Wednesday, May 16, 2007

rain coming

เขียนอย่างนี้ ไม่ได้จะมาพูดเรื่องพี่เรนตาตี่แต่อย่างใด
แต่สังเกตมั้ยว่าฝนเริ่มตกเป็นประจำ จนเริ่มเป็นฤดูกาล
และดูเหมือนว่ามันจะมาเป็นหนึ่งในอุปสรรคของงานที่ทำอยู่ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตอนเด็กๆชอบมากเวลาที่ได้นอนอยู่บ้าน ฟังเสียงฝนดังกระทบหลังคาบ้านดัง..แปะแปะ
นั้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่า เวลานอนอันมีค่าจะถูกยืดออกไปอีกสักหน่อย
ถึงแม้ว่าจะเป็นเช้าที่รีบเร่งขนาดไหนก็ตาม ทำไงได้ละ ก็ฝนมันตกหนิ..ช่วยไม่ได้จริงๆ
แต่ดูเหมือนข้ออ้างนี้จะใช้ไม่ค่อยได้ผลเมื่อเวลาผ่านไป..แย่วะ
แต่นั้นก็เป็นเพียงความรู้สึกที่ได้ซุกตัวอยู่ในผ้าอุ่นๆ ฟังเสียงฝน และพล่อยหลับไปอีกครั้ง

สายฝน ยินดีต้อนรับจ๊ะ

Tuesday, May 15, 2007

.

วันนี้ไปโรงบาลเป็นเพื่อนแม่
หมอนัดแม่ไปฉีดยา
เพิ่งรู้ว่ามันทรมาร..มาก
..และทำให้หวนคิดถึงยาย
อีกไม่กี่วัน..ยายก็จากไปครบหนึ่งปี
ในใจ..กลัวแม่จะหายไปเหมือนยาย
แอบเจ็บใจอยู่ลึกๆ ที่เอาเวลาไปทิ้งขว้าง
เพียงเพราะเอาความพอใจเป็นที่ตั้ง
...

Monday, May 14, 2007

เล่าด้วยภาพ..ว่าด้วยของกินในเวียดนาม


แค่น้ำมะนาว โซดาและน้ำตาลช้อนพูน..โซดาจัน..น้ำอัดลมแบบชาวบ้านก็อร่อยได้_Baoloc


เพราะมังสวิรัติ บนโต๊ะนี้เลยไร้สิ่งมีชีวิตตลอด 5 วัน_Baoloc


เพราะฝนกระหนำ่ เลยต้องมานั่งพักพิงที่ร้านกาแฟข้างทาง_ดาลัด


มิ้อคำ่ผีดผักจานโต กับลิโพขวดเท่าโค้ก..คืนนั้นหัวเราะจนกามค้าง_ดาลัด


เค้กหน้าตาจิมลิ้ม_ดาลัด


เพราะหิวและหนาว น้ำเต้าหู้ควันฉุยริมตลาดกลางคืนแค่นี้ก็อุ่นได้_ดาลัด


เครื่องดื่มที่ถูกเรียกว่า student foods น้ำอ้อยบวกส้มนิดหน่อย ถึงขนาดต้องขอสอง_Hue


แหนมเนืองแบบต้นตำรับ อร่อยสุดยอด..แต่แพงโคตร เพราะโดนหลอกอีกตามเคย..มันtac team กันมาทั้งประเทศ..พูดแล้วแค้น_Hoi an

Sunday, May 06, 2007

ปัดกวาด เช็ดถู

เดินเข้าบ้านเดิมๆ
หยิบชุดแม่บ้านมีระบายเล็กๆรอบตัวมาสวม
เอาละ..ได้เวลาทำความสะอาด
และปลุกชีวิตบล๊อคซะที...

สามเดือนบนถนนที่ชื่อว่าอิสระ
ไร้ซึ่งเวลาที่เคยเป็นของคนอื่น...
มันช่างสนุกสนานและเรื่อยเปื่อย
เงินเป็นปัจจัยกึ่งหลักกึ่งรอง สลับกันไปมา

นั่งพิจารณา..ทำไมไม่รู้สึกอยากเขียนเหมือนเคยเป็น
นั่งตอบตัวเอง..ได้ความว่า..
เพราะ...โล่ง
เพราะ...ว่าง
เพราะ...ปล่อยวาง
นั้นคงเป็นเหตุผลที่ดี และใช้ได้

จนกระทั่ง...ผู้หวังดีเดินมาบอกว่า..
เพ่ เพ่ หยากไย่ขึ้นแล้วเพ่..
ประกอบกับมีโอกาสได้พบ ได้เจอตัวหนังสือดีๆมากมาย
ทำให้เกิดส่วนผสมอยากหยิบตัวหนังสือมารอยเรียงเป็นเรื่องราวอีกครั้ง

....เอาละ บรรเลงได้...

Saturday, February 24, 2007

เสร็จสิ้นเสียที

ณ วันนี้เป็นวันที่จักขอประกาศถึงเวลาอันหนักหนาได้ลุล่วงไปอีกครั้ง ร่างสิบร่างได้รวมกันเป็นหนึ่ง สติที่แตกกระจายก็เรียกกลับมาได้เกินครึ่ง พร้อมที่จะเอาร่างกายออกนอกประเทศสยามแล้วววววว
เวียดนามมมม เจอกานนนนนนน
ปล.ตอนรู้ว่าที่อยู่ของมหาลัยไม่รับการส่งของแบบEMS ถึงกับแทบบ้า จาก4วัน กลายเป็น2 อาทิตย์อย่างใจหาย ยังดีที่นับจากวันประทับตรา เดินออกมายังผูกเอาความวิตกติดมากับตัวเองตลอดเวลา และตลอดเวลามันคงต่อสู้กับความชิลอย่างดุเดือดและพ่านแพ้เป็นแน่ เพราะเหมือนว่าตอนนี้จะสงบลงแล้ว และคงหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งรอเวลาล้างแค้นเจ้าความชิลลล...

Saturday, February 03, 2007

สาหัส

ช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุดแห่งปี คงไม่เกินสองสามอาทิตย์ระหว่างนี้แน่นอน
ทำงานอย่างมีแผนที่หลวมมากๆ จนเหมือนไม่ได้วางแผนอะไร
ทำงานไปเหมือนเล่นแจส ทำด้วยอารมณ์มันพาไป
เหนื่อย ง่วง และหมดแรง บางทีแอบมีไข้โผล่ขึ้นมาทักทาย
แต่แปลก...รู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก..ดีจัง

Friday, February 02, 2007

การบอกเลิกครั้งแรก

"พี่ปุ๋ยค่ะ..อ้อมีเรืองจะบอก อ้อขอลาออกค่ะ"
ประโยคนี้ซักซ้อมมาเป็นเวลาแรมเดือน และเมื่อ24 ฃม.ที่ผ่านมามันก็ได้ถูกเปล่งออกจากปากเราไปแล้วเรียบร้อย ท่ามกลางความนิ่งอึ่งของเจ้านาย โล่ง และโล่ง อย่างบอกไม่ถูก จริงอย่างที่ใครๆว่า พูดไปเถอะ แล้วจะรู้สึกสบายยยย..หนึ่งปีครี่งที่ผ่านมาดีกรีความเบื่อหน่ายเริ่มเข้ามาแทนที่จนรู้สึกได้ว่าไม่สมควรอยู่อีกต่อไป รังแต่จะทำให้งานแย่ และตัวเองก็แย่ หลังจากนี้ไปก็เหลือแต่งานแสดงและงานสมัครเรียน ซึ่งสาหัสพอกัน..
อีก 24 วันทำการ เราก็จะเก็บกระเป๋าลัดเลาะตามทางไปพำนักที่เวียดนามซะที

Saturday, January 27, 2007

ทำไงดีอ่ะ...โดนแทค!!

ปล่อยให้ตัวเองไมู่้รู้อยู่นานแสนนานว่าได้โดนการแทคเข้าให้แล้ว...
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบเดือนเห็นจะได้ แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะเขียนอะไร มีอะไรบ้างที่ไม่เคยเล่าให้เพื่อนฟัง หรือที่เพื่อนไม่ค่อยรู้กัน..ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีเอาซะเลย..เปิดเผยไปป่าวหว่าตู
แต่และแล้ววันนี้ก็เกิดมีความคิดบ้างอย่างที่พุ่งขึ้นมาในหัว และคิดว่าน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องนี้...

1 วันวาเลนไทน์ สมัยยังกระเตาะ ไปชอบเพื่อนร่วมห้อง ที่จนบัดนี้ยังสามารถจำชื่อจริง นามสกุลและชื่อเล่นได้อย่างแม่นยำ หน้าลูกครึ่งหน่อย ที่บ้านขายบันไดเลื่อนตัวละล้าน..ล้านสมัยโน้นเยอะแค่ไหนก็ไม่รู้...จำได้ว่าวันนั้นโขมยตังค์แม่ มาห้าบาท บวกกะที่ัตัวเองได้ทุกวันอีกห้าบาท เป็นเงินก้อนในการลงทุนเพื่อความรักครั้งแรกในชีวิต แล้ววันนั้นก็มีสติกเกอร์รูปหัวใจหลายๆแบบ หลายสีๆ นอนอยู่ใต้โต๊ะเป็นจำนวนมาก แกล้งเอาไปแปะคนโน้นที คนนี้ที แต่สุดท้ายก็ลงเอยอยู่ที่เพื่อนคนนั้นมากกว่าครึ่ง...ทำไปได้จริงๆ

2 ตอนม.ต้น เดินกลับบ้านกับเพื่อนบนทางเดินติดถนนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโพไซดอน แลนด์มาร์คอันสุดอลังการที่มีกจะบอกทุกคนเวลาจะต้องมาบ้าน วันนั้นเดินกลับกับเพื่อนสองสามคน ระหว่างทางเดินเม้าท์กันมาอย่างเมามันส์ และแล้วก็มีรถมาจอดเทียบพร้อมกับทำท่ามาถามทาง แต่เค้าพูดเสียงเบามากจนเราจะต้องขยับตัวเองเข้าไปใกล้รถของเค้า แต่ส่งที่เห็นคือไอ้นั้น..ตอนนั้นสงสัยว่ามันคืออวัยวะอะไรว่ะ หน้าตาพิิลึก..ช่างอ่อนต่อโลกเสียจิง 555 เราก็อุตส่าห์อยากช่วยเหลือ แต่ทำยังไงก็ไม่ได้ยินที่เค้าพูด จนเพื่อนต้องลากออกมาพร้ิอมกับด่าว่านี้แกโง่หรืออะไรว่ะ มั่วไปคุยกับมันอยู่ได้ นัน้มันพวกชอบโชว์..อ้าวว ใครจะไปรู้ฟระ

3 เวลาปิดเทอมทีไร พ่อกะแม่จะไล่ให้ไปอยู่บ้านยาย สิ่งเดียวที่บ้านยายมีให้เล่นคืออุปกรณ์ครัวที่แสนครบครัน ดังนั้นของเล่นที่คิดออกตอนนั้นคือการเล่นทำขนม โดยมียายมีหนูทดลอง..ขนมสารพัดอย่าง มีมาทำได้ไม่ซ้ำกัน จะมีติดใจก็อยู่เมนูเดียวคือฝอยทองที่ทำเท่าไรก็ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนที่เคยกิน จำได้ว่าความพยายามครั้งนั้นทำเอาไข่ร้านขายของชำข้างๆบ้าน กะน้ำตาลของยายเกลี้ยงสต๊อคไปเลย แต่ผลลัพท์ก็เป็นเหมือนเดิม คือก้อนน้ำตาลสีเหลืองกลิ่นไข่ ที่หลังจากนั้นก็ไม่คิดจะทำมันอีกเลย

4 กะ5 คิดไม่ออก แต่สุดท้ายตอนนี้กำลังจะไปดรอปเรียนไอเอลแย้วววว

ทิ้งไว้นานขนาดนี้ ไม่รู้จะไปแทคใครต่อแล้ว มาอ่านเอาขำๆแล้วกันนะ

Wednesday, January 24, 2007

-




สองสามวันมานีี้ การหลับการนอนตัวเองใกล้เคียงนกฮูกเข้าไปทุกที ความกังวลต่องานที่จะต้องทำยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งทำให้เดินสวนทางกับการผักผ่อนมากขึ้นเท่านั้น แต่กระนั้นเลย ความชิลก็เข้ามาสอดแทรกอยู่เป็นระยะ คล้ายจะบอกตัวเองว่าเอาน่า เหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน และมันก็สวนทางกับความจริงอีกเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ การไม่หลับไปนอน และลำบากตัวเองที่จะต้องแปกงานที่รับเร่งและกระเป๋าที่หนักอึ้งไปนอนบ้านคนอื่น เพียงเพื่อจะไปทำกิจกรรมที่ิดิดว่า ถ้าตัวเองปกติดีก็คงมีแนวโน้มไม่ทำมันแน่ๆ ก็อย่างที่เป็นมา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่ามันอยากจะซ่อนตัวอยู่ลึกๆและเคลื่อนไหวอย่างเงียบเฉียบตล้ายยักษ์ที่แอบซ่อนคัวในถ้ำกลางป่าใหญ่ เพราะมันรู้ดีว่าทุกอย่างรอบตัวมันจะวุ่นวายเพียงใดหากใครมาเห็นเข้า ทางที่ดีก็คงจะต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป..ถึงแม้จะเคยเจอเคยผ่านความรู้สึกนี้มาแล้วนับครั้งแทบไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็เหมือนเป็นเรื่องใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และป่าใหม่ และแน่นอนทุกอย่างที่ควรเป็นบนเรียนให้ดูแลตัวเองให้ดี ก็โดนยัดกลับไปอยู่ในลิ้นชักทุกครั้งและทำราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น และมันคงเป็นอย่างนี้ไปตลอด หากแม้แต่ใครสักคนจะกล้าเดินเข้าไปในถ้ำ เพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างพิจารณา ไม่แน่ว่าสักวันเจ้ายักษ์อาจจะได้ออกมาสู่โลกกว้างอย่างมีความสุข

