอ
(หากยกประโยคมาผิด หรือกล่าวไปไม่ครบถ้วน ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

รำพึง

"เป็นหรือไม่เป็น นั้นคือปัญหา"
แฮมเล็ท-เชคสเปียร์
"วันหนึ่งเราเดินไปมาอยู่บนโลก แต่วันพรุ่งเราก็ตายและหายสูญ"
ประโยคที่ยกมานี้คงจะเข้าได้ดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
หลายอย่างช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
คิดหยุดนิ่งเพียงเสี้ยว ก็หันหลังไม่เจอที่มาและจุดเริ่มต้นใดใด
หากเราลืมเลือนทุกอย่าง อย่างง่ายดาย วันนึงเราคงไม่รู้ว่าชีวิตมีค่ามากมายสักแค่ไหน
การที่ได้เกิดและอยู่ร่วมกับคนที่รักช่างเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่
...

Saturday, May 27, 2006

9.00

ยายจ๋า
นับตั้งแต่ได้เห็นยาย ณ วินาทีนั้น ความรู้สึกทุกอย่างก็ถูกประทะเข้าอย่างจัง
นึกถึงภาพครั้งเก่าๆที่เคยอยู่ด้วยกัน
ปิดเทอม หนูจะถูกพ่อ กับแม่สั่งให้ไปอยู่บ้านยาย ตั้งแต่ไก่โห่
วันๆไม่คิดจะทำอะไร นอกจากหาเรื่องยุ่งให้ยายบ่น
และเก็บกวาดผลลัพล์ของกิจกรรมที่เกิดใหม่ทุกวัน
ตอนนั้นหนูทั้งเบื่อ ทั้งเซ็ง เวลายายบ่น จนบ้างที่ก็แอบไปอยู่บ้านเงียบๆคนเดียว
เวลาหนูเถียงยาย น้าทุกคนก็จะมาว่าหนู จนบ้างคนอาจจะเกลียดหนุไปแล้วจริงๆก็ได้
ตอนเที่ยง หนูจะวิ่งมาหายายแล้วบอกยายว่าหนูหิวข้าว หนูหิวข้าว ยายมีไรกินบ้างงง
ทั้งที่กลิ่นพะโล้น่องไก่ของยายหอมฟุ้งตั้งแต่หนูวิ่งถึงหน้าบ้านยายแล้ว
หนูไม่เคยช่วยยายทำกับข้าว หนูได้แต่นั่งดูอยู่ใกล้ๆ คอยถามนู้นถามนี้
จนบ้างที่ก็โดนไล่ออกมาจากครัว
ยายคงขี้เกียจตอบ หรือไม่ก็เพราะหนูเกะกะ
ไปหยิบโน้นเล่นนี้ตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น
ก็เห็นยายทำโน้นทำนี้ หรือสิ่งคนใช้ว่าอย่าเอาอันนั้นไปใส่กับอันนี้
อย่าเอาโน้นไปปนกับนี้ และอีกมากมายก่ายกอง
เป็นธรรมดาที่หนูก็อยากรู้ว่าทำไมยายถึงสั่งแบบนั้น
แต่การทำกับข้าวของยายเหมือนของเล่นที่สนุกสนานสำหรับหนูเเลยทีเดียว
หนูไม่เคยกินพะโล้ของใครอร่อยเท่าของยายอีกแล้ว จำได้ว่าไม่เคยกินพะโล้ของยายแค่จานเดียว
ทุกวันนี้หนูยังจำกลิ่นและรสชาดพะโล้ของยายได้เสมอ
และหนูจะไม่มีวันลืมมัน
ยายจ๋า ด้วยเงินของยายทำให้หนูได้มีวันนี้
หนูเรียนจบเอาปริญญามาฝากยาย มีรูปหนูติดรับปริญญาที่หัวนอนยายพร้อมกับรูปลูกๆหลานๆอีกหลายๆคน
ถึงเป็นรูปไม่ใหญ่นักแต่ยายก็แขวนมันไว้บนสุดเลย
เวลายายนอน ยายก็จะเห็นมันทุกครั้งที่ยายลืมตาตื่นหรือทุกครั้งที่ยายจะนอน
หนูเคยมองว่ามันเป็นแค่การเห่อหลานของยาย
แต่ตอนนี้หนูรู้ว่ายายภูมิใจกับปริญญาของพวกหนูแค่ไหน
ยายมักจะคุยฟุ่งเรื่องลูกๆหลานๆให้เพื่อนบ้านฟังเสมอ
จนบางที่เรื่องบ้างเรื่องก็ได้รู้จากเพือนบ้านซะเอง หลานยายโต้เก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้
หนูขอโทษ ที่ตั้งแต่หนูโตขึ้นมาเรียนมัธยม เรียนมหาลัย
หนูเห็นความสนุกสนานเพียงช่วงครั้งชั่วคร่าวกับเพื่อนเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
หนูมองข้ามความห่วงใยของยาย
แม่มักจะกลับมาบอกหนูเสมอว่ายายถามถึง กลับบ้านกี่โมง ทำไมทำงานดึกดื่นอย่างนี้
ค่ำมืดอย่างนั้นกลับบ้านคนเดียวได้ยังไง เป็นลูกผู้หญิงอย่าทำตัวอวดเก่งนัก มันไม่ดี และอีกต่างๆนานา
หนูจำทุกอย่างได้ดี แต่หนูไม่เคยคิดจะทำตาม หนูมองข้ามมันไป
หนูเคยนวดให้ยาย หลังจากที่ยายไปนั่งทำกับข้าวในครัว
แต่หนูก็นวดไปหงุดหงิดไปเพราะหนูหวงจะเล่นมากกว่า
นับครั้งได้ที่หนูนั่งกินข้าวกับยาย
หนูไม่เคยป้อนข้าวป้อนน้ำยาย หนูไม่เคยอาบน้ำสระผมให้ยาย หนูไม่เคยแม้แต่จะกราบยายที่เท้า
ครั้งสุดทายที่ได้ทำให้ยายคือ หนูได้นวดให้ยาย
ยายบอกว่ากูปวดมาเน้นที่หัวไหล่หน่อย มันเป็นก้อนเนื้องอกที่อยู่ตรงหัวไหล่ของยายทั้งสองข้าง
หนูไม่รู้ว่ายายเจ็บปวดขนาดไหน
หนูมองการเข้าโรงพยาบาลของยายเป็นเรืองปกติของคนอายุขนาดนี้
หนูเข้าไปเยี่ยมยายน้อยครั้งมากเวลายายอยู่โรงพยาบาล
จนเมื่อ 9.00น.ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2549
หนูถึงได้รู้ว่าหนูรักและคิดถึงยายแค่ไหน
หนูพลาดที่จะแสดงความรักกับยายในวันที่ยายยังสามารถได้ยินเสียงของหนู
ในวันที่หนูยังกอดยายและห้อมแก้มยายได้
หนูได้ทำทุกอย่างที่หนูไม่เคยทำ ในวันที่ยายไม่สามารถมากอดหนูได้
ไม่สามารถยิ้มให้หนูได้ ไม่สามารถได้ยินเสียงหนูได้
หนูได้ใส่รองเท้าสีขาวให้ยายด้วยสองมือของหนูเอง
เลือกผ้าห่มและผ้าตัดเสื้อของยายด้วยมือหนูเอง
เลือกมาลัยคล้องมือยายด้วยมือหนูเอง
ตอนนี้หนูเสียใจที่หนูทำให้ยายได้เพียงแค่นี้
หนูอยากทำให้ได้มากกว่านี้เพื่อให้ยายยังอยู่กับหนู
ยายจ๋า...
91ปีที่ยายอยู่ หนูได้เห็นว่ายายเลี้ยงพวกเรามาดีขนาดไหน
พวกเรามีศูนย์กลางครอบครัวคือยาย
ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ทำให้ทุกคนมารวมกันและมีความทรงจำร่วมกัน
ไม่ว่าทุกข์หรือสุข ยายก็จะอยู่ตรงทีเดิมไม่เคยไปไหน
ยายจ๋า...
หลับให้สบายนะจ๊ะยาย ยายไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้นนะ
หนูจะดูแลแม่เหมือนที่แม่ดูแลยาย
หนูจะรักและถนุถนอนความรู้สึกแม่ อย่างที่แม่รักและถนุถนอมความรู้สึกยาย
ยายจ๋า..
หนูรักยายจ๊ะ

