Thursday, August 21, 2008

frist day in Sweden

ข้างหน้าต่างบนเครื่อง
เช้าแรกบนฟ้าในทวีปยุโรป
กลิ่นงานออกแบบสแกนดิเนเวียนที่ลอยมาเตะจมูกอย่างจัง
นี่ ก็เช่นกัน อวดบันไดสวย แต่เอาลิฟท์แอบไว้
ใครกระเป๋าใหญ่ มีหอบงานนี้
เข้าแล้ว อีกสามปีถึงจะออกได้
ขบวนแรก รถไฟใต้ดิน เข้าเมือง เท่มาก ผนังเป็นเหมือนถ้ำหินเลย
ขบวนที่ 3 ไม่ไหวแล้ว จะตาย(ตกขบวนที่ 2 เพราะหลับเป็นตาย)
ถึงแล้ว..โรงเรียนของเรา
หน้าห้องครูใหญ่
หน้าห้องอาหาร รอบๆโรงเรียนจะมีเก้าอีี้แบบนี้วางอยู่ตลอด
ห้องเรียนเซรามิค!!
ทางเดินในโรงเรียน

วันแรกที่ห่างบ้านมาไกลกว่า 1000 ไมล์
คิดถึง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงจากเครื่องบิน
โลโก้การบินไทย มีความหมายสุดๆ ก็งานนี้
มันเป็นเครื่องหมายเดียวที่ทำให้รู้ว่ายังมีอะไรที่เชื่อมต่อกันอยู่ระหว่างที่นี่กับบ้าน
ทำให้เข้าใจคนไกลบ้านทั้งหลายที่ตื่นเต้นได้แม้กระทั่งเจอคนไทยเดินสวนกันไป

ที่นี้เป็นเมืองเล็กมาก มีคนอยู่ไม่ถึง 300 คน ฉะนั้นยากมากที่จะเจอคนไทย
แม้กระทั้งคนเอเชียด้วยกันก็ตาม มื้อเที่ยงของวันแรกเลยกินมาม่าซะเลย

คนที่นี่น่ารัก เค้าตอนรับเราด้วย welcome tea และ cookie ที่หน้าตาเหมือนtoffee cake ที่มีมะพร้าวโป๊ะอยู่ข้างบน อร่อยมาก จนอยากกินไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องก้มมองพุงตัวเองไปพร้อมๆกัน
มาม่าวันนี้ เลยมีคนต่างชาติมาแจม เป็นการเลี้ยงอาหารกันไปมา แอบกังวลว่าเค้าจะท้องเสีย
แต่ก็เห็นว่า enjoy eating ดี เลยปล่อยผ่านไป ฮาๆๆ

ตอนนี้ถ้าใครได้เห็นว่าโรงเรียนเป็นไง คงอิจฉากันไม่น้อย สำหรับมนุษย์ขี้ chill ทั้งหลาย
นั่งเขียนหนังสือที่ริมหน้าต่างห้องนอนชั้นสอง มองเห็นโรงแรมเล็กๆสีเหลืองอ่อนๆที่อยู่ตรงข้าม ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ สีม่วง สีเขียวเป็นฉากหลัง พร้อมกันเอนไหวและส่งเสียงกันผ่านสายลมมาเป็นระลอกๆ

วันนี้หมดไปกับการนั่งมองต้นไม้ เดินไปสำรวจที่นารอบๆโรงเรียน
นาเค้าไม่เขียวเหมือนบ้านเรา ไม่มีควาย
แต่ได้กลิ่นขี้วัว พอให้นึกถึงบ้านขึ้นมาได้เป็นระยะๆ

หวังว่าทุกคนคงจะสบายดี

Sunday, August 17, 2008

last call

สองสามวันนี้ ได้พูดคำว่า "จะไม่ได้เจอกันอีกนานเลยนะ"บ่อยมาก
พูดเพราะใจหาย พูดเพราะมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