Monday, January 22, 2007

อวด

สิ่งมีชีวิตสุดชิลสามตัว
ขออวดบันใดที่สร้างและตกแต่งเองกับมือ...
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการต่อยอดจากงานที่คนอื่นๆทำค้างไว้ก็ตาม..เพราะมัวแต่ไปคลุกอยู่ในครัว
แต่ยังไงก็ยังแอบภูมิใจเล็กๆว่ามันจบด้วยมือเรา :)
ขอตบท้ายด้วยกองแกลบแห่งความสุข ที่มักจะไปนอนเกลือกลิ้ง ดูดาว ท้าลมหนาวกันยามค่ำคืน


โอ้ยยยย...อยากกลับไปอีกจังเลยยย

Mindful Way


Photo By Joh
สองวันก่อนได้รับรูปนี้จากน้องร่วมคณะ ร่วมค่าย และอีกไม่นานจะเป็นน้องร่วมองศ์กรเดียวกัน โจ้.. ผู้ซึ่งไม่เคยรู้ว่าถ่ายรูปได้สวยขนาดนี้ ครั้งแรกที่เห็นภาพนี้ รู้สึกว่ามองแล้วไม่อยากจะละสายตา มองแล้วเห็นภาพ วัน และเวลาของค่าย
มือนี้ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใด รู้แต่ว่าชอบมองจัง...

Friday, January 05, 2007

Quote Number07

"สังคมเราสมัยนี้ ผลิตทรัพยากรมนุษย์ออกมาเพื่อเป็นเครื่องจักรชั้นดีของระบบการค้าเสรีและสังคมเมือง ก็เท่านั้นเอง"
โจน จันได,สันกู่ เชียงใหม่

อยู่ดอยย่ำดิน

ไอ้จ้อยสีขาวคันงาม คุณครูเกียร์กระปุกแห่งวันสันกู่

หนีความร้อนระอุ มาพึ่งความหนาวเย็น ณ สันกู่...อีกครั้ง
ด้วยอุณหภุมิเพียง 10กว่าองศา ทำให้เสื้อสี่ชั้นก็ยังไม่สามารถต้านทานได้
แต่..ขาสั้นกับเสื้อยืดบางๆก็เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกายไปท้าหนาวกลางลานแกลบกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง
สตาฟฝึกหัด หรือจำเป็น หรือจะอะไรแล้วแต่ แต่ก็พาร่างกายมาคลุกอยูในครัวตลอด 4 วัน
เหนื่อยอย่างแสนสาหัส แต่ก็ทำให้เห็นอะไรแปลกๆจากผู้คนที่เดินวนเวียนผ่านเข้ามา ทั้งมีความสุขและปลงไปในเวลาเดียวกัน

"The more you stay the same, the more it seem to chenge,don't you think it's strange"

ถึงคราวนี้จะมีสถิติฟิ่วขาดไปก็ตาม ก็ถือได้ว่าผ่านมาได้อย่างดีและไม่ได้ทำให้ใครฉุนเฉียวตาม
อยากจะขอโทษ หากฟาดหางไปโดนใครเข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ...
และด้วยอาการของการคลุกอยู่ในครัวอย่างแท้จริงนั้นเอง เลยกลายเป็นว่ากิจกรรมที่พึ่งจะต้องได้กระทำทั้งหลาย ก็เป็นอันอดไปโดยปริยาย..จึงทำให้ต้องตัดสินใจอยู่ต่ออีก2วัน ให้เป็นข้ออ้างไม่ต้องมาทำงานนั่งโตะที่แสนจะปวดใจ...ที่กรุงเทพมหานคร
หลังสิ้นเสียงกระหึ่มของรถบัสขนาด 40 คนนั่งค่อยๆเลื่อนหายไปตามระยะทาง บรรยากาศของความชิลก็ได้บังเกิดขึ้นอย่างรู้สึกได้ วงอาหารเล็กๆเพียงไม่กี่คน และรถสีขาวคันจ้อยที่อาศัยการขับขี่ของมือใหม่พา 5 ชีวิตออกจากความเงียบสงบปสู่แสงสียามค่ำคืนในตัวเมืองเชียงใหม่ เพียงเพื่อกาแฟ 1 แก้ว ...จำได้ว่ากาแฟแก้วนั้นถึงรสชาดจะไม่ดีเท่าไร ก็แต่กลมกล่อมไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง..ที่สามารถนั่งยิ้มและฮัมเพลงคนเดียวได้ตลอดทาง
คืนนั้นจบลงด้วยวงสนทนาเล็กๆ ณ เวลาที่ไก่เตรียมโก่งคอขันรับเช้าวันใหม่...
ก่อนกลับขอฝากรอยจารึกไว้บนบันไดด้วยการก่อสร้างบันไดสู่หอคอยแห่งความสุข(หรือส้วม)ให้เสร็จสิ้นลง ก้อนดินแข็งๆ เหลวๆ ผสมกับเสียงหัวเราะ บันไดสู่ความสุขก็เสร็จลงอย่างมีชีวิตชีวา.
อยากเอาเวลาที่เหลืออยู่ คูณสองแล้วปล่อยให้มันไหลเอื่อยๆตามทางของมันซะจริงจริง...

Saturday, December 23, 2006

*-*

ไปนอนฟังเพลงที่งาน 4th Jazz Festivel มา
1020 บาท กับเวลา 6ชั่วโมง
ที่เราสามคน พี่แมค เกด และเรา
ได้เป็นเด็กกระจอกที่เห็นดาวซิกแซกเต็มท้องฟ้า
กับลิซ่า โอโนะที่ขาวอวบ และร้องเพลงเหมือนในแผ่นซีดี
อากาศเย็นๆ น่าจะมีไวน์สักขวดอยู่มือตอนนั้น คงจะดีไม่น้อยทีเดียว
เวลาที่ 5บาทสุดท้าย ยังไม่อยากกลับบ้านไปอยู่เหงาๆคนเดียวเลยจิงๆ

Sunday, December 17, 2006

Quote Number 06

"จะทุกข์ หรือไม่ทุกข์ มันอยู่ที่ใจเราทั้งนั้น"
หลวงพี่ฟับเจือง,สันกู่,เชียงใหม่

Friday, December 08, 2006

ย่ำดินแบบไม่ตั้งใจ

4วันที่ผ่านมา หนีความร้อนไปพึ่งเย็นอีกครั้งที่เชียงใหม่
แต่คราวนี้ ไม่ได้ขอพึ่งแค่อากาศ หากแต่เป็นขอไปพึ่งความเย็นของจิตใจด้วย
เดิมทีเดียว โปรแกรมคราวนี้ ไม่เคยรู้มาก่อน ตอนแรกที่รู้ว่าจะต้องปฏิบัตธรรมด้วย ร่างกายก็รู้สึกร้อนผ่าวคลายกับของขึ้น ก็เคมีมันไม่ตรงกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร..จริงๆก็คือเป็นคนค่อนข้างanti วัด เข้าได้ แต่ไม่ศรัทธาก็เท่านั้นเอง..คราวนี้คงมีไรดลใจให้ลากสังขารไปถึงเชียงใหม่...จนได้

แต่4วันที่ผ่านมานี้..มันเกินคาด เกินจากทุกอย่างที่คิดไว้ ทั้งเรื่องความคิดในการปฏิบัติธรรม เพือนฝูงและผู้คนที่ได้เจอ รวมถึงกริยาของพระสงฆ์ หรือภิกษุที่เคยได้รับรู้มาแต่ยังเยาว์ตีนเท่าฝาหอย ทำให้4 วันที่อยู่นั้นเกิดคำถามขึ้นมากมาย
ทำไมสัมผัสได้ ทำไมยิ้มได้ทั้งวัน ทำไมใจดี ทำไมมองโลกในแง่ดี ทำไม ทำไม และทำไม..สิ่งที่ได้รับไม่รู้ถือว่าเป็นคำตอบหรือเปล่า มันเป็นเพียงประโยคของคำถามของคนอื่นที่เราบังเอิญอยู่แถวนั้นและได้ยินเข้า..หลวงพี่ฟับเจือง คือบุคคลที่ได้กล่าวประโยคจื๊ดใจนั้นออกมา เดิมทีท่านก็เป็นปุตุชนที่แสนจะธรรมดา มีงานการต้องทำ มีงานต้องรับผิดชอบ มีเรืองร้ายและดีที่ต้องพบเจอ และอีกมากมาย แต่ท่านเรียกตัวเองว่าเป็นผู้โชคดี โชคดีจากบุญเก่าแก่ที่ปู่ย่าตายายได้ทำไว้ให้ ตั้งแต่เกิดมาท่านมีแต่รับอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราได้เห็น เราได้เห็นว่าท่านได้ให้ แต่ท่านให้แบบไม่รู้ตัว ทั้งวาจาและกิริยาของท่าน ทำให้คนที่อยู่รอบข้างสบายใจและมีรอยยิ้มได้ตลอดเวลา

ในค่ายนี้ ถึงแม้จะมีเวลาเพียงแค่ 4วัน 3 คืนบนดอย 2 คืนบนรถ ก็ทำให้คนกลุ่มนึงที่มีใจคล้ายๆกันได้มารวมตัวกันและสร้างเสียงหัวเราะร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัดหรือบริหารจิตด้วยความเงียบก็ตาม ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบก็ตัวเอง และการดูแลห้องครัวกะอาหารทุกมื้อ ก็ดูจะเป็นความรับผิดชอบของเราไปโดยปริยาย เนื่องจากติดสอยห้อยตามน้องมาช่วยทำงาน ห้องครัวดูเป็นศูนย์รวมของคนตบะแตก และเราก็เป็นนึงในนั้นอยางแน่นอน เป็นห้องที่ทำให้เราชาวดีแตก มาปล่อยใจเงียบในอากาศเย็นๆยามเช้าตรูที่ไม่เคยเห็นตอนอยู่กรุงเทพ นอกเสียจากว่าไม่ได้นอนมาตั้งแต่คืนก่อน ที่หลบบุญในวันที่ขี้เกียจนั่งสมาธิและสวดมนต์

คิดว่าถึงกลับกรุงเทพไปนานเท่าไร เสียงระฆังก็ยังคงกังวานอยู่ในใจ แต่ที่ไม่แน่ใจก็คือว่าจะสามารถยิ้มได้อย่างสุขใจเหมือนตอนที่อยู่ที่ค่ายได้อีกหรือเปล่า เพราะที่นี้มลพิษมันเยอะเหลือเกิน ถึงอย่างไรก็ยังมั่นใจว่าประโยคที่ได้ยินก็จะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจให้ไม่ลืมที่นี้ไปอีกนานแสนนาน

Wednesday, December 06, 2006

ได้โปรด

ไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกที่เหมือนจริงขนาดนี้มาก่อน
ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเหนื่อยล้าและใจหายอย่ารุนแรง
ในฝัน...ร้องไห้อย่างกับคนบ้า
ในฝัน...ไม่เห็นแม่ แม้แต่ร่องรอยใดใด นอกจากรองเท้าที่ไหม้เกรียม 1 ข้าง
ความฝัน...ที่ความจริงอยากให้เป็นเพียงแค่ความฝัน ตลอดไป
.....ได้โปรด

Tuesday, November 28, 2006

Hard Time

เป็น8ชั่วโมงที่หนักหน่วง อึดอัด และเบื่อหน่าย
ออก ไม่ออก ออก ไม่ออก สองคำที่วนอยู่ในหัวตั้งแต่ความรู้สึกบังเกิด
พร้อมกับคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
ตอนนี้คงทำได้แต่ บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ
..............