Thursday, May 18, 2006

Quote Number04

จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า
....
เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสเหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง
เข้าก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา
เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราวเหมือนเรา
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่
เขาก็ทำตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ
เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง
เขาก็มักจะกอบโกย และเอาเปรียบเมื่อมีโอกาศเหมือนเรา
เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่นอะไรต่างๆเหมือนเรา
เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์หรือตายแทนเรา
เขาก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลัน เหมือนเรา
เขาก็มีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัวเขา มิใช่ของเรา
เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจจากเรา
เขามีสิทธิ ที่จะได้รับการอภัยจากเรา ตามควรแก่กรณี
เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแกผู้อื่น
ปล. ตัดตอนบางส่วนจากคำสอนของท่านพุทธทาส

Monday, May 15, 2006

หน้าทอน สุราษณ์ฐานี

06.20
วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเสษ เริ่มต้นวันพร้อมความห่วย
กลับมานั่งพิจารณาตัวเองว่าทำอะไรผิด หรือมีอะไรแปลกจากชาวบ้าน
ได้ข้อสรุปมา 2-3ข้อ แต่ก็นังไม่ปักให้เชือไม่ได้ นอกจากเหตุผลของคำว่าผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
และมันไม่มีอยู่ในคำว่าเพื่อน แม้ในที่ทำงาน...
ผลลัพล์ที่ได้จากข้อสรุปคือ จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆจนสุดท้ายทนไมได้ หรือว่า ลาออกไปซะเดี๋ยวนี้เลย
ไม่แน่ ออกแล้วอาจจะได้ทำอะไรที่อยากทำซะที
และบางทีอาจไม่เสียเพื่อนไปด้วย
สุดท้าย..ใครจะตอบคำถามได้แบบนี้ได้ เหมือนกำลังเดินทางแบบทอยลูกเต๋า
โชคดีก็เดินถูกทาง และมีความสุข
โชคร้าย ก็ต้องทนอยู่กับมันไปให้ได้ จนกว่ามันจะพ้นไป
แล้ววันนั้น เราก็จะได้เรียนรู้ และอยู่กับมัน
แต่ว่า..ให้มันทรมารน้อยกว่านี้หน่อยได้มั้ย
ปลง..วันนี้พูดคำนี้กับตัวเองมาล้านกว่ารอบ แต่สุดท้ายเราก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กบนโลกใบนึงเท่านั้น
Wish me happy

Tuesday, May 09, 2006

ตัวหนังสือน่ากอด

เป็นเวลาเกือบ2เดือนได้ที่ไม่ได้แตะบล๊อคของตัวเองเลย จนคนรอบข้างเริ่มบ่นเข้าหูมา
จะว่าไป มันได้หายไปจากความคิดของชีวิตประจำวันมาพักนึงแล้ว คงเป็นเพราะว่าตอนนี้แข็งแรงดี
แต่ที่กลับมาวันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า กำลังเป็นทุกข์หรืออะไร แต่วันนี้ได้เข้าไปอ่าน ไดอารี่ของผู้ชายคนนึง
ผู้ชายที่แสดงความเป็นตัวเองผ่านทางตัวหนังสือได้อย่างน่าทะถนุถนอม จะเรียกว่าตัวหนังสือน่ากอดก็คงจะว่าได้
แปลกดี เพียงแค่คำธรรมดาสามัญบ้างคำที่เติมเข้าไปในประโยค ในช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม จะส่งผลต่อมรับรู้อารมณ์ได้มากมายขนาดนั้น
และประโยคนั้นก็สามารถแสงดตัวตนของคนเขียนได้อย่างน่ารักน่าชัง(ถ้ามันเป็นประโยคบริสทุธ์)
วันนี้ไม่ได้มีประเด็นอะไร แค่มาเขียนให้ตัวเองอ่านเท่านั้นเอง