การไปเรียน ไม่ใช่ไปตาย เพื่อนคนนึงบอกไว้
แต่การห่างกันไป ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำใครตกหล่นไปเช่นกัน
ในวันและเวลาที่มีร่วมกันมา ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว มันมีความหมายกับเราทั้งนั้น

อยากจะขอบคุณทุกคน สำหรับทุกอย่างที่เคยให้และรับจากกันและกัน
ทั้งเวลาที่มีรอยยิ้ม และมีน้ำตา
เราไม่เคยอยู่คนเดียว เรารู้่ว่าเราจะมีเพื่อนเคียงข้างเสมอ
และจะจดจำตลอดไป

แล้วเจอกันนะ :)

Thursday, August 07, 2008

ขอบริจาค..ใบหวยยยยย



ซื้อแล้วไม่ถูก ทั้ง 2 ตัว 3 ตัว อย่าเพิ่งทิ้ง มันมีประโยชน์นัก
เรื่องสนุกๆ กำลังจะเกิดขึ้น ร่วมเป็นส่วนนึงได้ง่ายๆ
ด้วยการบริจาคกระดาษแห่งความหวังและการเสี่ยงโชคแก่เรา
แล้วเราจะเอามันมาแปลงร่างทำเรืองหนุกๆกันนะ

Monday, August 04, 2008

เขาแผงม้า โคราช


โดยน้องบอย ผู้คร่ำครวญ
ครั้งแรกทีได้ดำนา และร้องเพลง "ข้าวนี้..มีบุญ..คุณอันใหญ่หลวง"
สวนไผ่และสายลมเย็น


Thursday, July 31, 2008

.

เหนื่อยบ้างมั้ยแก?
พักบ้างนะ
...
เอนหลังนอน
ปล่อยมันไป
วางมันลงบ้าง
...
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
มันจะเป็นเช่นนั้นเอง

Wednesday, July 30, 2008

สภาวะธรรม

เค้าว่ากันไว้ว่า..
หากครั้งนึง เราได้จมอยู่กับเรื่องสักเรื่องอย่างเข้มข้นเป็นเวลานาน
จิตที่ทำงาน ไปพร้อมๆกับร่างกายนั้น จะจดจำและซึมซับเรื่องนั้นเข้าไปโดยอัตโนมัติ
บางทีเราอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว แปลกดีนะเจ้าจิตเนี่ย
ไอ้ที่เจ็บปวด ทรมาร เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีเนี่ย
จู่ๆ เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้า กลับกลายเป็นว่ามันหายไปซะเฉยๆ
ความเจ็บปวดติดปีกไปแล้ว ความทรมารมุดลงดินไปตั้งแต่เมื่อไร
ไม่ทันได้รู้ตัว ทำไม? งง?

จิตมันจำได้ว่ามันเกิดมาได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร
เหมือนหนังโปรดสักเรื่องที่กรอดูแล้วดูอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนจำได้ว่าแต่ละคำพูด แต่ละประโยคของดาราตัวโปรดเค้าพูดไรกันบ้าง
ไอ้ฉากที่ตื่นเต้นๆ ก็ผ่านตามานับครั้งไม่ถ้วน พอเอามาดูเพิ่มอีกซักรอบ จากตื่นเต้นก็เลยกลายเป็นเฉยๆซะอย่างนั้น
ก็มันจำได้นิว่ามันจะยิงกันตอนไหน แล้วจะตื่นเต้นทำไมละ

แล้วเค้าก็เลยว่ากันอีกว่า..
นั้นเรียกได้ว่า เราพบแล้วซึ่งสภาวะธรรมของกิเลสอย่างหยาบ
ใช่..มันหยาบ มันคือความสงสัย ความน้อยใจ และความโกรธ
แสดงว่าที่ละเอียดกว่านี้ น่าจะสาหัสไม่น้อยเลยทีเดียว
แค่คิดก็สยองแล้ว..