Wednesday, November 22, 2006

cha ba

เกิดความซวยขึ้นจนได้
ตั้งใจแค่จะไปนั่งจิบกาแฟชิลๆ สัมผัสอาการหนาวๆ
แต่ไงต้องเสียเงินไปอีกก้อนเพียงเพราะความเกรงใจ
พี่ยุ้ยคือต้นเหตุของทุกอย่าง เธอยิ้มแย้มและร่าเริง เปิดเผยและเป็นกันเอง
ซวยแล้วตู เปิดดูเป๋าตังค์มีธนบัตรใบน้อยๆนอนนิ่งๆอยู่อย่างเดียวดาย
แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไงละเนี่ย...ซวยแล้วตู ซวยจิงๆ

Saturday, November 18, 2006

Hongkong day six

20-11-2006
และแล้วก็วันสุดท้ายก็มาถึง
6วันกับการเป็นบุคคลไร้การติดต่อ มันชิวและไร้กังวลใดใด
ได้ปลุกวิญญาณทางภาษาออกมาอาละวาท ถึงแม้จะโดนส่ายหัวใส่บ้าง โดนด่าบ้าง ก็ยังดี ยังไงก็ยังสั่งข้าวกินเองได้ ไม่มีต้องพึ่งใคร
สิ่งที่เรียนรู้ได้อีกอย่างคือตัวเองมีความสามารถในการรัดเข้มขัดกระเป๋าตังค์ต่ำถึงต่ำที่สุด..สุดท้ายก็ได้แต่ปลอบตัวเองว่า เอาน่า นี้มันฮ่องกงนะ ไม่ใช่สยามบ้านเรา
มีหลายวันที่ได้ไปทำตัวเหงาเหงาอยู่ที่นั้นคนเดียว เมืองใหญ่กับคนมากมายเหมือนมด ทุกคนเดินไม่มองหน้ากัน ไม่สนใจกัน ทุกคนมีโลกของตัวเอง มีกระทบกันบ้าง แต่ก็ไม่มีใครสนใจใคร บ้านเมืองสีสันจัดจ้านสว่างไสวก็จริง แต่คนกลับหม่นหมองมืดมัว
และกะเพื่อนคนเดิม สุดท้ายมันก็เหมือนคล้ายจะเป็นประเพณีนิยมไป ครั้งไหนไปด้วยกันแล้วไม่ทะเลาะกัน ไม่งอนกัน ก็คงเหมือนขาดอะไรไป แต่มันก็ผ่านไปด้วยดี ต่อให้ทะเลาะกันจนจะฆ่ากัน มันก็ยังเป็นเพื่อนเหมือนเดิม
ในความรู้สึก ที่นี้ถือได้ว่าสุดยอดด้วยเรื่องงานModern Architectueral และlighting จริงๆ ที่อื่นไม่รู้หรอก มันอาจจะสวยกว่านี้อีกล้านเท่า แต่ก็เพราะไม่เคยไปยลให้เห็นกะตา เลยไม่รู้จะเอามาเปรียบเทียบยังไง ที่สามารถพูดได้ก็คงผ่านกรอบสี่เหลี่ยมขนาด29นิ้วจากที่บ้านตัวเองก็เท่านั้นเอง..มันคงถึงเวลาที่ต้องเดินทางกันเสียที
วิกตอเรียพีค มันหนาวเย็นและสวยงาม มองบ้านที่อยู่ในระนาบเดียวกัน เค้าจะรู้สึกยังไงถ้าทุกวันจะมีคนมายืนส่องกล้องเข้าไปที่บ้านเค้า ซูมอินซูมเอาท์ดูชีวิตของเค้าผ่านกล้องสองรูที่ติดตั้งให้นักท่องเที่ยวได้ใช้มองจากมุมสูงทุกวัน ที่คิดขึ้นมา เพราะตัวเองก็คิดอย่างนั้นอยู่ และก็คงไม่ต่างจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่จะมีความคิดคล้ายๆเป็นแน่
รถราง เป็นของเก่าที่ยังไม่สูญหาย และมันก็ถูกพัฒนาให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของมัน ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะขอขึ้นไปนั่งเล่นสักรอบสองรอบ สองเหรียญต่อรอบเป็นราคาค่าเดินทางที่คุ้มที่สุดของที่นี้แล้ว ถ้าเทียบกับแท๊กซี่ที่ยังไม่ทันพ้นหัวถนนก็ 20เหรียญเข้าไปแล้ว
มีโอกาสได้ไปสัมผัสชีวิตกลางคืนของคนที่นี้ด้วยคำเชิญชวนของเพื่อนเจ้าถิ่น The Peanut Bar พื้นที่เล็กๆที่ร่ายล้อมไปด้วยตึกสูง เป็นโลเคชั่นที่เรียกว่าหาได้ยากทีเดียว ทุกก้าวย่างจะได้ยินเสียงกรอบแกรบจากการย่ำเปลือกถั่วที่ทุกคนกินและทิ้งลงพื้นตลอดเวลา มันมีความจั่กจี้อยู่ใต้เท้าตลอดคืนนั้น ถึงจะมาด้วยความง่วงและเซ็ง แต่โฮกาเกนท์ เบียร์รสชาดนุ่มที่ทำให้คืนนั้นละไมขึ้นเป็นกอง
ถึงนาทีสุดท้ายของการอยู่เมืองนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่แสนหงุดหงิดจากการตกรถ และการดีใจจากความโชคดีที่แสนจะบังเอิญจากบัตรAirport Express รวมๆแล้วก็สามารถตอบคำถามตัวเองได้อย่างนึงว่า ต่อให้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้านเราจิงๆ อย่างที่หลายคนพูดไว้ แต่การเดินออกจากบ้านมาเจออะไรข้างนอกบ้างก็ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้ที่จะมองคนอื่นบ้าง และมองหาตัวเองบ้าง อย่างน้อยการเป็นบุคลลไร้การติดต่อมันก็ช่วยให้อะไรๆหลายๆอย่างไม่มีความสำคัญต่อไปอย่างที่เคยเข้าใจไปคนเดียว

15.30(Thai time)กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

Friday, November 17, 2006

HongKong day one

2.00(BKK time) กลับมาอย่างอิดโรย จากการdisplayหน้าร้านที่ลาดพน้าวแบบกรูจะเอาของเจ้านาย แมร่งกระเป๋าก็ยังไม่ได้จัด ของที่ต้องแบกไปก็อือซ่าเลย เหมือนจะต้องวัดดวงเอาว่านน.จะเกินหรือเปล่า..ประเทศชาติ..เฮ้อออ

5.30(BKK time)Pack กระเป๋าเสร็จ หันมองนาฬิกา อีกแค่ 1.30 ก็ต้องออกร่อน ไม่นอนมันแล้วกันว่ะ..ไว้ไปหลับบนเครื่องเอา..ถ่างตามาได้เพียง 10 นาที ทนไม่ไหวแล้วว...ขอลาก่อน

6.30(BKK Time)จำได้ว่าเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ ดังและสั่นจนเครื่องตกไปอยู่กับพื้นตอนไหนไม่รู้ ก็ยังไม่ตื่น ต้องโทษแรงโน้มถ่วงโลกที่มันพลังเหนือกว่ามนุษย์มาหลายชั่วอายุคน กลิ้งๆแกล้งหลับอยู่พักใหญ่ ก็แวบขึ้นมาว่า เฮ้ย!!ฮ่องกงนะเว้ย ไม่ใช่เชียงใหม่ ตื่นได้แล้วววว

8.30(BKK Time)ลากสังคารตาปรือของตัวเองมาถึงสนามบินจนได้ ด้วยเวลาเพียง 30 นาที พี่คนขับแท็กซี่ที่แสนจะใจดี ให้เราหลับได้ตลอดทาง และขับอย่างนุ่มนวล จะว่าไปแล้ว นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มาสนามบินในฐานะคนเดินทางจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายต้องโผล่หน้าไปตรวจหน้าร้านอีกอยู่ดี..งานขึ้นสมอง ประหนึ่งเป็นอุนจิ

10.10 (BKK time)การเดินทางเริ่มต้นได้ซะที หลังจากนั่งหาวแล้วหาวอีกที่หน้าGate..เกิดความซวยที่ระดับความสูง สามพันฟุต เจอแอร์ห่วยๆกับมารยาทห่วยๆ ของGulf Air - -' เอาอาหารของกรูมาเดี๋ยวนี้นะ ไอ้แอร์บ้า!!


14.30 (HK time)150นาที ผ่านไปไวเหมือนโกหก ตาปรือๆตื่นขึ้นมา ก็ค้นพบว่าตัวเองถูกลืมอีกครั้ง..ช่างมัน ออกมาจากวังวนกระเป๋าได้และการตามหาเอเจนท์รถที่จองมาจากกรุงเทพสำเร็จ ก็เอาตัวลงไปกองอยู่กับพื้นนั่งรอ รอ รอ แล้วก็รอ..เริ่มทนไม่ได้จนต้องงัดเอาหนังสือมาอ่าน..อ่านไปอ่านมา เริ่มรู้สึกจิตตก ต้องรีบเอามันกลับไปนอนในกระเป๋าเหมือนเดิม สังเกตรอบๆ..ได้ข้อสรุปว่าผู้ชายฮ่องกงเนี่ย ยังกะแกะออกจากเบ้าเดียวกัน เบ้าของเหลียงเฉาเหว่ย กล้ามหน่อยๆ หน้าเหลี่ยมๆ แล้วก็เสื้อพอดีตัว และของแบรนเนม นำแฟชั่นทั้งหลาย เป็นลูกแบบที่เดินกันพล่านทั้งเมือง

15.30(HK time) หลังจากรอไปแล้ว 1ชม.รถก็มาซะที ตอนนี้รู้สึกเหมือนเดจาวูเล็กๆ คล้ายๆฉากในหนังที่เคยดู บรรยากาศตอนนั้นที่สถานีหรือท่ารถ มีรถหน้าตาดีจำนวนมากจอดอยู่ ที่ว่าหน้าตาดี หมายความว่ารูปลักษณะและความใหม่ของมัน ลางสังหารณ์ตอนนั้นบอกว่ากะตัวเองว่าท่ามกลางบรรดารถหน้าตาดีทั้งหลายนี้ มันจะต้องมีรถหน้าตาบุโรทังโผล่ขึ้นมาแน่ๆ และมันคันนั้น ก็จะเป็นคันของเรา และมันก็เป็นจิงตามคาด สงสารตัวเองจิงๆ....เห็นมันโยนกระเป๋าขึ้นรถแล้วหัวใจจะวาย ไม่กระโดดเหยียบลงไปด้วยละเพ่.. - -"

17.30(HK time)นั่งชมวิวเมืองฮ่องกง ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เออ สองชม.แล้วนะ เมื่อไรจะถึงว่ะ...Express by holiday Inn causeway bay hotel เป็นป้ายสุดท้ายของรถคันนี้ มันคือโรงแรมที่จะต้องฝากตัวฝากของไว้กับมันในอีก 5 คืนต่อจากนี้ไป โรงแรมดีทีเดียว ถ้าใครจะไปฮ่องกง ขอแน่นำที่นี้เลย จองผ่านเวบจะถูกลงไปอีก..

18.00(HK time)วิ่งด่วนไปจัดบูธงานแฟร์ CMP Asia 2006

21.00(HK time) จัดบูธเสร็จด้วยสปีดประมาณ2X ตัวเร่งไม่ใช่อะไร เพียงแค่ท้องมันร้องประสานเสียงกันอย่างพร้อมหน้า ทั้งลูกน้องและเจ้านาย ร้านอาหารที่จะฝากท้องวันนี้เป็นร้านบ้านๆ เจ้านายบอกว่าถึงจะเป็นร้านที่ชนชั้นแรงงานของฮ่องกงกินกัน แต่หมูแดงของร้านนี้ก็สามารถทำให้เค้ามาฝากท้องที่ร้านนนี้ได้ทุกวันไม่มีเบื่อ ...เกือบจะได้ลองกิน น่าเสียดายที่มันหมดซะก่อน เลยได้กินเป็ดแทน เป็ดอร่อยเหาะสมกับที่มันมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่นี้ คิดในใจนี้เป็ดย่างยังขนาดนี้ หมูแดงที่ชื่นชมกันหนักหนาจะขนาดไหนเนี่ยยย นี้มันทำให้เกิดความคาดหวังก้อนโตขึ้นมาซะแล้วนะ..กลับถึงโรงแรมหลับฝันหวานถึงหมูแดงพรุ่งนี้...

Sunday, November 05, 2006

~ ดำ

วันนี้เวลาเกือบสองทุ่ม พาตัวเองออกจากออฟฟิส เอาเอ็มพีสามเสียบหู และเดินฟังเพลงมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่ง..โดนเพลงสะกดจิต เพลงทีฟังอยู่ไม่ได้เพราะจับใจ ไม่ได้ทำนองเสนาะหูอะไร เพียงแต่ความหมายของมัน มันจื๊ดใจมากเลยทีเดียว ทั้งที่เมื่อก่อนเพลงนี้เคยอยู่ในท๊อบเทนเพลงสุดห่วยของตัวเอง

พอแล้วความรู้สึกที่ฉันต้องเจอ...
ต่อให้เวลาผ่าน ฉันยังคงเก็บคำถามในใจ วันดีๆวันนั้นดู ไม่มีความหมาย..
ไม่รู้แท้จิงแล้วเธอคิดอย่างไร..
แล้วกับความรักที่เกิดในใจฉัน เธอไม่รู้สึกมันเลยใช่ไหม...
ทิ้งคำถามเอาไว้ ฉันไม่ดีใช่ไหม อยากให้เธอบอก ช่วยตอบได้มั้ย ได้มั้ย...