Saturday, April 08, 2006

บทเพลงแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง

บทเพลงแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง
........ความเบิกบาน

มิใช่ภาวะที่เกิดขึ้นได้โดยพยายาม
ทั้งเจตนาให้เกิดก็ไม่ได้เช่นกัน

จิตที่เบิกบาน เป็นไป เพราะเป็นไป
เป็นไป เพราะไร้แรงผลักเป็นไป
เพราะจิตเปิดสู่ความเป็นเช่นนั้นเอง

อย่าได้ฝืน อย่าได้ดึง อย่าพยายาม
ไม่มีอะไรต้องทำ ไม่มีอะไรไม่ต้องทำ

สิ่งซึ่งปรากฏขึ้นในทุกขณะจิต
ไร้ความสำคัญโดยสิ้นเชิง
ไร้ความจริงใด ๆ ทั้งสิ้น
ใยเล่าจักต้องใส่ใจหาความหมาย
ใยไปติดยึดกับสิ่งเหล่านั้น
ใยต้องไปตัดสินเขา ตัดสินเรา

จงทำตัวสบาย ๆ
มองดูปรากฏการณ์อย่างเป็นเช่นนั้น
บัดเดี๋ยวก็โผขึ้นสู่เบื้องบน
บัดเดี๋ยวกลับยุบลงเบื้องล่าง
ขึ้นแล้วก็ลง เหมือนรอบคลื่น

ไม่พยายามจัดการให้ได้ดังใจ
ไม่พยายามเปลี่ยนการณ์ที่ปรากฏ
เพียงเฝ้าสังเกตความลี้ลับ
อัศจรรย์ใจไปกับการก่อเกิด
มหัศจรรย์ใจไปกับการดับสูญ
รอบแล้วรอบเล่า ก่อเกิดแล้วดับสูญ

เพราะเราพยายามแสวงหาความสุข
เหตุฉะนี้ เราจึงไม่เคยพานพบ
เปรียบดั่งสายรุ้งเจิดจำรัส
เอื้อมมือคว้า แต่ไม่เคยได้สัมผัส
เหมือนเจ้าหมาน้อย วิ่งวนไล่งับหางตัวเอง

แม้ว่าสันติและเบิกบาน
จะมิได้ดำรงให้เห็นเช่นรูปธรรม
ทว่า สันติและเบิกบาน
ดำรงอยู่ และดำเนินไป
เคียงคู่ขณะแห่งชีวิตเสมอ

อย่าได้หลงประสบการณ์
ดี-เลว บุญ-บาป คุณ-โทษ
เหล่านั้นเปรียบดั่งอากาศที่ไม่เคยไม่ผันผวน
เหล่านั้นเปรียบดั่งรุ้งล่องหน ทอดงามอยู่ปลายฟ้า

ปรารถนาไขว่คว้าสิ่งคว้าไม่ได้
เหนื่อยล้าตัวตนไปใย
เปิดใจและผ่อนคลายเสียแต่บัดนี้
ความว่างพลันปรากฏ

จงเปิดประตูไว้ เชื้อเชิญ และอำนวยสะดวก
จงผ่อนคลายกับความว่างอันไพศาล
จงสำราญกับธรรมชาติแห่งเสรี
ไม่ถามหาอนาคต
ไม่รีบรุดสู่ป่าอลหม่าน
จงมองดูเจ้าช้างใหญ่ผู้ตื่นแล้ว
ช้างใหญ่ผู้ตื่น แต่ผ่อนพัก
จงสงบอย่างตื่น
พำนักสบาย ๆ อยู่ในหทัยสถาน

ไม่มีอะไรต้องทำ
ไม่มีอะไรไม่ต้องทำ
ไม่มีอะไรต้องฝืน
ไม่มีอะไรต้องปรารถนา

อา..ช่างน่าพิศวง
อะไร อะไร ก็เคลื่อนไปอย่างนั้นเอง
สรรพสิ่งล้วนเป็นเองเช่นนั้น

"เสรี และ เรียบง่าย บทเพลงแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง"
ลามะ เก็นดุน รินโปเช
สมพร พึ่งอุดม แปล ๒๕๔๖

คัดลอกจาก http://mild-dharma.blogspot.com/
มีอะไรน่าอ่านอีกมากมาย เราเอามาแค่ส่วนนึงเท่านั้น
เพื่อนๆไปเยี่ยมชม แล้วจะพบของดี

Friday, April 07, 2006

Good day

Today is a great day
I see my dad smile again
It was long long time that i can't remember
How can i keep this pic forever...
Anyway he deserve what he did hard work for many years

Big Guy i really love u jaaa..