อะ กลับมาอยู่กับปัจจุบันและรอดูการมาของหนังเรื่องต่อไปกันเถอะเรา :)

Sunday, July 27, 2008

ปรุงชีวิต

เป็นเวลาเกือบ3 เดือนแล้วที่ปล่อยให้ตัวเองเป็นคนไร้การงาน
มีเรื่องราวมากๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทั้งดี และร้าย
คล้ายกับโลกยังคงต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทุกวินาทีที่ยังหายใจ

มีคนเคยบอกว่า ความสุขมันก็ลอยอยู่ในอากาศ..
งั้นความทุกข์ก็คงเช่นกัน สุดแท้แต่เราจะเลือกรับอะไรเข้ามา
คงเพราะเป็นคนสีเทาๆ เลยมีทั้งสองอย่างวนเวียน สลับกันไปมา

ยังคงตั้งคำถามกับความต้องการของชีวิตไม่เว้นนาที
ความไว้วางใจ ดูเรียบง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน
สมองน้อยๆ กับความตั้งใจพอสมควร ยังไม่สามารถพาไปเจอคำตอบได้
คงต้องพยายามใส่ความวางใจในส่วนผสมมากกว่านี้

ชีิวิตคงเหมือนการปรุงอาหาร ทุกอย่างควรสมดุล
ถึงจะลงตัว ถึงจะอร่อย
เปรี้ยวไป สำหรับบางคนก็ไม่ถูกปาก
เผ็ดไป สำหรับบางคน คงรับเข้าปากไม่ได้เลย

ความกลมกล่อมสิ ถึงจะเป็นสิ่งที่หลายคนปราถนา
มีมาตราฐาน ยอมรับ และไม่เปลี่ยนแปลง
แต่นั้นหรือ ที่เรียกได้ว่าชีวิต เรียกได้ว่ากำลังมีชีวิต

คนเรา..ในระหว่างปรุงชีิวิตในสูตรของตัวเอง
คงมีบ้างที่ทำมีดบาดนิ้ว ทำจานแตก ทำหม้อตกใส่เท้า
แต่นั้นก็ทำให้เราใช้มีดในครั้งถัดมาชำนาณขึ้น
จับจานให้มั่นคงขึ้น และคอยดูแลหม้อให้อยู่ในที่ของมัน

มันคือบทเรียน ไม่ใช่ตราบาป
เรียนรู้และเดินต่อไป

ทุกสิ่งทุกอย่างมักจะมาและผ่านไปตามเวลาของมัน
สุดท้ายจะเหลือเพียงตะกอนของความทรงจำ
ที่นอนนิ่ง และเงียบเชียบอยู่ในหัวและในใจ
ยังชื่นใจ...ทุกครั้งที่ได้นึกถึง

สูตรชีวิต ที่ไม่มีใครเหมือน และคงไม่เหมือนใคร
ถึงแม้รสชาดอาจยังไม่ถูกปากใครๆ
แต่มันปรุงด้วยใจ ใจที่ไม่เคยคิดร้ายกับใคร

วันนี้มันอาจจะเค็มไปบ้าง เพราะน้ำตาไหลง่ายไปหน่อย
แต่จะพยายามเต็มหวานด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ่อยๆ
อีกไม่นาน มันคงจะลงตัว..ในสักวัน

เวลานี้

เปราะ และ บาง

Wednesday, July 23, 2008

มิตรภาพ

มิตร คือคำตอบต่อความต้องการของเธอ
เขาเป็นเสมือนท้องทุ่ง...ที่เธอหว่านด้วยความรัก
และเก็บเกี่ยวด้วยความขอบคุณ
และเขาเป็นดุจโต๊ะอาหารและร่มไม้ของเธอ