ใจจริงระหว่างทางที่อยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน อยากจะหลับตาลงและหลบไปอยู่ในโลกของตัวเอง แต่ทำไม่ได้ เพราะวันนี้เขียนตามาอย่างห่วย เลอะเทอะอย่างไม่กล้าจะให้ใคร คนไหนเห็นได้ ต้องทำตาลอยๆ ไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ จนถึงบ้าน เป็นความเซ็งที่ครั้งหน้าจะไม่ลืมบอกตัวเองว่า กรุณาใส่ใจดวงตาตัวเองมากกว่านี้ มากกว่าที่จะรีบเร่งให้ไปทำงานเร็วกว่าเดิมเพียงแค่ 10 นาที
แล้ววันนี้ก็เป็นวันเฉื่อยๆอีกหนึ่งวันในชีวิต อยากให้มีใครยื่นสีเทียนแท่งโตๆมาให้จัง จะได้ระบายให้มันหายดำซะที

Friday, November 03, 2006

Spring Summer and Winter Bar
















20.00 น.
เราสองคนมาเจอกันโดยมีการนัดหมายแบบกึ่งไม่ได้ตั้งใจ
เธอมาหาฉันด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ซึ่งมีฉันเท่านั้นที่รู้
ซึ่งมันช่างเหมาะเจาะกับความต้องการลึกๆของฉันอย่างพอดิบพอดี
ชาติที่แล้ว เราสองคนคงเคยรู้จักกันมาก่อนแน่ๆเลย


สองคนบนพาหนะขนาดย่อม
พาตัวเองฝ่าการจราจรของค่ำคืน
มาจบลงที่พื้นที่เล็กๆใจกลางเมือง
พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าที่อยู่อาศัย
แต่ทั้งหมดถูกร่ายรอบไปด้วยสนามหญ้า
พระจันทร์ถึงแม้ไม่ครบวงซะทีเดียว
แต่ก็ส่องแสง ลอดผ่านโครงของต้นไม้ใหญ่
เกิดเป็นเงาทอดตัวยาวตามพื้นสนามหญ้า
อากาศวันนี้ช่างเป็นใจ ลมเย็นๆอ่อนๆพัดปลิว
เหมือนจะบอกว่าฤดูหนาวนี้กำลังคืบคลานมาในอีกไม่ช้าแล้ว

เราสองคนเลือกนั่งอยู่กลางสนามหญ้า
บนหมอนสีขาวใบโต จิบชาและมองดูพระจันทร์
ตรงหน้าเป็นขนมหวานที่ขนานนามกันว่า BTS หรือ Better Than Sex
เธอจูงใจให้สั่งเพื่อจะได้รับรู้ความรู้สึกนั้น
นึกขำอยู่คนเดียวตอนที่เอาขนมเข้าปากไปคำแรก
ว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ..หืมม
บทสนทนาเนิบๆ กับชาแก้วแล้วแก้วเล่าที่รินผ่าน
แก้วชาขนาดย่อมๆที่พอจะเอามือไปอิงแอบได้เวลาต้องการไออุ่น
แต่ทว่าคำพูดของเธอในวันนั้น มันช่างอบอุ่นยิ่งกว่าแก้วชาซะอีก
-----------------------------

สุดท้าย เรื่องราว ว่างเปล่า ต่อไป
ต้องเจอ ต้องเป็น แล้วจะเห็น ใช่มั้ย



Monday, October 30, 2006

Behind the scene

เวลา บ่ายแก่ๆ วันจันทร์..
ตัวละคร อ้อ(นามสมมุติ) ,คุณแวว(นามสมมุติ) ,คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ)
ฉาก ห้องทำงาน ขนาด 4x4 เมตร
Prop โทรศัทพ์ 1 เครื่อง บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษเปล่า(ให้เจ้านายเข้าใจว่าสเกตงานอยู่..แต่จริงๆปล่าว)
เหตุการณ์ โทรตามเทียนกับส่วนผลิต

บท
อ้อ(นามสมมุติ) คุณแวว เทียนมาส่งหรือยังค่ะ
คุณแวว(นามสมมุติ) ยังเลยค่ะ
อ้อ(นามสมมุติ) รู้สึกหงุดหงิด หยิบโทรศัทพ์ ขึ้นมา และโทรหาคุณสมศักดิ์(นามสมมุติ)
(sound - เสียงรอปลายสาย ตรูด ตรูด...)
อ้อ(นามสมมุติ) สวัสดีค่ะ ขอสายคุณสมศักดิ์ค่ะ(นามสมมุติ)
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) ครับ สมศักดิ์ พูดอยู่ครับ
อ้อ(นามสมมุติ) เออ ขอโทษนะค่ะ
ดิฉันโทรจากบริษัท ไม่ทราบว่าเทียนที่สั่งไว้จะมาส่งได้เมื่อไรเหรอ
เห็นบอกว่าจะโทรมาconfirm ตั้งแต่วันศุกร์หนิค่ะ
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) กระตุกน้ำเสียงเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า
เออ.. เหรอครับ เด๋วรอสักครู่นะครับ
(sound - call waiting จังหวะเร่งเร้า คล้ายเล่นเพลงแบบ fast forword )
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) ขอโทษนะครับ รู้สึกว่าจะจัดส่งไปที่บริษัทตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ
อ้อ(นามสมมุติ) อ้าวเหรอค่ะ
(น้ำเสียงเริ่มแผ่วลง แต่ยังแฝงเชื่อมั่นอยู่กึ่งหนึ่ง)
ถ้างั้น รบกวนถือสายสักครู่นะค่ะ
(sound เอามือปิดหูโทรศัทพ์)
อ้อ(นามสมมุติ) (ตะโกน) เฮ้ยบอล(นามสมมุติ) เค้าเอาเทียนมาส่งแล้วเหรอ..
บอล(นามสมมุติ) ครับพี่ ส่งมาตั้งแต่เช้าแล้ว
(sound หยิบโทรศัพท์ขึ้นพูด)
อ้อ(นามสมมุติ) เออ ต้องขอโทดจริงๆค่ะ พอดีทางคลังไม่ได้แจ้งตอนของมาส่ง ขอบคุณมากนะคะ
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) อ๋อ ครับ ไม่เป็นไรครับ สวัสดีครับ
(sound วางโทรศัพท์)
คุณแวว(นามสมมุติ) เสียงเรียบๆ มาส่งแล้วเหรอค่ะ
อ้อ(นามสมมุติ) ส่ายหัวพร้อมสบถ %#@^!?!!!#+

*เหตุการณ์สมมุติ โปรดอ่านอย่างใช้วิจารณญาณ ..

ระหว่างที่ฟังcall waiting ของอีกปลายสาย
รู้สึกเหมือนกำลังดูละครด้วยความเร็วขนาด 3x

Tuesday, October 24, 2006

Everythings Happened For A Reason

นั่งรถผ่านโรงพยาบาลหลายที ทุกครั้งต้องเหลือบมองไปที่ชั้น 8 หลายเดือนก่อนย้อนหลังกลับไป ที่นี้เคยเป็นสถาทีแห่งหนึ่งที่จะต้องแวะทุกเย็นก่อนกลับบ้าน ยายเป็นเหตุผลของช่วงเวลานั้น ยายไม่สบายหนัก และเกือบ6 เดือนแล้วที่ยายได้จากไป ทุกครั้งที่ผ่าน ก็ยังต้องจองมองที่นั้น เหมือนว่ายายยังนอนหลับอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา

คล้ายกับทุกๆเช้า... ระหว่างเดินทางไปทำงาน ทุกครั้งที่รถเมล์แล่นผ่านหน้าตลาดย่านชุมชนเล็กๆ สิ่งที่คอยมองหา คือชายชราคนนึงในร้านขายของชำขนาดสองคูหาสภาพทรุดโทรมและขมุกขมัว สภาพในร้านไม่ได้แตกต่างอะไรจากร้านขายของชำทั่วๆ ไป หม้อชามรามไห ขนมนมเนย กระบุง ตระกร้า ถังน้ำ และรองเท้า ทุกอย่างมีให้จับจ่าย
ทุกๆเช้าชายชราจะเปิดร้านและจัดเรียงสินค้าทุกชิ้นตามปกติ ถังน้ำทุกใบ รองเท้าทุกคู่ จะถูกจัดวางไว้หน้าร้านเพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเลือกชมได้อย่างถนัดตา แต่ทว่าของทุกอย่างนั้น มีสภาพคล้ายกับไม่เป็นที่ต้องการมาแรมปี บางชิ้นเหลืองกรอบตามอายุของวัสดุ บางชิ้นเครอะดำเพราะฝุ่นจากท้องถนน ถึงยังงั้นก็ดี มันก็ถูกบรรจงปัดฝุ่น และเรียงไว้หน้าร้านทุกเช้าอย่างตั้งใจ คล้ายกับว่าชายชรากำลังรออย่างอดทนว่าสักวันนึงมันจะเจอคนที่อยากเป็นเจ้าของและนำพามันออกไปจากสถานที่แห่งนี้เสียที สงสัยอยู่ในใจคนเดียวว่า คงเป็นเพราะความเคยชิน ความเหงา หรืออาจเป็นเพราะจู่ๆครึ่งนึงของชีวตก็หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

ความสงสัยเป็นเหตุผลที่ทำไมจะต้องมองหาคุณลุงคนนั้นในทุกๆเช้า มันกลายเป็นความผูกพันอย่างบางๆที่เกิดโดยไม่รู้ตัว ถ้าวันไหนไม่เจอกัน ก็คงเป็นเพราะว่าชายชราเอารองเท้าไปส่งให้ใครสักคนที่ต้องการมันก็เป็นได้...

เวลานี้..วินาทีนี้ ขอถอยหลังเข้ามุม นั่งลงกับพื้น หรือไม่ก็ยืนบนเก้ากี้สักตัว เพื่อมองทุกอย่างในมุมใหม่ ไม่แน่ว่าสักวันที่รู้เหตุผลของอะไรบางอย่าง วันนั้นชีวิตอาจมองเห็นมุมของความสุขในตัวมันก็เป็นได้

Sunday, October 22, 2006

3

3 P.M.
3 persons
3 glasses of beer

3 hours of friendship
3 difference stories
3 ways without escape


3 times lifeless
3 times have been through
but just once..
Can be come true??

Tuesday, October 17, 2006

เรือนไทย part2

...เสียงรถมอเตอร์ไซด์2คันเร่งความเร็วดังกระหึ่ม
ท่ามกลางเหล่าจิ้งหรีด ที่พากันส่งเสียงฝ่าใบหญ้าที่สูงชันตลอดทางกลับที่พัก
ลมเย็นๆพัดกระทบหน้ามาเป็นระลอกระลอก..

เจ้าของที่พักอธิบายถึงสถานที่พักพิงคืนนี้ไว้ว่า..
จากทางเข้าจะพบทุ่งหญ้าเป็นลานกว้างประหนึ่งทุ่งหญ้าสวันน่า
ที่จะทอดตัวยาวไปสู่ประตูทางเข้าของอาคารสีขาวหลังใหญ่
เจ้าของที่เรียกสถานที่นี้ว่า White House
ในใจเริ่มจินตนาการตาม..

มอเตอร์ไซด์เริ่มลดความเร็ว และมาหยุดที่หน้าประตูกรงอันนึง
ประตูกรงมีสภาพถูกต้นไม้ใบหญ้าเกาะพันจนมองแทบไม่เห็น...
มันเป็นทุกอย่าง...อย่างที่เจ้าของว่าไว้จริงๆ
ทุ่งหญ้าสวันน่า เป็นทุ่งหญ้าคาที่เจริญงอกงามอย่างดี หลังฝนตกส่งกลิ่นเขียวๆฟุ้งไปทั่ว
White House ก็คือโกดังทาสีขาวขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกล
ในใจแอบคิด..เจ้าของช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ซะจริง

ว่าแต่...มันช่างแตกต่างจากเรือนไทยหลังงามแสนชิลเมื่อกี้คนละขั้ว!!
คืนนี้ยังไงก็ต้องนอนที่นี้ เจ้าของสถานที่โทรมาถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ก็ตอบไปอย่างแมนว่า สบายมากค่ะ แต่ในใจแอบนึก..ไม่น่าถาม!!

เพิ่งรู้สึกได้ว่ามีเพื่อนแท้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน..