Tuesday, April 04, 2006

ไปตายซะ..ไป๊

วันนี้ฟังข่าวแล้วหงุดหงิดซะเหลือเกิน
แม่งประเทศชาติ ปล่อยให้คนอย่างนี้เหยียบย้ำอยู่บนแผ่นดินนี้ได้ไง จริงๆแล้วต้องพูดว่า ไมมันถึงได้หน้าด้านหน้าทนขนาดนี้ ถ้าเป็นลูกเป็นหลานจะจับมันตีก้นสักทีสองที แต่ตัวโตหัวเหลี่ยมขนาดนี้ คงต้องเอาเสาตาม่อสุวรรณภูมิมาเขกกะบาล จะได้จำใส่กระโหลกซะบ้าง
สุดท้ายก็เป็นนักการตลาดในคราบนายก ไม่ว่ากี่คำต่อกี่คำที่พ่นออกมจากปากมีแต่ประโยขน์เข้าตัวเองทั้งนั้น มีเท่าไรเอาเองหมดคนเดียว มูมมามขึ้นทุกวันๆ จะลุกจากเก้าอี้ก็ไม่กล้า กลัวกองขี้ที่นั่งทับไว้จะส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวน แล้วจะนั่งอยู่ในประเทศนี้ไม่ได้อีกต่อไป แหม..อยากให้มีใครใจกล้าไปถีบมันลงจากเก้าอี้จริงเร้ยยย..เกลียดดเข้าไส้จิงๆ

Friday, March 31, 2006

ก็อีกวันนึงที่ผ่านไป

แม่งง..เงียบเหงาสิ้นดี

Wednesday, March 29, 2006

หลายเหลี่ยม

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม

ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้ลูกกระจ๊อกหน้าเหลี่ยม มันเลียแข้งเลียขา

ไอ้หน้าเหลี่ยมมันเป็นคนพันทาง พูดไทยปนฝรั่งยังกับโก้ตายห่า (เฮ้ย)

ฝ่ายค้านก็รวมหัวบอยคอต ประชาชนก่อหวอดมันก็ยังตากหน้า

มันหน้าด้านไม่เป็นลูกผู้ชาย มันกลัวจะโดนลากไส้ มันเลยยุบสภา(หุย)

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันแจกแบงค์ใหม่เอี่ยมให้คนเข้าคูหา

เอาบัตรปลอมปนๆไปมั่ง มันก็ได้รับเลือกตั้งมาตั้ง 19 ล้านกว่า

โดนไล่มันก็ไม่ยอมลาออก ใครถามก็บอกว่าสายๆชาติหน้า

มันขายชินฯ ขายชาติเบ็ดเสร็จ มันฮุบประเทศให้โคตรอาเตี่ยโคตรอาม่า

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม อำนาจหน้าเหลี่ยมมันซื้อด้วยเงินตรา

มันรวมหัวลอยค่าเงินบาท ป่วนเศรษฐกิจชาติเพราะมันตุนดอลลาร์

กฏหมายถ้ามันมีช่องโหว่ มันก็เอาหัวโผล่ออกไปทำการค้า

พอเรื่องปูดมันก็จ้างทนาย แต่มันลืมมอบหมายให้พูดเรื่องจรรยา

มันซื้อที่ดินเก็งกำไร มันรู้ข้อมูลภายใน ว่าจะมีรถไฟฟ้า

นโยบายมันเอื้อประโยชน์ มันรวยกันทั้งโคตรไปจนถึงขี้ข้า

ของนอกมาตีตลาดในประเทศ เพราะมันเปิดฟรีเทรดแลกกับไอพีสตาร์

มันทำตัวเป็นมาเฟียธุรกิจ รีดไถทุจริต แล้วมันยังสั่งอุ้มฆ่า(หุย)

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม

ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันคิดแต่หาเล่ห์เหลี่ยมไม่กินข้าวกินปลา

เวลาหิวกินคลื่นความถี่ ไม่ก็ไปรษณีย์ ไม่ก็การไฟฟ้า

ของว่างมันก็กินลำไย แกล้มกับทีพีไอ ไม่ก็กินต้นกล้า

มันเทคโฮมหุ้น ปตท. ไปฝากโอ้คฝากอ้อที่บ้านจ้นทร์ส่องหมา

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันคิดแต่หาเล่ห์เหลี่ยม นอนก็ไม่เต็มตา

มันหมกมุ่นเรื่อง CTX จนลืมเรื่องเซ็กซ์ ที่มันชอบนักหนา

มันกังวลเรื่องแอมเพิลริช จนมันลืมรูดซิปตอนไปเยี่ยวออกมา

มันเป็นห่วงกลัวดวงจะดับ กลัวโดนยึดทรัพย์ กลัวสหบาทา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ประชานิยมหน้าเหลี่ยมมันเป็นพระคุณตายห่า

มันให้กู้กองทุนหมู่บ้าน จนเป็นหนี้หัวบานจนไปถึงรากหญ้า (เฮ้ย)

พักชำระหนี้ ธ.ก.ส. แต่เหลือเงินพอซื้อมือถือถ้วนหน้า

บ้านเอื้ออาทรหลอกแดก คุณภาพห่วยแตก ปลูกเองถูกกว่า (หุย)

ค้ายามันให้ฆ่าตัดตอน เพราะมันกลัวเดือดร้อนไปถึงตัวหัวหน้า

มันเอาหวยขึ้นมาไว้บนดิน 3 ส่วนโกงกิน อีก 1 ส่วนการศึกษา

30 บาทรักษาทุกโรค เบาหวาน หวัดนก มันก็ให้แดกพารา

พอขาลงมันก็เล่นละครเป็นกะหรี่ กอดคนนู้นกอดคนนี้ มันทำเป็นบีบน้ำตา (หุย)

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม

ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้อย่างหนาหน้าเหลี่ยมมันขี้โกงเป็นบ้า

เอาเงินยัดศาลรัฐธรรมนูญ สั่งคดีซุกหุ้นไม่ให้พิจารณา (เฮ้ย)

องค์กรอิสระอัปรีย์ มันให้พวกขันทีไปจัดซื้อจัดหา

มันติดสินบนข้าราชการ ใครที่ซูฮกมันได้เลื่อนขั้นทะเล่อทะล่า

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้ทรราชหน้าเหลี่ยม มันทำตัวอหังการ์

มันอยากเป็นรัฐบุรุษ ไอ้หมาหัวเน่าหางกุด จะชูคอเทียบป๋า

มันไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ มันพูดจาระยำจาบจ้วงราชา