ด้วยเหตุว่า เธอมาสู่เขาด้วยความหิวโหย
และเธอใฝ่หาเขาด้วยความสงบใจ
เมื่อเพื่อนพูดเปิดอก เธอย่อมไม่กลัวที่จะขัดแย้งหรือสนับสนุน
และเมื่อเขานิ่งเงียบ ดวงใจของเธอก็มิได้หยุดฟังสำเนียงจากดวงใจของเขา
เพราะในมิตรภาพนั้น ความนึกคิด ความปรารถนา และความมุ่งหวังทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้นและร่วมรับรู้ด้วยกันในความสงัด
และด้วยความปราโมทย์อันไร้คำกล่าวใดๆ

เมื่อยามต้องจากเพื่อน เธอก็ไม่เศร้าโศก
เพราะคุณธรรมในเขาอันเธอรักยิ่งนั้น จะปรากฎชัดแจ้งขึ้นในยามห่างไกล
เช่นเดียวกับที่ชาวเขาจะเห็นยอดผาชัดแจ้ง ก็ต่อเมื่อมองจากทุ่งหญ้าเท่านั้น

และขออย่าได้มีความมุ่งหมายใดๆ ในมิตรภาพเลย
นอกจากเพื่อขยายดวงวิญญาณให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้น
เพราะความรักที่มุ่งหวังสิ่งใดอื่น...
นอกจากเพียงเพื่อเปิดเผยความล้ำลึกของตนเองนั้น...มิใช่ความรัก
แต่เป็นร่างแหที่ถูกเหวี่ยงทอดออก และจะจับเอาไว้ได้ก็แต่สิ่งที่ไร้คุณค่าเท่านั้น
และจงให้สิ่งที่ดีที่สุด แก่มิตรของเธอ

ถ้าหากเขาจำต้องรู้ระดับน้ำของเธอขณะน้ำลด
ก็ขอให้เขาได้รู้ขณะมันเอ่อท่วมท้นด้วย

เพื่อนที่เธอแสวงหา...
เฉพาะขณะเมื่อยามต้องการฆ่าเวลานั้น ...จะมีคุณค่าอะไร
จงใฝ่หาเขา ขณะที่เธอปรารถนาจะดำรงอยู่อย่างแท้จริงด้วย
เพราะเขามีหน้าที่ ...อันจะทำความปรารถนา
มิใช่ ความว่างเปล่าของเธอให้เต็มเปี่ยม

และในความหวานชื่นของมิตรภาพ
ขอจงมีเสียงหัวเราะและการร่วมเริงบันเทิง
เพราะในหยาดน้ำค้างของสิ่งเล็กน้อยนั้นเอง
ดวงใจจะได้พบรุ่งอรุณของมัน...และกลับสดใสอีก

คาลิล ยิบราน
http://www.olddreamz.com/bookshelf/prophet/prophet.html

Saturday, July 19, 2008

.

sometime somewhere
someone should say
"something"

Thursday, July 17, 2008

ทางสายใน

....

อย่าเกลียดตัวเองเมื่อล้มเหลว อย่าหลงตัวเองเมื่อสำเร็จ
แต่จงเรียนรู้จากเรื่องราวเหล่านั้นและใช้มันเป็นแสงสว่าง
เมื่ออยากเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นทาง ต้องกำจัดสิ่งกีดขวางคืออัตตา
ชีวิตที่นำโดยอหังการ์ ย่อมไม่มีวันได้ก้าวไกล
จงอาศัย “ดวงจิตของผู้เริ่มต้นใหม่” เผาสลายอวิชชา

จงเดินทางดั่งสายน้ำ ที่ไม่ยึดในรูปลักษณ์
พร้อมไหลเชี่ยวกลางภูผา พร้อมไหล่บ่าจากขุนเขา
สงัดนิ่งซ่อนเงาในหุบเหวใต้ร่มวนา
ทั้งคดเคี้ยวและเลี้ยวโค้ง ทั้งเหยียดตรงและแผ่กว้าง
ผ่านทุ่งโล่งอ้างว้าง เพื่อคืนกลับท้องทะเล