มันคอยดูดเอาเวลาเกือบทุกวินาทีออกจากหัว เพื่อไม่ให้ใช้เวลาไปกับการคิดถึงเรื่องเศร้าๆ
พูดแต่เรื่องบ้าๆบอๆ และด่าทอตลอดเวลาที่เสียใจ..
ขอบคุณมากที่ทนความทุเรศของเราได้ทุกวี่วัน...มานานถึงขนาดนี้

คืนนั้นจบลงด้วยการพยายามทำใจให้สงบด้วยการช่วยน้องทำงานจนตาปรือ...แล้วนอนหลับไป

เช้ามา จำลางๆได้ว่าฝัน...
ฝันลางๆที่คล้ายว่าจะดี มีบุคคลหลักๆเพียงไม่กี่คน..เป็นคนที่นึกถึงก่อนเข้านอน
คิดในใจ..อยากหลบเข้าไปอยู่ในความฝันได้...คงดีไม่น้อย

พระอาทิตย์ส่องแสงบอก...ได้เวลากลับบ้านแล้ว
มีภารกิจมากมายต้องทำ..พรุ่งนี้ก็ยังมีอยู่
เวลามันก็เดินผ่านทุกอย่างเหมือนทุกวัน..
แล้วมันก็จะผ่านไป..อีกครั้ง

Monday, October 16, 2006

เรือนไทย part 1

เวลาเกือบบ่ายสาม ระหว่างนั่งรอเวลา ตัดสินใจหันหลังให้กรุงเทพสักวัน
โทรหาพี่ชาย...วันนี้ไปกินข้าวฟรีที่ราชบุรีดีกว่า..
..อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมใหม่ก็คงจะมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง

หกโมงเย็น..ถึงที่หมาย เหนื่อยและร้อน แอร์ในรถดันมาเกเรซะอย่างนั้น..
ก้าวแรกที่เหยียบโรงงาน ก็รู้ตัวทันทีว่า วันนี้คงจะไม่ชิลอย่างที่คิดไว้แน่..
เห็น 3 ชีวิตกำลังเร่งทำงานกันงกงก รู้ตัวเองอีกที กางเกงที่ใส่อยู่ก็เลอะดินไปเกินครึ่ง
สุดท้ายก็ดันตกเป็นเหยื่อช่วยงานน้อง.....อย่างเมามันส์..
บอกน้องว่าไม่ได้จับมาปีกว่าแล้วนะ แต่ถ้าไว้ใจก็ส่งมาเลย
น้องคงคิดได้ เลยส่งไปนวดดิน..-_-'
เกือบปีแล้ว ที่ไม่ได้ลงไปคลุกฝุ่นนวดดินอย่างนี้..คิดถึงก้อนดินเหนียวๆหนึบๆ

มีอาการได้ยืนแคะดินออกจากเล็บอยู่ข้างอ่างน้ำ ล้างมือจนแห้งผาก รอบแล้วรอบเล่า
นวดดินได้อยู่นานสองนาน ไมมันไม่เหนี่ยวซะที
เริ่มงอแง เรียกน้องอีกคนมาแปะมือเอางานไปทำต่อ..
ระหว่างยืนมองแบบอู้ๆอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่างและไร้ค่า
เริ่มงอแง ของานทำอีกครั้ง..
คราวนี้งานที่รับมอบ เริ่มหิน..แอบคิดกับตัวเอง เจ๊งไปทำไงวะกู
ถืองานอยู่ไม่ถึงนาที เสียงสวรรค์ก็ลอยมา.."ป่ะ ไปกินข้าวกัน"

มุ่งหน้าสู้ร้านที่ไหนไม่รู้..มาที่นี้ ไม่เคยกินข้าวร้านซ้ำกันสักที
ระหว่างทางแวะร้านหนังสือ ได้มาเล่มนึงอย่างกึ่งๆจะตั้งใจ
เป็นหนังสือตามคำบอกกล่าวว่าดี เลยไม่วายต้องขอลอง
อย่างน้อย..ระหว่างทางกลับบ้านคืนนี้ ก็มีหนังสืออยู่เป็นเพื่อนกัน

ที่ร้านข้าวต้มในตลาด...
หลังจากทุกคนเริ่มทยอยวางตะเกียบ ปากก็เริ่มว่าง วงสนทนาก็เริ่มเปิดขึ้น
เสียงยุยงจากหัวหน้าแก๊งซ์ ให้เราอยู่ค้างซะที่นี้ คืนนี้
พยายามจูงใจด้วยโปรแกรมความบันเทิงมากมาย.
สุดท้ายที่ตั้งใจว่าจะได้นั่งรถชิลๆกลับบ้านตอนกลางคืนก็เป็นอันพับเก็บไป


เพิ่งรู้ตัวว่าโดนหลอกก็งานนี่แหละ..
ไหนว่ะโปรแกรมความบันเทิงที่ว่า..

สุดท้ายตัวเองก็เป็นฝ่ายสร้างความบันเทิงให้ฝรั่งชื่ออาร์มานไปซะงั้น
(อาร์มานเป็นPainter จากเยอรมัน
มีProfile เป็นถึง Professor จากมหาลัยในเยอรมัน อเมริกา และอังกฤษ
มีผลงานแสดงงานมาแล้วนับไม่ถ้วน และเป็นเพื่อนพี่ติ้ว).
3 ชม.กับฝรั่งแก่ๆที่เพิ่งรู้จัก...จะคุยอะไรดีหว่า..อารมณ์กึ่มๆแบบนี้ไม่รู้จะบิ้วได้ขนาดไหนเชียวว..
เหมือนอาร์มานจะอ่านใจออก หยิบเอาChocolate สอดไส้เหล้า มาล่อใจ...
ถ้ามีใครได้ยินเสียงตอนนั้น จะรู้ได้ว่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะไม่ได้กินนานมาก
แรกๆก็กินพร้อมชา หลังๆชักเริ่มเป็นของมึนเมา
สาระของบทสนธนา ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามของเหลวที่ไหลลงร่างกาย
มึนและเริ่มเมา...

ที่ศาลาเรือนไทยโบราณริมน้ำ..วงสนทนาเล็กๆระหว่างบุคคลคนละมุมโลก
จากเรื่องการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เริ่มไหลมาเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ

จนสุดท้าย..ก็เป็นเรื่องของตัวเอง
ทำให้ 3 ชม.สั้นเพียงแค่อึดใจเดียว..วินาทีนั้นรู้สึกได้ว่าอาร์มานเป็นเหมือนพ่อคนนึง
แล้วทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง..

ครึ่งชม.ให้หลัง มารู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี่ยวซะแล้ว..
ประเด็นที่มาร้านนี้เพียงเพื่ออยากจะให้น้องคนหนึ่ง
ได้แอบมองหน้าสาวไปนอนฝันดีก่อนนอนคืนนี้..
ภารกิจที่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน..ทุ่มเทและให้กำลังใจอย่างดี
แล้วคืนนี้ก็ได้ดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามมาหนึ่งพวงจากอาร์มาน..

อาร์มานบอกว่าชีวิตเราจะได้สดใสเหมือนดอกดาวเรือง
คืนนั้นโดนบังคับให้เอาคล้องคอถ่ายรูปกับอาร์มาน
รู้สึกเหมือนท่านผู้แทนพบปะชาวต่างชาติก็ไม่ปาน

วันนั้นอาร์มานสอนพูดภาษาเยอรมันไปหลายคำมาก...แต่ตอนนี้จำไม่ได้เลยสักคำเดียว -_-'

website ของอาร์มาน งานpainting แบบimpressionist
http://www.schmittcrass.de/

Thursday, October 12, 2006

In middle of no where...

มือแปดด้าน..
หากตอนนี้มีใครถือดวงไฟเข้ามาให้เห็น เพียงแค่เลือนลาง ก็คงจะรีบกระโจนเข้าไปหาทันที
ชีวิตตอนนี้ก็คงจะคล้ายๆจะเป็นอย่างนั้น..แล้วอย่างนั้นจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี..
ความรัก....หรือความหลง

จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง...
พยายามมองโลกให้สดใส แต่ยังหาไม่เจอ..
ยังคงมีบางอย่างวนเวียนอยูในความคิดอยู่ตลอดเวลา
ความคาดหวังยังออกฤทธิ์อยู่เนืองๆ..พาลน้ำตาไหลเอาดื้อๆอย่างนั้น

..............................

เรื่องราวของหมาป่า ตอนที่ 13 ก.พ. 2547 เวลา 02:48 น.

มีหมาป่าโดดเดี่ยวอยู่ตัวหนึ่ง

นานมาแล้ว ที่มันเฝ้าถามตัวเองว่ามันเป็นใคร
และคำถามนั้น ยังไม่เคยถูกตอบ
ผ่านคืนและวันอันหม่นมืด
คืนแล้วคืนเล่ามันเดินเหยาะๆ อยู่เพียงลำพัง
ใต้แสงนีออนบางคืนที่ดวงจันทร์กลมดิก
มันจะโก่งคอหอนเสียงดังดังและยาวนาน

ไม่มีใครรู้ว่าเสียงที่มันหอนนั้นมีความหมายอันใด...
ไม่มีใครเคยได้เข้าไปใกล้จนมองเห็นดวงตาของมันหรอก
อย่างมาก คงเป็นเพียงภาพเงาของมัน
ภาพที่ย้อนแสงจันทร์
หมาป่าเหงาไหม
หมาป่าเศร้าหรือเปล่า
หัวใจหมาป่าซุกซ่อนอะไรไว้บ้าง
ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้เราคงรู้
แต่เพียงว่า..เป็นหมาป่า ต้องเงยหน้ามองจันทร์
แล้วหอนกู่หอนไปให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่ใจจะทำได้
ก่อนที่ดวงจันทร์จะลับไป...

มนุษย์ไม่ใช่หมาป่ามนุษย์
จะอดทนต่อความรู้สึกโดดเดี่ยวได้สักเท่าไหร่
มนุษย์...จะหลอกหัวใจของตัวเองได้นานสักแค่ไหน

หากมีหัวใจที่เย็นเยียบ คงไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร
ถ้ามีดวงตาที่ฝ้าฝาง จะได้ไม่ต้องมองเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น
มีผิวหนังเป็นเกราะแข็ง ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องร้อน
เมื่อไม่อยากเข้าใจเรื่องใดก็จะได้ ..ไม่เข้าใจ

หมาป่าตัวนี้ยังคงเดินทางต่อไป
เหยาะย่างไป ใต้เงาแห่งแสงนีออน
เสาะแสวงหาคำตอบที่มันยังไม่เคยได้
รอค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ได้วนมาอีกครั้ง..

บอย ตรัย ภูมิรัตน์
http://lostboy.diaryis.com/webpage/?w01

Tuesday, October 10, 2006

What da Hell Just Happened!?!!

48 Hours left...
My Life goes change suddenly!?!


สุดท้ายทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
ยกเว้นก็แต่ความรู้สึกทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความสุข
มันได้หายไปอย่างฉับพลัน และไม่ทันตั้งตัว
ตัวชา และบ่อน้ำตาตื้นผิดปกติ
ครั้งที่สามแล้วที่เจอเรื่องอะไรแบบนี้ ถ้าหมอดูแม่น มันจะมีมาให้เจออีก..
พอแล้วได้มั้ย..ทรมาร
เหตุการณ์ซ้ำซาก เรื่องราวเดิมๆ แต่ทุกครั้งที่เจอ ก็ตั้งตัวไม่ได้สักที
บทเรียนไม่ได้สอนให้เข้มแข็ง รั่งแต่จะช่วยตอกย้ำเวลานึกถึง
ล้มลง และอ่อนแอ
ได้โปรด..
ขอให้ผ่านมันไปได้..อีกซักที


Saturday, October 07, 2006

I think it's gonna b over asap

...Dont let ur feeling tight with someone's legs...

"don't hv to think too much..
..they all stupid just like me"

Monday, October 02, 2006

Day 5

ทบทวนเรื่องราวทุกๆอย่างที่ผ่านมา
ทุกๆอย่างที่ไหลเวียน และหมุนวนอยู่รอบรอยขดของสมอง
ทุกๆอย่างที่แปลออกเป็นคำพูดเป็นคำบ้าง ไม่เป็นคำบ้าง
ทุกๆอย่างที่ลึกๆออกจะเลือนราง จนคล้ายไม่เคยมีอยู่จริง

ผ่านมา 5 วันกับการมีเรื่องเรื่องเดิม วนเวียนอยู่ในสมอง
สมองเริ่มบวมและตึงเครียด


ชีวิตก็เหมือนม้าหมุน...เมื่อมีขึ้นย่อมมีลง
...พี่บอยพูดไว้อย่างนั้น

เมื่อมีขึ้น ก็ย่อมนำพาความรู้สึกเราขึ้นไปพร้อมกับมัน
แต่พอมันลง..
ทำไมความรู้สึกมันถึงได้พยายามจะยึดเหนี่ยวสิ่งที่เลือนรางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
จนบางทีก็คล้ายกับคว้าเอาได้ก็แต่ความว่างเปล่า
แต่ก็ไม่อาจจะปล่อยมือได้...ความเคยชินช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวซะเหลือเกิน
การรอคอยที่ไม่เคยมีอยู่จริง
น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...


Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.

มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ

คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....



Sunday, October 01, 2006

Day3

เริ่มมีความรู้สึกประหลาดก่อตัวอยู่ในก้อนเนื้อ
ภายในก้อนเนื้อก้อนนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความสุขที่มันเริ่มเลือนลางลงทุกที ทุกที
เจ้าก้อนเนื้อกระตุกบอกผู้เป็นเจ้าของให้ยิ้มและแข็งแรงไว้
และเริ่มสะกิดสั่งสมองให้รื้อฟื้นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน มาทบทวนโดยที่เจ้าของไม่ต้องการ
และแล้ว..ลิ้นชักของความทรงจำก็ถูกเปิดออก..อีกครั้ง

หลายเดือน..ที่ทุกอย่างได้เกิดขึ้นและเดินทางผ่านมาอย่างรวดเร็ว..จนถึงวินาทีนี้

ทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ลอยผ่านมา และก็ถึงเวลาที่จะต้องไป
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะยังไง คงจะไม่แปลกอะไร ถ้ามันจะจบลงด้วยเหตุการณ์เดิมๆ กับเหตุผลเดิมๆ
และกลับมาอยู่กับตัวเอง..เหมือนเดิม

และมันก็จะเป็นอีกเรื่องนึงที่จะผ่านไป...

คงไม่เป็นไร..คนดี

Monday, September 25, 2006

การกลับมาของบัตรs

อยู่ดีๆ ก็มีมีซองจดหมายหน้าเต้อะ..หนาเกือบนิ้วเห็นจะได้ มาวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว จ่าหน้าถึงคุณพรพรรณ..เอ๊ะ นั้นมันเรานี่หว่า
จับซองฉีกอย่างไม่ปราณี ก็ไหนๆมันก็เป็นชื่อเราแล้วนี่หนิ...แควกกกกก
แล้วไอ้ซองหน้าเตอะ ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์แบบไม่คาดคิด..มันกลับมาแล้ว บัตรนิสิต บัตรแม่ฟ้าหลวง บัตรเดบิต บัตรConcert สุดเลิฟ และสารพัดบัตรมากมายย โอ้วว น้ำตาจะไหล เมื่ออาทิตย์ก่อนยังนอนคิดถึงอยู่เลยยย..มันกลับมาแล้ววววว ลูกแม่..