มันอวดดีแต่งตั้งสังฆราช ที่หน้าตาประหลาดเพราะมันเป็นมารศาสนา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้นาซีหน้าเหลี่ยมมันมีแต่คำมุสา

มันขี้ฮกว่ามันจับโจรใต้ คนดีๆ ต้องตาย ยังโดนยัดข้อหา (เฮ้ย)

มันบอกว่ามันเป็นคนดี แต่มันโกงภาษี มันให้ลูกรับหน้า

มันบอกว่าทำตามระเบียบ แต่ถ้ามันเสียเปรียบ มันก็แก้กติกา

มันจะซื้อลิเวอร์พูล ฟูแล่ม มันกุข่าวหน่อมแน้ม มากลบความชั่วช้า

มันดูถูกเรื่องสัตยาบัน แต่มันเขียนอีกอัน มันบอกว่ามันเตรียมมา

มันบอกจะปราบคอร์รัปชั่น ปราบภาษาพ่อ..แดกกันยิ่งกว่า

มันคุยว่ามันมีธรรมะ พอจับได้จะๆ มันบอก “ตถตา”

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม

ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันหน้าตาสี่เหลี่ยมยิ่งกว่าทรงเรขา

น้องมันก็พุงป่องสมองฝ่อ ปลอมวุฒิ ปวช.ไปเรียนต่อปริญญา

ลูกสาวมันก็โง่ฉิบหาย ขนาดโกงแทบตายยังได้แค่ 2กว่าๆ

ลูกชายมันก็ไอคิวต่ำ มันต้องใส่แว่นดำ ก็เพราะมันติดยา

เมียมันโกงแล้วก็ไม่เจียม เดินเอ็มโพเรียมก็เลยโดนเขาด่า

ความผิดมันอีกหลายกระทง ตั้งแต่ธรณีสงฆ์ ไปถึงโปรเจกต์เมก้า (เฮ้ย)

กลางคืนคงเอาตีนกุมขมับ อยากจะนอนให้หลับ มันยังต้องฉีดยา

อีกหน่อยมันคงเป็นโรคประสาท ไปแก้ผ้าอาละวาดอยู่บนป้ายโฆษณา (หุย)

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ถ้าขืนให้มันหน้าเหลี่ยมไปจนถึงสมัยหน้า

เมืองไทยคงกลายเป็นคุกลับๆ เป็นที่ตั้งฐานทัพพวกอเมริกา (เฮ้ย)

สิงคโปร์มันจะเข้านอกออกใน วางมาดเส้นใหญ่ ไม่ต้องปั๊มวีซ่า

หมอผีเขมรจะร่ำรวย ร่ายเวทย์ล้างซวยเวลาเหี้ยเข้าสภา (หุย)

มันคงจะแฮบเงินกองทุน ไปปล่อยกู้อุดหนุนเศรษฐกิจพม่า

ประเทศไทยมันคงเอาเข้าตลาด ขายหุ้นละ 1 บาท บอกว่าราคาพาร์ (เฮ้ย)

ให้อากู๋เปลี่ยนเนื้อเพลงชาติ ลิขสิทธิ์ผูกขาดทั้งชาตินี้ชาติหน้า

ฮิตเล่อร์กลับชาติมาเกิดใหม่ เป็นลูกคนสุดท้ายชื่อเด็กชายพวงทองทา

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม

ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้คนที่รักหน้าเหลี่ยมมันมีแต่รวยอื้อซ่า

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุรเกียรติ์-สมคิด-คงศักดิ์ วันทนา(เฮ้ย)

ชิดชัย วรรณสถิตย์-ไอ้สมัคร-ดุสิต-วิษณุ-วาสนา-สุวรรณ วลัยสถุน-ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา (หุย)

สุนีย์ สินธุเดชะ-ทนง พิทยะ-ยงยุทธ-เยาวภา-สุรนันท์-สุขวิช-สุนัย-สุภาพ คลี่กระจาย-สุธรรม-ศิธา (เฮ้ย)

สุชาติ-สุวิทย์-สุวัจน์-เจ๊หน่อยสุดารัตน์-สุชน-สนธยา คุณปลื้ม แต่ว่าผมไม่ปลื้ม เพราะว่าผมไม่ลืมว่าพ่อมึมฆ่าใครมา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

อดิสร-อดิสัย-อริสมันต์-เนวิน-ยุรนันท์-ลัดดาวัลลิ์-วัฒนา-ปองพล-จาตุรนต์ ฉายแสง-นายรุ่งแก้วแดง-สมชาย-สุชาดา (เฮ้ย)

นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์-นายวันมูหะมัด นอร์ มะทา-ภูมิธรรม-พงษ์ศักดิ์-พรหมินทร์-โภคิน-พงศ์เทพ เทพกาญจนา (หุย)

สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี -ธงทอง-กันตธีร์-สุเทพ--อรทัย ฐานะจาโร-บวรศักดิ์ อุวรรณโน-ประชา (เฮ้ย)

ระเบียบรัตน์-เสริมศักดิ์-สมศักดิ์-เพรียวพันธุ์-ชัยภักดิ์-จักรภพ-ปวีณา-พินิจ จารุสมบัติ-สรอรรถ-สรยุทธ สุทัศนะจินดา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

วราเทพ รัตนากร-วีระ-ดนุพร-ประยุทธ์-ปริญญา-มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ-พันศักดิ์-จักรพันธุ์-ศันสนีย์-ปรีชา-อุระ ได้แต่หวังอ้อกลาง โสภณ เพชรสว่าง-บุญคลี-ลลิตา-ปลอดประสพ สุรัสวดี ที่เปิดไนท์ซาฟารี เป็นสุสานสัตว์ป่า-ณหทัย-ชัยสิทธิ์-อิทธิพล-สุขุม-กมล-สุมิตา-สุจินดา-จำลอง ครุฑขุนทด-สิริกร-บรรพต-วิชัย-วิทยา (เฮ้ย)

ช่อง 9 ช่อง itv ช่อง11 เจ็ดสี ช่อง 3 ช่อง 5 UBC CP เซเว่น, ไทเกอร์, ไฮเนเก้น...