แล้ววันหนึ่งเมื่อถูกถามว่าคือใคร เธออาจให้คำตอบ
เธอมิใช่สิ่งนั้น เธอมิใช่สิ่งนี้ เธอมิใช่ความชั่ว มิใช่ความดี
หากเธอคือเธอ...เท่าที่เป็นอยู่ เป็นมา และเป็นไป
ใช่...เธอคือความเคลื่อนไหว ดั่งดวงดาวเคลื่อนโคจร

วันที่พบตัวเอง คือวันที่เธอรู้สึกดีกับตัวเอง โดยไม่ต้องชี้แจงต่อผู้ใด
ในวันนั้นเธอกอดกับหมาข้างถนน หรือแบ่งความจนกับเพื่อนมนุษย์
ทั้งหมดนี้หากเกิดขึ้นอย่างพิสุทธิ์ แล้วมันจะเป็นไร
ความรู้สึกดีๆ...ไม่มีคำอธิบาย
....

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

Wednesday, July 16, 2008

Monday, July 14, 2008

Quote number09 -10

สิ่งที่เราทำได้ภายในตัวเอง
จะเปลี่ยนแปลงความจริงในโลกภายนอก
(What we achieve inwardly will change outer reality)
พลูทาร์ก นักประพันธ์กรีก

ชีวิตก็เหมือนกับนิทาน:
ไม่สำคัญว่ามันยาวแค่ไหน
หากสำคัญว่ามันดีเพียงใด
(As is a tale, so is life: not how long it is,
but how good it is, is what matters)
เซเนกา คนโรมันโบราณ

Saturday, July 12, 2008

หนังสั้นเรื่องนึงบอกไว้ว่า


แสงอาทิตย์ใช้เวลา 8.4 นาที
กว่าจะเดินทางมาส่องแสงให้โลกที่เราอยู่

ฉะนั้นแสงที่เราเห็นอยู่
มันคืออดีตที่เกิดขึ้นเมื่อ 8.4นาทีที่ผ่านมา

ถ้าแสงดวงอาทิตย์ดับลงไป
อีก 8.4นาทีต่อมา โลกก็จะมืดดับลง

ถ้าเปรียบตัวฉันเป็นดวงอาทิตย์
แล้ววันนึง..แสงของฉันดับลง
จะมีโลกของใครมั้ยที่จะมืดดับตามไป
...

Friday, July 11, 2008

แง่งาม

แอบไปแวะเวียนในบล๊อคพี่นิ้วกลม
เลยได้อ่านcomment ดีๆของคนอ่านหัวใจอิ่ม
มันดี จนอยากขอเอามาแปะไว้ในบล๊อคตัวเอง
อ่านสิ..จะได้ยิ้มแฉ่ง :)

เพลงพิเศษเนื่องในโอกาสฉลองสามสิบปี มาม่า
คำร้องโดย ประภาส ชลศรานนท์
ทำนอง ธานินทร์ เคนโพธิ์
ขับร้อง ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว
---------------------------------


เคยมีดังหวัง เคยนั่งยอมแพ้
มีเปลี่ยนแปรผันไปทุกปี
ผ่านทั้งร้อนหนาว ข่าวทั้งร้ายดี
ทุกคนต่างมีชีวิตของตัวเอง

เคยวิ่งตามฝัน เคยหวั่นลมฝน
ได้หม่นได้หมองได้ร้องเพลง
หมื่นพันเรื่องราว เศร้าและครื้นเครง
ทุกที่ต่างมีความงดงามอยู่

* ชีวิตไม่เคยมีทางตัน
มันอยู่ตรงจะเห็นเป็นมุมใด
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
สุขมันอยู่ข้างในทุกตัวคน

เดินขึ้นภูเขา ใช่มองแต่จุดหมาย
เมฆหมอกดอกไม้ก็ใกล้กัน
สิ่งที่สวยงาม เกิดขึ้นทุกวัน
สำคัญที่เราได้หันไปมองดู

( * )

เพื่อนรัก

เรื่องเล่า ว่า.... มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..
ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน... ระหว่างทาง...
เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย
คนถูกทำร้าย...เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา... กลับเขียนลงบนผืน ทรายว่า
'วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า'