ว่าแต่ว่า..มีอะไรน่ากัวอย่างคาดไม่ถึง
เพราะระหว่างที่กำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของบัตรทั้งหลาย พี่สาวก็หยิบซองขึ้นมาดูแล้วพูดว่า..นี้มันไม่ได้ส่งผ่านไปรษณีย์หนิ เพราะไม่มีร่องรอยของแสตปม์หรืออะไรเลยให้เห็นว่าได้ผ่านระบบการขนส่งมา...โอ้วว น่าขนลุกจริงๆ

ไม่เป็นไร วันนี้ขอเอาบัตรเข้าไปเก็บในที่ปลอดัยก่อน เดี๋ยวหายไปอีก..

Sunday, September 24, 2006

ปฏิวัติหวาน

21 กย. 2549
22.00 น. เกิดการปฏิวัติ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ขณะที่กำลังมีความสุขอยู่กัยการเม้าท์โทรศัพท์ และทั้งๆมีคนพยายามโทรมาแทรกเพื่อบอกเล่าถึงเหตุการณ์หลายคนมากจนผิดสังเกต และแล้ว..มันก็เกิดขึ้น หลังจากมีการขู่กันหลายครั้งต่อหลายครั้ง เย้ๆๆ ดีใจจิง ในที่สุดมันก็กลายเป็นแค่คนคนนึงเท่านั้น..หมดความเป็นตัวตนลงเพียงข้ามคืน

23กย. 2549

21.00 น.ซื้อลิโพ สู้ตาย ไปให้กำลังใจทหาร พร้อมได้คุยกะพี่ทหารคนนึง ได้ความว่า ขนาดตอนเคลื่อนทัพมาประจำการที่ฐานนี้ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินทางมาทำอะไร จะเจออะไร และจะเกิดเหตุการณ์ไรต่อจากนี้ ...อันนี้ฟังหูไว้หู แต่ก็เอาเถอะ...ลิโพ สู้ตายค่ะ
22.00 น.ไปข้าวสาร นั่งชิลเป็นนกกระยางอยู่ 3ชม. ก็กลับบ้าน แต่เกิดความน่าสะพรึงกลัว เกิดความตื่นเต้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่มันก็ผ่านไป มีโทรศัทพ์ตัดพ้อ ว่าไปแล้วไม่ชวน เอาไว้อีกสามอาทิตย์ค่อยมาด้วยกันนะ..จะรอ หุหุ


จากวันนั้นถึงวันนี้ ยังไม่ได้ใครได้เสียเลือกเสียเนื้อ ....ช่างสงบและสอดคล้องกับความเห็นส่วนมากถึง 84%ถึงแม้ว่าบางคนยังมีคำถามว่า นี้เป็นทางเลือกที่ได้ที่สุดแล้วเหรอ...แต่ก็ดูเหมือนคำถามนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และก็ยังไม่เห็นทางอื่นที่จะมีคนสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นครั้งนี้ได้...รอดูต่อไปและก็ได้แต่หวังว่า รายชื่อนายกฯเต็งหนึ่งที่เป็นสายทหาร คงจะไม่เจริญรอยตามทหารรุ่นพี่อย่างสุจินดา...

Sunday, September 17, 2006

11Gallary

ฝนตกติดต่อกันมา 3 ชม.แล้ว
และไม่มีทีท่าว่าจะซาลง
บนชานบ้านไม้เก่า
อากาศเย็นๆ กับบทสทธนาเนิบๆ
พัดลมเลียนแบบของโบราณ ส่ายไปมาอย่างเชื่องช้า
ช่วยปัดเป่าความร้อนและยุงที่อยู่แถวนั้น
จังหวะเสียงหัวเราะสลับกับเสียงฝนหยดลงบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
เสียงดังเจาะ..แจะ.. เจาะ..แจะ..

ตึกข้างๆ ไฟดับๆ ติดๆเป็นระยะๆ คล้ายจังหวะสปอตไลท์
ให้จังหวะของเสียงดนตรีธรรมชาติให้เฉิดฉายยิ่งขึ้น


อาการบางอย่างเริ่มก่อตัวอย่างไม่ตั้งใจ ระหว่างการ
บรรเลงของบทสนธนา
เฮ้อ...

การนั่งกินข้าวกับท่านทูตเยอรมันเนี่ยมันช่างเกร็งสิ้นดี
แถมโดนถามอะไรยากๆอีก เศรษฐกิจ การตลาด การส่งออก
เออ. I dont know, i'm just a designer..เป็นอันจบบทสนธนาอย่างรวดเร็ว
ตอนเย็นไปได้เสื้อตัวใหม่อย่างไม่ได้ตั้งใจ
เป็นเสื้อรูปทรงประหลาด ที่หากนับย้อนไป ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใส่มันแน่ๆ
แต่วันนั้น ก็ใส่มันอย่างมั่นใจ
คงจริงที่ว่า เวลาพาลทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป...


และทั้งๆทีมีเงินเหลืออยู่ติดก้นกระเป๋าเท่าก้อนขี้ ก็ยังใจง่ายซื้อเสื้อไปซะอย่างนั้น
ทำให้มื้อเย็นวันนั้น อาจลงเอยด้วยการล้างจานชดใช้กรรมก็เป็นได้
ถ้าไม่มีพี่ชายใจดีที่ยังเห็นว่าเราเป็นเด็กในสายตาของเค้าอยู่..ขอบคุณค๊าบพี่ติ้ว

11Gallary เป็นร้านอาหารที่เจ้าของภูมิใจนำเสนอผลงานของเค้าเองภายใต้คอนเซป "สลัม"
ลักษณะบ้านมุงหลังคาสังกะสีแบบต่ำๆ เวลาเดินต้องก้มหัวเล็กน้อยให้พ้นขื่อหลังคา
มีชานเล็กๆยื่นออกนอกตัวบ้านที่ทำหลอกไว้ด้วยฝาไม้ปะกนแบบบ้านสมัยเก่า
โต๊ะทานอาหารถูกวางเรียง พร้อมเบาะนั่งและหมอนสามเหลี่ยมใบน้อย ให้เอนกาย
พัดลมทองเหลืองโบราณ ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเมื่อมีผู้มาเยือน
สาวน้อยร่างบ้างในชุดสไบสีชมพูระเรื่อ กล่าวตอนรับอย่างสะเนาะหู
"ขอให้รื่นเริงบันเทิงใจนะเจ้าค่ะ"
.....


นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน...
วันนั้นจบลงด้วยวงกาแฟเล็กๆ บนชั้นสองของ Coffee world
บรรยากาศช่างละมุมเหมือนกลิ่นกาแฟซะจริง จริง.

Sunday, September 10, 2006

100949

วันนี้มีสอบ
เริ่มชีวิตตั้งแต่ 6โมง แต่เมื่อคืนนอนเกือบเช้า ง่วงจนบอกไม่ถูก
จะเอาสมองที่ไหนสอบ ยังไม่ทราบได้
จวนตัวมาก...
จนขนาดว่าเอกสารที่จำเป็นต้องมี ก็ยังมาเตรียมเอาวินาทีสุดท้าย
หนังสือเหรอ...
ไม่มีทางได้อ่าน แรงฉุดมันเยอะเกินต้านทานจริงๆ
แม่ยังจะเดินมาเขกหัวจนวินาทีสุดท้าย
เป็นอันรู้กันว่า แล้วเอ็งจะเอาอะไรไปสอบละนั้น
หลังจากลองเปิดหนังสือ แอบดูเชิงก่อนสอบเพียงสองหน้า
ก็ทำให้รู้ว่าความหวัง คงเหลือน้อยเติมที
สนามสอบก็ไกล แถมไม่เคยไปอีก
เอาสมองไปบริหารเวลาซะหมด
ทีนี้ ไม่เหลืออะไรให้เอาไปสอบแล้วจริงๆ
เอาเข้าจริงๆ รามคำแหง บางนา ก็ช่างใกล้กว่าที่คิด
เลยเหลือเวลาให้เดินวนเวียนรอบมหาลัย ด้วยความชิล
สังเกตได้...
นี้มันช่างเป็นสถานที่ ที่นึกไม่ออกเลยว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
ทุกคนดูหน้าล้วนแต่เป็นครู งงกับตัวเอง
แถมซ่าเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ใส่เสื้อปล่อยชาย
ถือกระเป๋าใหญ่กว่าชาวบ้าน3เท่า และใส่กางเกงไปสอบ
ขนาดทอมยังเอากระโปรงมาเปลี่ยน

ข้อสอบง่าย แต่..ทำไม่ได้
แอบคิดในใจ...
หรือว่าน้าแอบชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่ลิบๆ
ทำข้อสอบเสร็จ เริ่มฟุ้งซ่าน
เหล่ไปโต๊ะข้างๆ มีเพื่อนให้อุ่นใจ
2.30 ชม.ผ่านไปด้วยการนอนรอ
แอบฝัน แต่จำไม่ได้
เค้าบอกว่าฝันตอนพระอาทิตย์ขึ้น
ความฝันนั้นจะเป็นจริงภายใน 10-15 วัน
อยากรู้จัง ว่าฝันว่าอะไร

เรื่องที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่สำหรับวันนี้ไม่ใช่เรื่องสอบ
แต่กลับเป็นความรู้สึกที่ทำให้ย้อนกลับไปสมัยเรียน
ไม่เคยได้ฟังเพลงชาติตอน 8โมงเช้ามานานเท่าไรแล้วเรา..
วันนี้เลยยืนตัวตรงเป็นพิเศษ..



Thursday, September 07, 2006

ชั่วโมงต้องมนต์

30นาทีแล้วที่สาย นัดเย็นวันนี้จิงๆไม่น่าพลาดแม้สักวินาทีเดียว แต่เจ้านายดันเรียกประชุมฝากงานด่วนซะงั้น เพื่อนก็มารอรับถึงหน้าออฟฟิส ด้วยความเกรงใจ รีบยัดสิ่งของทุกอย่างลงกระเป๋า แล้วเพ่นขึ้นรถด้วยความรวดเร็ว..หง่า ทำมายรถติดละ บ่นไปพลาง ฟังเพื่อนคุยโทรศัพท์ไปพลาง เก็บเอามุขที่หล่นกลาดเกลื่อนมาได้ประโยคสองประโยค ไว้เอาไปเล่นกับเพื่อนคืนนี้
...เริ่มร้อนรน เข็มเวลาเริ่มหมุนลงและตั้งฉากอย่างช้าๆ พอๆกับการเคลื่อนไหวของรถบนท้องถนน เริ่มลำดับความสำคัญก่อนหลัง
...ยิ่งร้อนรน หงุดหงิดกับพวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย ตึกจอดรถเล็กเท่ามด แต่Platinum ไปซะครึ่ง ไม่รู้ชีวิตนี้จะอภิสิทธิ์กันไปถึงไหน
...สุดร้อนรน กิจกรรมที่ลำดับไว้ เกิดและจบลงอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปทางออกรถไฟฟ้า และอำลาทุกคนด้วยเสียงทางโทรศัพท์
และแล้วก็มาถึง...จนได้
รอบๆหม้อสุกี้ที่เดือดพล่าน ถูกล้อมรอบด้วยร่องรอยของคำพูดและตัวหนังสือที่ทับถมกันเป็นภูเขาสูง สูงเสียจนบ้างอย่างได้ร่วงหล่นเรี่ยราดอยู่รอบๆโต๊ะ และคงโดนเหยียบติดเท้าใครหลายคนที่เดินผ่านไปมา ให้มีรอยยิ้มติดมุมปากกลับบ้านไป
...หลายคนไม่ได้เจอมาแรมปี มีเพียงเสียงตามสาย(อากาศ)ให้ได้ยิน...
สวมกอดและทักทาย ...ทุกคน..สวัสดี

Tuesday, September 05, 2006

You R My Lost Boy..