เป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงยาวที่สุดที่เคยเจอมา..แต่งกันเข้าไปได้..คนเรา
คัดลอกจาก www.manager.co.th

Tuesday, March 28, 2006

เบื่อโวยยยย

เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อ!เบื่อโวย!
วันนี้พูดคำนี้ไปประมาณล้านรอบได้
เพราะรู้สึกได้ถึงความหนักหนาสาหัสของงานที่คุ้นเคยและแสนน่าเบื่ออีกครั้ง
เจ้านายขา..หาอย่างอื่นให้ทำบ้างจะได้มั้ย หนูเบื่อจะแย่แล้ว

Sunday, March 26, 2006

วันหยุดสุดสัปดาห์

16.00 เริ่มขยับร่างกายเข้าสู่วงจรการใช้ชีวิตกลางคืนอีกครั้ง
5วันที่ผ่านมา มีแต่ความรู้สึกแย่ๆเกี่ยวกับทรรศนะคติของคนรอบข้าง..
คนเรานี้ช่างเข้าใจยากจิงๆ บ้างที่ความพยายามที่มีอย่างมากมาย ก็เหือดหายได้อย่างรวดเร็ว
งั้น weekendนี้ขอปล่อยผีหน่อยละกัน...Let's go buddy!!
หลังจากนั่งอยู่กลางฝูงชนราวแสนคน เกือบ3 ชม.ได้ 22.00 ก็เริ่มขยับตัวเองเข้าสู่แหล่งอบายมุขเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของเพื่อน ณ อัครสถาน อาร์ซีเอ พระรามเก้า หลังจากห่างเหินไปสลายตัวอยู่ในอาศรมของวงเหล้าคนแก่เป็นเวลานาน
ต้องขอบคุณเพือนรักที่บิวอารมณ์ได้อย่างหลุดโลก เลยทำให้คืนนั้นสนุกขึ้นเป็นล้านเท่า ไมงั้นคงนั่งเซ็งกับเพลงดึ๊ดๆทั้งคืนเป็นแน่
พูดถึงวันเกิด ต้องไม่พ้นที่จะมีเพลงและเค้กวันเกิดแน่ๆ อย่างหลังถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญเท่าไร เพราะคนในวงเหล้าย่อมรู้ดีว่าเหล้ากับเค้กเป็นของที่เข้ากันไม่ได้อย่างแรง ครั้งนึงเคยนึกขัดใจเลยลองกินมั้งสองอย่างไปพร้อมๆ ปรากฎผลว่าได้ไปให้ปุ๋ยต้นไม้ที่บ้านก่อนนอนจนได้ แถมอาการปวดกบาลติดต่อกันหลายสิบชั่วโมง..ไม่คุ้มๆ
ครั้งนี้ลองใหม่ ด้วยเพราะไม่อยากแบกอาการปวดหัวกลับบ้าน คราวนี้เลยขอเมาลมเลยละกัน..ได้ผล คืนนั้นผ่านมาได้ด้วยดี พร้อมคำชมของเพื่อนถึงสเตปเท้าไฟที่ได้วาดลวดลายไว้ตลอดคืน 555 ขำจิงๆ
ว้า..ผับปิดจนได้..หิวแล้วไปหาอะไรกินกันเถอะ..
ระหว่างทางไปประตูน้ำแหล่งอาหารคนกลางคืน รถก็เกิดติดขึ้นมาซะงั้น ไรหว่า นี้มันจะตี 3 อยู่แล้วนะ..ติดได้ไง..หึ หืมม คร่อก...หลับรอไปเลยอยากติดกันนัก
ทักษัณออกไป !! ทักษัณออกไป!!
อยู่ดีๆก็ได้ยินคำนี้วิ่งเข้าหูมากระตุกหนังตาให้เปิดขึ้นมาพบกับกลุ่มม๊อบนศ.รามคำแหงขับไล่นายกที่หน้าที่ทำการพรรคไทยรักษ์ไทย
การเมืองไทย สุดท้ายก็วนมาที่เดิม อยากรู้จริงๆว่านับจากวันนี้ไปจนตัวเองแก่ตายจะต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกกี่ครั้ง ครั้งแรกที่รู้สึกตื่นเต้นกับการประท้วงเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ตอนที่อายุไม่แตะเลย 2 เลย ตอนนั้นอยากไปเห็นกับตาตัวเองซะให้ได้ คำว่าอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรไม่เคยรู้จัก หรือจะหลบอยู่ในหลืบสมองส่วนไหนก็ตาม ความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆจริงๆ ถึงขนาดว่าคะยัยคะยอแม่ต้องพาไปเดินนับรอยลูกกระสุนเคล้ากลิ่นคาวเลือดเลยทีเดียว แต่นั้นก็หลายสิบปีผ่านมาแล้ว มาครั้งนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกครั้งบวกกับความรู้และข้อมูลที่พอมีติดติ่งสมองอยู่บ้าง ก็ได้พาตัวเองเข้าสู่วงในของการประท้วงที่กำลังคุกรุ่นอยู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย
แต่ไม่ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไรก็ตาม ขออย่างเดียวอย่าให้เด็กๆต้องมาแข่งกันนับรอยกระสุนตามต้นไม้เคล้ากลิ่นคาวเลือดประชาชนเหมือนเราเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วอีกเลย..

Wednesday, March 22, 2006

ห่วย

วันห่วยๆอีกหนึ่งวันกำลังจะผ่านไป
พรุ่งนี้ลืมตาตื่นขึ้นมา..ก็ขอให้ทุกอย่างเป็นปกติสุขเหมือนเดิม
..เอเมน..