พวกเขายังคงเดินทางต่อ...กระทั่งถึงแหล่งน้ำพวกเขา
ตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ...
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต คนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...กลับสลักลง ไปบนหินใหญ่...
'วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉัน ไว้'
อีกคนไม่เข้าใจ...ถาม ว่า...
'เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบน หิน'

อีกคนยิ้มพราย...กล่าว ตอบ
' เมื่อถูกคนที่รักทำร้าย...เราควรเขียนมันไว้บนทราย
ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบ ล้างไม่เหลือ
แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย... บังเกิดเราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ... ซึ่งต่อให้มีสายลมแรงเพียงใด...ก็ไม่อาจ ลบล้างทำลาย....'

จากข้อความที่น้องรักส่งผ่านมา
เพื่อเตือนสติ
เพื่อให้รู้ว่ายังมีความงดงาม
และเพื่อทีจะมีรอยยิ้มให้กับคนอื่นๆต่อไป
ขอบคุณจริงๆ

Saturday, July 05, 2008

คำใหม่ประจำวันนี้

"ความไว้วางใจ"

ไว้วางใจ...ในธรรมชาติ
ไว้วางใจ...ในเวลา
ไว้วางใจ...ในความเป็นเช่นนั้น
...

ไว้วางใจ...อะไร?

..

ในวันที่ไม่สามารถเข้าBlog ตัวเองได้
มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะจดบันทัก
แต่ทว่า..ในวันนี้มันลืมไปหมดแล้ว
นึกแทบไม่ออก ว่าเวลาที่ผ่านมา..
ได้ไปเจอะ..ไปเจออะไรมาบ้าง

เหน่ือย..ที่จะนึก
เหนื่อย..ที่จะจำ
เหนือย..แม้กระทั่งจะหาคำตอบ
เหนื่อย..

Thursday, July 03, 2008

ทำไมๆๆๆๆ

เข้าบล๊อคตัวเองจากเครื่องน้องแมคม่ายยยด้ายยยยย
ม่ายยยยยยเข้าจายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(ยืมเครื่องชาวบ้านมางอแง...เห้อออออ)

Friday, June 27, 2008

yesterday


Chi Foo,The Master of Panda said...
" There are no accident "

Tuesday, June 24, 2008

SMENA 8M

เกิด : 12/1990 ,Russia
ที่อยู่เดิม : Florida, USA
ที่อยู่ใหม่ : My home!!! BKK, Thailand

Thursday, June 19, 2008

.

ก้อนโง่

Wednesday, June 18, 2008

My last twenty

...have arrived today.
Happy Birthday to me
...
Smile Smile and Smile :)

Tuesday, June 17, 2008

Convesations

my friend said...
When becomes happiness, Life is beautiful.
When becomes sadness , Life is still beautiful.
...
another one said..
If you must lose something,
the best way to hold it is to keep in your memory.
...
and I said..
my life still beautiful and full with good memory.

Sunday, June 15, 2008

someone said..

There is no way to happiness
Happiness is the way.
...
Do you know who??

Thursday, June 12, 2008

yoshitomo nara at the baltic, UK


yoshitomo nara + graf
at: baltic, UK
from: 14 june - 26 october, 2008

starting saturday the baltic, gateshead, UK will present a new exhibition by the japanese artist yoshitomo nara,
in collaboration with design unit graf. the exhibition will feature a village brought to life with nara’s iconic characters,
'turning ordinary life into art'. more info