ทุกครั้งที่นั่งง่วงๆโง่ๆอยู่หน้าคอมโดยที่มีรู้ว่าจะทำอะไรต่อดี ทั้งๆที่ก็ไม่ง่วงนอน และทุกครั้งก็มักจะมีอะไรมาสะกิดให้นึกถึงไดอารี่ของใครคนนึงขึ้นมา เวลาเซ็งๆ เบื่อๆและต้องการกำลังใจ หรือความอบอุ่นก่อนเข้านอน ต้องขอบคุณเพื่อนรักที่แนะนำให้เรารู้จักกัน และได้มีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตว่ามันช่างน่าถนุถนอมมากมายขนาดไหน ถึงแม้จะเป็นการเรียนรู้เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม..เคยคิดว่า ถ้าวันนึงเรามีโอกาสได้เจอและพูดคุยกัน มันคงจะดีไม่น้อย ได้แต่หวังไว้ว่าเค้าคงจะอบอุ่นเหมือนตัวหนังสือที่ได้อ่าน...ฝันหวานไป และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้นึกถึงตัวหนังสือเหล่านั้น จนต้องแวะเวียนเข้าไปทักทาย
และสุดท้ายก็เป็นอีกวันที่ดี

http://lostboy.diaryis.com/

Sunday, September 03, 2006

Season change

อยากจะเขียนอะไรเต็มไปหมด แต่เรื่องราวเอามาปะติดปะต่อกันไมได้เลยแม้แต่น้อย พูดอีกทีคือคิดว่าตัวเองกำลังสับสนกับอะไรบางอย่างอยู่
วันชิลๆบวกกับอาการง่วงนอน เป็นผลจากการนอนดึกติดต่อกันมาหลายวัน เหมือนช่วงนี้จะต้องตัดสินใจอะไรบ้างอย่างที่สำคัญ ต้องทำโน้นทำนี้ที่ไม่เคยพบหรือทำมาก่อน ให้ความรู้สึกตื่นเต้นและวิตกกังวลไปพร้อมๆกัน แต่ก็นะ..ชีวิตมันต้องมีรสชาดนี้กันบ้าง ไม่งั้น ก็ไม่โตไปไหนซะที เอาว่ะ..ยอมรับและยิ้มสู้ :) นึกถึงหนังสือเล่นนึงของดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ได้อันเชิญพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาพิมพ์เผยแพร่ตอนนึงว่า..


"..ขอให้จำไว้ว่า..ใครไม่เคยถูกทุบ ถูกตี เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้หาญคิดทำการใหญ่"
กลับมานั่งคิดว่าเรื่องเลวร้ายในชีวิตของเรา มันมีเพียงพอที่จะทำให้หาญทำการใหญ่ได้หรือยัง..หรือว่ามันไม่เวลาให้คิดสำหรับอะไรอีกแล้ว ต้องหลับตาแล้ววิ่งชน หรือว่าค่อยๆมองหาทางออกไปเรื่อยๆ อย่างน้อยในส่วนลึกในใจก็เชื่อว่าเราก็พอจะทำได้น่า ถึงแม้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ก็คงไม่ได้ล้มลงบนพื้นที่แข็งกระด้าง อย่างน้อยก็พร้อมที่จะมีหลายๆคนมารับเรา ไม่ให้ตกจากที่สูงจนเกินไป..
- - - - -
สองวันก่อนไปไปงานหมั้นของเพื่อนและน้องรักมา ช่างเป็นโลกสีชมพูหวานแว๋วสมกับTheme ของงานจริง แค่อาศัยคนสองคน ก็ทำให้บรรยากาศตรงนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นหอมหวาน อบอุ่น และเพียงรอยยิ้มมุมปากก็ให้รู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น...โอ้วว ช่างหอมหวามจริงความรักจ๋า..

Wednesday, August 30, 2006

The Gang @Lampang



เอารูปเมื่อ5ปีที่แล้วมาโพส เตือนความทรงจำตัวเอง
Eeath & Fire Ceramic Factory
ขอบคุณเพือนฟิ่วที่ส่งรูปมาให้นะจ๊ะ


Sunday, August 27, 2006

วันอาทิตย์

ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงแว่วแว่วข้างหู เหลือบตาดูนาฬิกาบอกเวลา12.00 นับว่ายังเช้ามากสำหรับวันนี้ พิจารณาสักพัก และล้มตัวนอนต่อ....
14.00 สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีความฝันค้างอยู่ในสมอง เริ่มปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว แล้วนอนอมยิ้มอยู่คนเดียว วันนี้ฝันดีจริงๆ ไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ แอบหวังว่าจะสบายดีเหมือนในฝัน ถ้าอยากรู้ เราก็สบายดีเหมือนกัน แม้วันๆนึงอาจจะยังทำตัวงอแงงี่เง่าไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นคนเดิมๆที่เคยเจอ คิดถึงและอยากเจอ..เผื่ออยากจะรู้

ว่างๆวันนี้หมดเวลาไปกับการอ่านเมลเกือบ200ฉบับ กลิ่นความรู้สึกเก่าๆลอยคละคลุ้งอยู่นาน อ่านไปเจอประโยคนี้เข้า
"คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร "
ชอบนะ แต่ไม่รู้ทำไม..

Saturday, August 26, 2006

จน!! เครียด!! ..กินจุ่ม

สโลแกนที่บังเกิดขึ้นจากมันสมองของผองเพื่อนเมื่อเวลาเกือบตี1ของวันที่25 สิงหาคม หลังจากไปกระโดดเย่วๆกันมาที่คอนเสริตทำเป็นเล่นไปของสมาคมนิสิตเก่าฯ ที่มาที่ไปคงไม่พ้นเรื่องกิน เรื่องกินที่อยากกิน แต่ไม่มีเงินจะกิน... ดังนั้นจะต้องหอบความหิวและง่วงกลับบ้านไป
สโลแกน เจ็งโดนใจ ขอเอามาเก็บไว้ให้ตัวเองเอาไว้ขำในวันต่อๆไป

Thursday, August 17, 2006

hypnotize myself

ขมวดคิ้ว หรี่ตามอง ฉันแกล้งทำเป็นหลับ, ในขณะที่แม่ขยับผ้าห่ม มาห่มตัวฉันลูบหน้าผากฉันเบาๆ เล่านิทานเรื่องนางฟ้าใจดีนางฟ้าที่บินมาให้พรวิเศษสามข้อแม่เล่าเรื่องนี้ทุกคืน, ซ้ำๆ แต่ฉันก็ยังชอบฟังเสียงแม่อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้ยินจากใครในโลกนี้

นางฟ้าใจดีมีพรสามประการ สำหรับคนที่มีปรารถนาในใจหากอยากได้อะไรก็ให้ขอทุกคืน แม่จะถามฉันว่าอยากได้อะไรฉันตอบไม่เคยซ้ำกัน อยากได้หุ่นยนต์ อยากได้เกมกดแต่ข้อสุดท้ายจะขอเก็บไว้เอาไว้ขอ ให้ขอได้อีกสามข้อ แม่หัวเราะฉันอย่างเอ็นดูหอมแก้มฟอดใหญ่ แล้วปิดไฟที่หัวเตียง

วันแรกเมื่อแม่พาฉันมาส่งที่โรงเรียน โลกภายนอกคือสถานที่ใหม่-ไม่คุ้นเคยแม่ดันหลังฉันเข้าไปในห้องเรียน ฝากฉันไว้กับคุณครู ฉันไม่ยอมเข้าไปในห้องนั้นมีแต่คนแปลกหน้า ฉันร้องไห้ราวกับว่า โลกกำลังจะแตกสลายเพราะคิดว่าแม่จะทิ้งฉันไป

นับตั้งแต่วินาทีที่ฉันเคยเป็นหนึ่งเดียวอยู่ในตัวแม่ จนถึงก้าวแรกที่ฉันเริ่มเดินห่างออกมาจากแม่ และค่อยๆ ห่างออกมาเรื่อยๆ ฉันไกลจากแม่มากขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนเราจะต้องอยู่ไกลจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในผิวของฉัน มีสัมผัสของแม่.. ทำให้ฉันรู้ว่า โลกนี้ยังมีด้านที่สวยงาม ในลิ้นของฉัน มีรสชาติอาหารของแม่.. เพื่อให้ฉันยังไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองไป ในหูของฉัน ยังมีเสียงกล่อมของแม่.. ปลอบโยนฉัน ในวันที่พ่ายแพ้ในใจของฉัน มีคำสอนของแม่.. เป็นเข็มทิศให้ฉันไม่ลอยคว้างอยู่ในโลกกว้าง ฉันจึงได้รู้ว่าฉันกับแม่ ไม่เคยห่างกัน

ขมวดคิ้วหรี่ ตามองฉันแกล้งทำเป็นหลับ, ฉันนอนหนุนตักแม่ อยากหยุดเวลาไว้ แม่ลูบหัวฉันเบาๆ เหมือนเมื่อก่อน แม่ไม่ต้องเล่าเรื่องนางฟ้าให้ฉันฟังแล้วนะ ฉันต่างหาก ที่จะพานางฟ้ามาให้แม่ แม่อยากได้พรกี่ข้อ ฉันเอง ฉันจะทำแม่ยิ้ม

แม่รู้ไหม, ถึงแม้วันนี้ ฉันจะเดินออกมาไกลจากอกแม่สักแค่ไหน แต่ใจฉันรู้อยู่เสมอว่า ฉันยังจำทางกลับไปได้...
ตัวหนังสือหน้ากอด จากผู้ชายน่ากอด บอย ตรัย ภูมิรัตน์

Unknowing

How do i know what is inside your head?
The Thousand time of sorry words,Didn't mean anything to you
How do i know what is inside your heart?
Haven't any of muttering flow through my ears
How do i know what have i done wrong?
Cos you still be silent while i m so be worried
Open your mouth and talk to me...DAMN IT!!!

Saturday, August 12, 2006

ปีใหม่ ไปไหนดีน้ออออ

ให้ดาว เป็นค่าครองชีพ และหัวใจเป็นความต้องการ
หลวงพระบาง..รอบสอง อาจมีหวิดไม่หนุกได้ ไม่น่าเสี่ยง เอาหัวใจไปแค่หนึ่งดวงก่อน แต่ดาวนี้ไม่อั้นถึงไหนถึงกัน
เวียดนาม..น่าสนมาก ขอให้10 ดาวแถมด้วยหัวใจอีก10
ทัวร์ยุโรป..อันนี้น่าสนใจมากที่สุด แต่ความเป็นไปได้ต่ำสุด ให้หัวใจร้อยดวง แต่ดาวถึงขั้นจะติดลบ
และอีกอย่างไม่มีเพื่อนรู้ใจ ใครอยากไปพร้อมกระเป๋ามีเงินหนาๆ มาให้เกาะหน่อยเร็ว55
ออสเตรเรีย..โปรแกรมพระเจ้าเหา เอาออกมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ก็แอบชั่งใจอยู่เหมือนกัน..เอาไปอย่างละ 5 ละกัน

เอ้า ใครมีอะไรเสนออีก ว่ามาเลย จะได้เตรียมเก็บตังค์

Sweet Saxophone

ในที่สุดก็พาชีวิตกลับมาหาดนตรีดีๆ ได้อีกครั้ง หลังจากล่าสุดเลิกไปบราวเมื่อต้นปี เพราะรู้สึกเหมือนฟังดนตรีที่เต็มไปด้วยการระบายความเบื่อหน่ายและจำเจของชีวิตนักดนตรี แล้ว6เดือนที่ผ่านมา บราวชูก้าร์ก็ไม่ได้เอาเงินจากกระเป๋าเราไปได้แม้แต่แดงเดียว..นานโขเหมือนกันนะเนี่ยย
หลังเลิกงานวันพฤหัส ที่เต็มไปด้วยความเครียดและเหนื่อย พาตัวเองเข้าไปนั่งในร้าน โดยที่ไม่คิดว่าจะได้เจออะไรให้แปลกใจ ในใจคิดว่าไปนั่งชิวๆทักทายเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ แต่แล้ว..ผู้ชายกลุ่มนึงก็เริ่มทะยอยเข้าร้านมาพร้อมเครื่องดนตรีคู่ใจ เห็นแล้วว่าต้องไปธรรมดาแน่ แค่จะมาเล่นร้านนี้ได้ ก็ต้องมีอะไรนิดหน่อยอยู่แล้ว อายุอานามแต่ละคนรวมกันแล้วก็คงไม่น้อยอยู่ แล้วดนตรีก็เริ่มบรรเลง..โอวว น้ำตาจะไหล สังเกตตัวเองได้ว่า นั่งจ้องจนนักดนตรีถึงขั้นออกอาการเขิน คนที่เจนโลกหน่อย ก็หันมายิ้มให้ พอเป็นที่รู้กันว่า เก็บอาการไม่อยู่จริงๆ..555 และแล้วก็ต้องลงกิจกรรมทุกวันพฤหัสเป็นการไปอุดหนุนกิจการบราวชูก้าร์อีกครั้ง..จนได้และเต็มใจ

ใครไม่มีที่ไป..ก็ขอเชิญเร้ยย เจอกันแน่ๆ

Saturday, August 05, 2006

พลาด

วันพลาดๆอีกหนึ่งวัน
พลาดที่จะได้ทำงานที่รับผิดชอบให้เสร็จ..เลยต้องโยนขี้ให้เพื่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ
พลาดที่จะได้ออกไปช๊อปปิ้งโดยมีงานบริษัทบังหน้า..พลาดสุดๆ
พลาดที่จะได้ไปตรวจงานและกลับมาแต่หัววัน..รถโคตรติดประเทศชาติ
ซึ่งเป็นผลให้พลาดงานนิทรรศการ และการเจอกันครั้งที่สองของเรา..
อุตส่าห์เตรียมมุขไปเล่นด้วย
พลาดที่ได้เจอคนที่ไม่ปราถนาว่าจะเจอ..อย่างเซ็ง
และสุดท้าย..พลาดที่จะใช้เงินอย่างประหยัด...ลงเอยเหมือนเดือนที่ผ่านๆมา ไม่มีผิดเพี้ยน
พลาดจริงๆ