Monday, March 20, 2006

Q&A 01

Q: รู้มัยว่า Ok ที่พูดกันอยู่ติดปากเนี่ย ย่อมาจากอะไร
A: All correct.
เท่าที่ทราบมาคล้ายความเห็นหนึ่ง คือ ok ใช้กันครั้งแรกในอเมริกา
เนื่องจากคนอเมริกันอพยพในช่วงแรกเป็นกลุ่มคนที่ความรู้ทางภาษาไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไร
เลยเข้าใจผิด ว่า All correct. เขียนแบบ oll Korrect เลยย่อเป็น ok.

ข้อมูลจากคุณกระต่าย ต๊ายตาย http://www.sarakadee.com./

หวังไว้ว่า

เคยรู้สึกว่าทำไมชีวิตถึงได้ต้องการที่จะชนะ หรือได้มาตลอดเวลา
แต่ก่อนเคยเป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้นที่คิดอยากได้ อยากมี แต่ ณ เวลานี้ ขอเพียงอยางเดียวคือ ให้มีความสุขทั้งกายและใจ และที่สำคัญไม่เดือดร้อนใคร อยากทำอะไร..ทำ ไม่ต้องเอาตัวเองไปวางบนกฏเกณฑ์ของสังคมจนทำให้ต้องร้อนใจ ทำบ้างเพื่อความกลมกลืน แต่ไม่คลุกคลี เหนื่อยเปล่า ในเมื่อคนเราไม่เริ่มที่จะเรียนรู้เส้นกลางถนนของตัวเอง แล้วเราจะต้องตามสังคมไปถึงเมื่อไรกัน
ว่าไปถ้านับกันด้วยจำนวนทรัพย์สินที่พอมีติดบ้านอยู่บ้าง ก็จัดว่าเป็นชนชั้นล่างจนเกือบต่ำก็ว่าได้ จากที่เคยมีและคิดจะก่อร่างสร้างตัวจากอสังหาริมทรัพย์และหุ้นตามกระแสสังคมในตอนนั้น ก็มาพังทลายไปพร้อมกับฟองสบู่อีกหลายฟอง เวลาผ่านมาแล้วเกือบสิบปี บาดแผลนั้นก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกวันลึกลงไปในหัวใจของผู้ชายคนนึงที่ครั้งนึงเคยมองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง เป็นตัวอย่างที่ดีในฐานะหัวหน้าครอบครัว เคยจับมือลูกเล่นระบายสีน้ำด้วยกัน แล้วหัวเราะกันสนุกสนาน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความผิด กลายเป็นศัตรู จากบาดแผลของคนนึงกลายเป็นบนเรียนให้กับคนอีกคนนึง บทเรียนที่สอนให้ตัวเองรู้ว่าหากคนเราไมรู้จักปล่อยว่างลงบ้าง มันก็เหมือนสร้างกำแพงปิดกั้นความสุขที่ควรจะเป็นของเรา ถ้าบ่อความคิดได้แตกลงเมื่อไร วันนั้นเค้าคงจะได้เป็นอิสระซะที..

Saturday, March 18, 2006

Quote Number03


ไม่มีชัยชนะ บนซากปรักหักพัง
พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Thursday, March 16, 2006

Good day

เมื่อคืนฝันร้าย
ตอนเช้าเลยเจอเรื่องดีตั้งสองเรื่อง
เรื่องแรก..เพื่อนสุดที่เลิฟ กำลังจะมีน้อง..
เรื่องที่สอง..เพื่อนสุดที่เลิฟอีกคน..กำลังจะแต่งงาน
ดีใจๆๆ อย่างน้อยกทำให้วันนี้เรามีความสุขอย่างมากมาย
ม่ะ..ไหนใครมีข่าวดีอะไรมาบอกกันอีกมั้ย..อยากรู้ๆ

Wednesday, March 15, 2006

แด่เธอ

เมื่อคืนนอนอ่านหนังสือเล่มที่สองที่จักรให้ยืมมา
ชื่อว่า "เศษทรายในกระเป๋า" แต่จำชื่อคนเขียนไม่ได้แล้ว
ติดใจอยู่ประโยคนึงว่า..

"เดินทางเพื่อเพิ่มหลักไมล์ แต่หัวใจยังคับแคบเหมือนเดิม"

อ่านแล้วรู้สึกจี๊ดขึ้นมาในใจทันทีทันใด
สิ่งที่รับรู้เหมือนกำลังมองตัวเองผ่านคำพูดคนอื่นอยู่
มีแต่อะไรโดนๆ ช่วงนี้

อยากรู้จังว่ามันจะไปกระแทกใจใครอีกบ้าง

Monday, March 13, 2006

Rotiboy!!

Pha Id's version,Look alike jing jing
Another pic to confirm..Amazing ID!!
Thank you Ajarn Mon's Blog for these pics.

Friday, March 10, 2006

bad day

Today i did the worst thing in my whole life
Excustion was not reasonable,i just did because i need to.

Ohhh..goddd help me pleaseeeee...
What i should do..