Wednesday, June 11, 2008

ธรรมชาติ

ความจำห่วยๆของตัวเองในวันนี้ ดันสร้างประโยชน์ซะนี้
...
ปลอดโปร่ง โล่ง และล่องลอย
ไม่ต้องการเธอ ไม่ต้องการฉัน แต่ต้องการแค่ปัจจุบัน ขณะนี้
ทุกเรื่องไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์ มันเป็นเช่นนั้นเอง จริงๆ
มา แล้วก็จะไป และวันนึงก็จะกลับมา
ให้รู้ เห็น กล่าวทักทายและดูแลมันให้ดี
ฉันเชื่อในความเป็นเช่นนั้นเอง
...
ขอยกประโยคของน้องสุดคูล นภามาเก็บไว้ให้ระลึกถึง

"Allone ,โดดเดี่ยว หนึ่งเดียว ด้วยกัน"

จิตที่เราคิดว่าโดดเดี่ยว หารู้ไม่ว่ามันส่งผ่านถึงคนอื่นเสมอ
เค้าเศร้า เรารับรู้...เราร่าเริง เค้ารับรู้...
คงพูดไม่ได้แล้วว่าทุกข์อยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร
...

เพราะธรรมะ คือธรรมชาติ
แล้วเราจะไม่เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร
เพราะเราก็เป็นธรรมชาติ
มันไหลเวียน ขึ้นและลง เกิดและดับ
ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง
...

อยากเป็นแบบนี้ไปอีกนานๆและตลอดไป
ขอบคุณพี่โก๋มากๆคับผม

Friday, June 06, 2008

คนเดิมของฉัน อยู่ที่ไหน



ฉัน..กำลังสูญเสีย ความเป็นตัวเอง

สั่นคลอนและอ่อนแอ
คนเดิม คนนั้น..
ของฉัน อยู่ที่ไหน..


Tuesday, June 03, 2008

หลงรัก

มะขามป้อม เชียงดาว
ตอนนี้กำลังมีความรัก

...รักในบรรยากาศ
...รักในสิ่งแวดล้อม
...รักในธรรมชาติ
...และรักในผู้คน

เชียงดาว กลายเป็นอีกหนึ่งคำตอบในชีิวิตไปเสียแล้ว
กลับมาเมื่อไรจะไปตั้งหลักแหล่งที่นั้นให้ได้
ขอบคุณในคำเชิญชวน
ผู้คนที่ได้พบเจอ
และแรงบันดาลใจที่สร้างให้อย่างไม่รู้ตัว
...
รอคอย เพื่อจะกลับมาอีกสักวัน

Saturday, May 24, 2008

loveis

แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาของมนุษย์ก็ดี
และภาษาของทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก
ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง
แม้ข้าพเจ้ามีของประทานแห่งการพยากรณ์
และเข้าใจในความลึกลับทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น
และแม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อทั้งหมดพอจะยกภูเขาไปได้
แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย
แม้ข้าพเจ้ามอบของสารพัดเพื่อเลี้ยงคนยากจน
และแม้ข้าพเจ้ายอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย
แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่
.....
ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ
ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
และมีความหวังอยู่เสมอ
และทนต่อทุกอย่าง
ความรักไม่มีวันสิ้นสุด
...
โครินธ์
...
ทำไมมีแต่คำว่า"ทน"
รักแล้วต้อง"ทน" หรือ?
อย่างนั้นเรียกได้หรือว่า"รัก"

Thursday, May 22, 2008

หนอนน้อย

เด็กชายเชื้อสายพม่า ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ผ้าขาวที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องเติบโตในสังคมโหดร้ายแค่ไหน

แม่สอด จังหวัดตาก

Wednesday, May 21, 2008

ความไว้วางใจ

เริ่มต้น ลดลงและหมดไป
สุดท้าย แทนที่ด้วยความระแวง

Sunday, May 18, 2008

ปล่อยแก่


เอาความแก่มาปล่อย
ให้ถูกที่ ถูกทาง
กับเพื่อนๆที่พบเจอกันระหว่างทาง
และข้างทาง และรายทาง
เก็บกวาดมาได้รวมเกือบสิบชีิวิต
รั่ว และเรี่ยราด
เหอออ เหนื่อยจริงๆคืนนี้

Friday, May 16, 2008

บอบบาง

ขออนุญาตยกบทความพี่เอ๋มาทั้งกระบิ
เก็บไว้ให้ตัวเองได้จดจำ ในวันที่เริ่มจะลืมเลือน
http://roundfinger.exteen.com/page/3
...
posted on 11 May 2008 11:46 by roundfinger

ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจเพียงเท่านั้น...