Thursday, July 27, 2006

หัวใจจะวาย

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้หัวใจตัวเองเต้นถึง 6.4 ล้านครั้งต่อวัน บอกกันว่า ไม่ช้าไม่นานถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้หัวใจวายตายแน่ๆ ว่าแล้วก็เข้าเรื่องเสียตังค์เกือบ 4หมื่นบาทเพื่อจ้างผู้ชายสักคนมาเป็นPersonal Trainner ในเวลา 36ชม.+ จะบ้าเหรอ..ใครจะจ่ายว่ะ แพงโคตร แค่ฟังราคา หัวใจก็อยากจะหยุดเต้นอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่จะว่าไปการที่หัวใจคนเราเต้นได้จำนวนครั้งขนาดนี้เนี่ยย ก็เฉียดๆจะใกล้ตายแล้วจริงๆ พอกลับมานั่งสังเกตหัวใจตัวเอง ก็ค้นพบว่ายังกะมีใครมาตีกลองรัวตลอดเวลา เหนื่อยง่ายและหายใจถี่ สงสัยใกล้ตายแล้วจริงๆ Trainner เรียกว่าอาการหัวใจอ่อนแอ จริงๆก็อยากจะตอบกลับไปว่า ก็ว่างั้นแหละ รู้สึกชอบคนง่ายเหลือเกิน555
และที่น่าตกใจอีกอย่างนึงคือตอนนี้ร่างกายมีFat สูงถึง 39% ผลผลิตของการสั่งสมตลอด 27 ปีนี้มันเกิดคาดจริงๆ น่าสะพรึงกลัวและน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน ไอ้ที่ออกกำลังกายกันทุกวันอย่างบ้าคลั่งเนี่ย ลดไปอยากมากก็แค่ของเหลวกับคาร์โบไฮเตรทอีกนิดหน่อยเท่านั้น จะว่าไปเนี่ยย ความรู้ใหม่เลยนะ และไอ้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง ที่เค้าสาธยายให้ฟังเนี่ยย ฟังแล้วหัวใจจะวายจริงๆ เป็นไปได้ อยากขโมยกราฟค่าโน้น นี้ นั้น (เยอะจัด จนไม่รุ้จะระบุว่าเป็นค่าอะไร)ที่เค้าทำให้ มาอวดในบล๊อคด้วยจัง
ไว้พรุ่งนี้ไปขอดีก่า เหอๆๆ

Tuesday, July 25, 2006

สังเกต

เพิ่งจะได้สังเกตตัวเองในรอบเดือนผ่านมา
ช่วงนี้นั่งรถเมย์เลยป้ายอยู่บ่อยๆ
งานการก็ติดอยู่ในหลืบสมอง ไม่โผล่ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันสักที
ขนาดเวลาเขียนบล๊อคยังชอบให้Align กลางอีก..
เลยทำให้รู้สึกว่าบล๊อคหน้าตาประหลาดขึ้นทุกวันๆ
แต่มีเรื่องอยากรู้หนึ่งเรื่อง ถ้าเผื่อว่ามีใครเข้ามาอ่าน
ช่วยตอบคำถามทีเถอะว่าทำไมช่องว่างระหว่างบรรทัดของเรามันเยอะจัง
มันจะแก้ยังไงได้บ้างอ่ะ...

ทำไงดีอ่ะ
เริ่มรู้สึกประหลาดๆ เริ่มต้องทำตัวใหม่ หาความรู้ใหม่ หางานใหม่..
(อันหลังเนี่ยย ถ้ามีใครต้องการตัวก็โพสทิ้งไว้ได้เลยนะ555)
เริ่มจะเป็นคนขี้เก็กและหน้าบางอีกครั้ง
เริ่มกลับมาบ้าการเล่นเนตอีกครั้ง ทั้งๆทีทุกครั้งที่เปิดคอม
ก็มักจะเริ่มต้นลำดับแบบเดิมๆด้วยความเคยชิน
หนึ่งเปิดคอม สองเปิดMSN สามเปิดบล๊อค สี่เปิดIllustrator
ต่อจากนั้นก็เชคเมลตามเรื่องตามราว
เราว่าต้องมีเกิน 50%ที่มีลำดับแบบนี้อยู่ในหัวใจ

เริ่มต้องการการเดินทาง รู้จักเพื่อนใหม่ๆ
ในใจคิดว่าปลายปีนี้ต้องไปพลาดที่จะไปไหนสักแห่งให้ไกลบ้าน
เวียดนามดูจะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งตอนนี้
หรือไม่ก็ไปเยี่ยมเพื่อนฝูง หาที่พักฟรี

พ้นสภาพพนักงานหนึ่งปีมาได้15วัน แต่เสียงเรียกจากเจ้านายก็ยังคงเงียบงัน
บางทีอาจจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว..หืม..

หนึ่งปีในการทำงานที่นี้ ดูช่างยาวนานและสาหัสตามสภาพที่มันจะเป็นได้
อึดและแกร่งมากกว่าเดิม และที่ชัดเจนที่สุดคือหมาและตืดขึ้น
ลูกไม้มันหล่นไม่ค่อยพ้นต้นเท่าไร

แต่วันนี้ก็มีความสุขดี ฝันล้มแล้งๆ ดีใจกับเรื่องเล็กน้อย และยังยิ้มได้ ก็ดีที่สุดแล้ว

Sunday, July 23, 2006

The Year Of The YAO

แม้ชีวิตจะไม่ราบรื่นในบางครั้ง และอุปสรรคบางประการของชีวิตจะดูหนักหนาสาหัส
ทว่าที่สุดแล้ว ความปราชัยก็จะไม่มีวันเป็นของผู้ที่ไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน...

Quote Number 05

การประลองความคิดผ่านงานออกแบบสถาปัตย์ จะปรากฎเป็นผลดีแล้วประการใดก็ตาม
ขอให้เป็นน้ำมือของเราเอง อย่าได้คัดลอกมาจากผู้อื่นเลย
อาจารย์นารถ โพธิประสาท

Friday, July 21, 2006

ฝันร้าย

ทำไงดี..เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับความรู้สึกตัวเอง
มันจะต้องเป็นความผิดพลาดอะไรสักอย่างกับสัญชาตญาณแน่ๆ
ภาพที่เห็นวันนี้น่ากลัวเหลือเกิน
หรือว่าเค้าจะเป็นได้ทั้งสองอย่าง หรือว่า..โอยย ปวดกบาล
หรือว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่คิดอยู่อาจจะเป็นจริง
มันก็คงเหมือนกับที่คนเค้าพูดๆกันละมั่ง
แต่ว่าไปก็ไม่เห็นจะเป็นจริงเท่าไรเลย
ภาพที่เห็นอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด ฟุ้งซ่าน เลอะเลือน และมึนงง
อะไรกัน..นี้มันฝันร้ายชัดๆ

Tuesday, July 18, 2006

ปีนี้เมืองไทยจะมีแต่เรื่องดีดี..วู้วู้

อารามณ์ดี อารมณ์ดี
นานนานจะได้รู้สึกอย่างนี้สักที
มีเรื่องสนุกให้ทำ มีเพลงดีดีให้ฟังและร้องแหกปาก
มีเพื่อนดีดี และคนดีดีรอบรอบตัว
พอแหละ..ขอแค่นี้แหละชีวิต

Sunday, July 16, 2006

วันหวยออก

กางหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันอาทิตย์มาดู พาดหัวข่าวเบ่อเริ่มเรื่องพระโลงผี ไม่อยากจะเชื่อว่าคนเราจะงมงายได้ขนาดนี้ แต่จะว่าไปอย่างน่อยเค้าก็ได้ทำในสิ่งที่เค้าเชื่อ ดีกว่าเราที่มานั่งๆนอนๆอยู่บ้านและไม่ลงมือทำอะไรซะที ..เฮ้อออ ว่าไปก็แอบเซ็ง ขนาดวันนี้ก็ยังตื่นมาตั้งเกือบเที่ยง พร้อมความร้อนระอุ เพราะแอร์ที่ห้องดันมาเสีย ด้วยความขยันที่ไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายชั่วคน ขนาดตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่าจะพยายามทำสิ่งที่อยากทำวันนิดหน่อยก็ยังดี ก็ยังทำตัวเรื่อยมาจนอายุปาเข้าไปจะ สามสิบแล้ว คิดแล้วก็ลากสังขารตัวเองมานอนต่ที่ห้องของพี่สาว หลับตาลงอีกครั้งด้วยความสบายใจ สองชม.ผ่านไป ลืมตาตื่นด้วยเสียงแคะจานของแม่ เป็นสัญญาณว่ามาทานข้าวกลางวันกันได้แล้วไอ้พวกตัวขี้เกียจทั้งหลาย สองสามวันก่อน ได้ทำบุญครบ 49 วันให้ยาย ป้า ลูกสาวคนโตของยาย ได้ทำอาหารทุกอย่างที่ยายเคยทำให้กินตั้งต่จำความได้ เห็นแล้วน้ำตาจะไหล คิดถึงยาย คิดถึงทุกอริยาบท ทุกๆคำพูด ทุกๆลมหายใจที่เคยได้สัมผัสเค้า จะว่าไปแล้วยายก็ไม่เคยมาให้ใครเห็นอีกเลย สงสัยกำลังเดินทางเยี่ยมญาติอย่างสบายใจอยู่ มาหากันบ้าง หนูคิดถึงยายนะ
ช่วงนี้นอนไม่คอยจะเป็นเวลาเท่าไรเลย ปวดตัว ปวดหัว ปวดตา ร่างกายดูไม่ค่อยจะสมประกอบ ทำงานหนักนอนดึก กินไม่เป็นเวลา
และตอนนี้รู้สึกตัวคล้ายจะป่วย อยากมีคนมาดูแลกันจริ๊งจริง 5555

Tuesday, June 27, 2006

เลข9




นับย้อนไปเกือบ10วันที่แล้ว มีโอกาสได้ดูละครใบ้ด้วยการอนุเคราะห์จากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ในการดั่งด้นไปหาบัตรมาให้ ซึ่งจักขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย เท่าที่รู้เราไม่ได้เป็นคนเดียวที่มันโทรไปบอกบุญครั้งนี้ นอกจากจะโทรบอกเพื่อนๆแล้ว มันยังยินดีแบกรับค่าบัตรเกือบสองหมื่นบาทไว้เพียงผู้เดียว อย่างนี้ป๋าเรียกพี่จริงๆ มันเป็นละคอนใบ้ที่ถูกจัดเป็นครั้ง 9 ในประเทศไทย ในระหว่างที่นั่งรอพักครึ่งให้หมดลง ก็มีอะไรบางอย่างที่สะกิดให้ตัวเองมองไปที่เสื้อของสตาฟละคอนทั้งหลายแหล ที่หลังเสื้อสกรีนเลข 9 ตัวเบ่อเริ่ม วินาทีนั้น เลข9 ทุกตัวที่เคยผ่านตามาก็ค่อยๆสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในสมองที่ว่างเปล่า และมือที่เต็มไปด้วยลูกชิ้นปลาทอด

9 แรกของปีนี้คงเริ่มที่เลย9 ของปีพุทธศักราข 2549
9ที่สองคือ9ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 9.09 น.
วันที่ยายคนเดียวของเราในวัย 91 ปีได้หลับตาลงตลอดกาล
9ที่สาม คือ9ของ49วันที่ต้องใส่ชุดดำเพื่อไว้อาลัยให้ยาย
9ที่สี่ คือเก้าของวันที่ 9 มิ.ย.2549 ของการเฉลิมฉลองการครองศิริราชย์สมบัติของกษัตริย์ลำดับที่ 9 ในราขวงศ์จักรี
อันเป็นที่รักและเทอดทูนยิ่งของประชาชนทั้งประเทศ
9ที่ห้า คือเก้าของละคอนใบ้ครั้งนี้ที่ได้ดูด้วยความไม่ตั้งใจ
และหนีงานวันเกิดแม่มาดู ในบัตรราคา 900 บาท.
เก้าสุดท้ายนี้ทำเอาเงินหร่อยหรอไปเยอะที่เดียว
แต่ถ้าเทียบกับความสุขที่ได้นับ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
เท่าที่จำได้คงมีอยู่เท่านี้แหละ
แต่ก็คงมีอะไรผ่านหูผ่านตาไปอย่างรวดเร็วเหมือนเวลาที่เร่งด่วนในปัจจุบัน
เวลาที่ใครหลายๆคนรวมทั้งเราบ่นว่าไม่มีเวลา
ดั่งที่ในหลวงได้ตรัสเอาไว้ว่าอย่าได้บอกว่าไม่มีเวลาทำอะไรเพราะท่านก็มีเวลาเท่ากับอัลเบริต ไอสไตล์ และ กาลิเลโอ
(หากยกประโยคมาผิด หรือกล่าวไปไม่ครบถ้วน ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

รำพึง

"เป็นหรือไม่เป็น นั้นคือปัญหา"
แฮมเล็ท-เชคสเปียร์
"วันหนึ่งเราเดินไปมาอยู่บนโลก แต่วันพรุ่งเราก็ตายและหายสูญ"
ประโยคที่ยกมานี้คงจะเข้าได้ดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
หลายอย่างช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
คิดหยุดนิ่งเพียงเสี้ยว ก็หันหลังไม่เจอที่มาและจุดเริ่มต้นใดใด
หากเราลืมเลือนทุกอย่าง อย่างง่ายดาย วันนึงเราคงไม่รู้ว่าชีวิตมีค่ามากมายสักแค่ไหน
การที่ได้เกิดและอยู่ร่วมกับคนที่รักช่างเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่
...