Wednesday, March 08, 2006

Quote number02

กายดั่งต้นโพธิ์
วิญญาดั่งกระจกเงา
หมั่นเช็ดถูกระจกให้สะอาด
อย่าได้มีละอองฝุ่นใดจะมาจับ
...
โพธิ์มิใช้ต้นไม้
กระจกเงามิฉายอยู่ที่ใด
เมื่อไร้ทุกสิ่งแต่แรก
ฝุ่นละอองใดจะมาจับ
...
ฮุยเน้ง

Tuesday, March 07, 2006

เขาตะเกียบ

หนีไปทะเลมา2วัน เพราะนัดเพื่อนเที่ยวไว้กว่า 30 ชีวิต
มาเจอกันทั้งที ก็มักจะมีเรื่องอะไรสนุกสนานเสมอ..เริ่มได้กลิ่นบรรยากาศสมัยเรียนนิดหน่อยแล้ว
จะว่าไปก็ไม่ได้ทำอะไรมากมาย พอไปถึงที่ ก็เห็นซากเพื่อนนอนกันเกลื่อนหาด
บ้างคนมีกีต้าร์คู่ใจ บางคนหนีบกล้องเดินไปมายังกับเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33
ส่วนเรากับเพื่อนอีก 2 คนไปเอาปูเสฉวน 2 คู่มาจับชนกันหวังว่าจะให้มันได้เจอเพื่อน แต่โดนทะเลซัดหายซะก่อน..เปลี่ยนมาวิ่งจับปูลมแต่สุดท้ายไม่ได้ซักตัว..นั่งลงพักเหนื่อยกับเพื่อนและกีต้าร์ แหกปากร้องเพลงได้นิดหน่อยพอเป็นกระสัย ก็เริ่มมองหาของเล่นใหม่ เป็นหมาตัวอ้วนสองตัว พันธุ์โกลเด้นรีทีฟเวอร์ ที่กำลังร่าเริงอยู่ในทะเล..เล่นไปเล่นมา เจ้าของเริ่มจะเหล่..
ไปว่ายน้ำก็ได้ว่ะ..เรื่องขำของสระว่ายน้ำตอนนั้น คือได้เห็นภาพของชายไทยอายุไม่ต่ำกว่า 25ปี จำนวนมากกว่า10คน เกาะกลุ่มกันในสระว่ายน้ำของโรงแรมที่ไม่ใหญ่เท่าไร และพยามยามจะทำท่าคล้ายดิ่งลงจากเครืองบินที่ความสูงมากกว่า 3000 ฟุต พวกมันบอกกันว่าซ้อมไว้เผื่อได้ไปโดด..อยากรู้จิงๆว่าเมื่อไร จะได้ตามไปหาซากพวกมัน..
พอตกเย็นหน่อยก็เริ่มล้อมวงรอบขวดเหล้า..และเล่นเกมส์กันเหมือนที่เคยเป็นเสมอมา
หลายคนเจอกันเป็นประจำ แค่หาข้ออ้างมาเปลี่ยนที่กินเหล้า
หลายคนไม่ค่อยได้เจอ แต่มาจ่ายค่าเหล้าให้เพื่อนกินฟรีๆ นานๆทีไม่เป็นไร..มันว่างั้น

ข่าวสาร สารทุกข์สุกๆดิบๆ ต่างหลั่งไหลออกจากปากแต่ละคนไม่ได้หยุด ถ้านับเป็นตัวหนังสือก็คงปริมๆอยู่ที่คาง

เข้าสู่วันใหม่เกือบ 2 ชม.แล้ว ไม่มีท่าทีที่วงเหล้าและวงเม้าท์จะจบลงได้ง่ายๆ
เสียงโฮ ฮาของเพื่อนๆรอบวงดังเป็นระยะ เพราะเพื่อนคนนึงลุกขึ้นมาสร้างความสนุกสนานตามท่าทางของนักร้องดัง
ทำให้เรนกลายเป็นเรืองสุดมันส์ของเวลานั้นไป..พอรุ่งส่างวงเหล้าก็เริ่มสลายพร้อมการมาของแสงแดดวันใหม่

12.00 ทริปเปลี่ยนที่กินเหล้าก็ได้จบลง ต่างคนต่างแยกย้าย..บรรยากาศสมัยเรียนเริ่มจางลงอีกครั้ง
ดีใจที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง..





Friday, March 03, 2006

Quote number01

"learn how to fly ,learn how to fall"
Ost. Something got to give

Thursday, March 02, 2006

เมฆสีคล้ำ

เช้าแล้วต้องล้างน้ำตา
ลบรอยเวลาของความเสียใจ
เธอหลอกตัวเองว่าไม่มีทุกข์ยังไง ฉันไม่เข้าใจ
เช้าแล้วต้องลุกขึ้นมา
ลืมความเย็นชาที่อยู่ข้างใน
เธอปลุกตัวเองให้ตืนจากฝันทำไม ก็ฉันไม่เข้าใจ
ฉันเหนื่อย ฉันเหนื่อย อย่ามาตอกย้ำ ค่ำคืนสีดำ จดจดมันไว้ไม่ได้ ในฝันฉันยังร้องไห้
ฟ้าวันนี้มีเมฆสีคล้ำหลายก้อนลอยเกลื่อน ดั่งต้องการจะคอยย้ำเตือนเธอให้ยิ่งเศร้า
คืนวันอาจเวียนหมุนไป ใจไม่เหมือนเก่า แต่เรายังรุ้ดีว่า..
ฉันเชื่อว่ารักมีจริง และคงไม่ทิ้งกันไปง่ายดาย
เธอหลอกตัวเองว่านั้นคือรักยังไงก็ฉันไม่เข้าใจ
ฉันเหนื่อย ฉันเหนื่อย อย่ามาตอกย้ำ ทุกอย่างที่ฉันทำ ก็เพียงให้ฝันยังอยู่ ตื่นฉันมาก็รู้ว่า..
ฟ้าวันนี้มีเมฆสีคล้ำหลายก้อนลอยเกลื่อน ดั่งต้องการจะคอยย้ำเตือนเราให้ยิ่งเศร้า
คืนวันอาจเวียนหมุนไป ใจไม่เหมือนเก่าแต่เรายังรุ้ดีว่า..
บัวหิมะ/ชิทแตก

Wednesday, March 01, 2006

เซ็งๆ

วันนี้ไม่ได้ยินแม้เสียงโทรศัพท์ของตัวเอง
ทำไงดี โดนความเหงาจู่โจมอีกแล้ว

MRT

"Do you believe in love at first sight?"