บางครั้งผมก็รู้สึกอิจฉาเจ้าชายน้อย ที่เขามีดอกไม้ของเขาเพียงหนึ่งดอก
ดอกไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ "บอบบาง"
แต่จริงๆ แล้วอะไรๆ ก็ "บอบบาง" ทั้งนั้น
ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคนสองคน สิ่งของสองอย่าง อะไรสองฝ่าย
เป็นเรื่องของความสัมพันธ์

ถ้าชีวิตเป็นเส้นทางคดเคี้ยวทอดตัวไปเรื่อยๆ
เราคงเริ่มออกเดินทางจากตัวคนเดียว
ได้พบเจอผู้คน สะสมมิตรภาพ เพื่อน คนรู้จัก ไปตามทาง
ผู้คนที่เข้ามาผูกพัน นับวันจะมีมากขึ้น
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะดูแลกันได้ดีแค่ไหน

เวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มากเพียงพอไหม
ทั้งที่ ความสัมพันธ์ ต้องการการเอาใจใส่
เหมือนดอกไม้ หากไม่ดูแลก็มีแต่จะเหี่ยวเฉา

นั่งฟังเพลง "บอบบาง" ของสี่เต่าเธอ
แล้วรู้สึกลอยคว้างไปตามเนื้อเพลง
คว้างอย่างไม่มีคำตอบ

ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจ เพียงเท่านั้น
ไม่ต่างไปจากใครๆ ที่พบและเจอความตายได้ทุกโอกาส
เหนื่อยกับการดิ้นรนทุกๆ อย่าง เมื่อดูๆ ไปชีวิตก็มีความบอบบาง
บอบบาง...ช่างบอบบาง...

ให้เราศรัทธากับสิ่งไหน ปักใจได้เท่าไร
ในเมื่อทุกอย่างก็ล้วนมีความบอบบาง
ให้เราชื่นชมกับรักได้นานสักเท่าไร
ในเมื่อหัวใจของฉันก็ยังบอบบาง บอบบาง บอบบาง

อาจเพราะเป็น สี่เต่าเธอ เลยทำให้นึกถึงหนังเรื่อง "กอด"
ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Handle with care
บางครั้งความสัมพันธ์ก็บอบบางเกินกว่าที่เราจะประคองมันไว้

เราอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ให้ได้ทั้งหมด
แต่ก็ทำไม่ได้

เวลาจะพรากผู้คนที่เราผูกพันไปเรื่อยๆ
ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี
สุดท้ายเราจะเหลือคนที่ใกล้ชิดกันจริงๆ กี่คน

กับสิ่งที่ผูกพันใจ ยังหมดความหมายไปไม่เหลือวันเก่าๆ
ที่เหนี่ยวที่เคยยึดไว้ ก็ยังจะหายไปในพริบตา
เจ็บที่ยังทุ่มเททุกๆ อย่าง ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันบอบบาง

ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องบอบบาง
ทุกอย่าง กระทั่งชีวิตของเราก็บอบบางไม่ต่างกัน
แต่เส้นทางชีวิตยาวเกินกว่าที่เราจะเดินคนเดียวไปได้โดยตลอด
แม้รู้ว่า การเริ่มในวันนี้จะสิ้นสุดลงในวันหนึ่ง
แม้รู้ว่า ที่มีอยู่ในวันนี้ สุดท้ายแล้วจะพรากจากกันไป
แต่ตัวเราเอง หัวใจเราเองก็บอบบางเกินกว่าจะอยู่ด้วยตัวเอง

ขอโทษสำหรับความสัมพันธ์ที่บอบบาง
เราอาจไม่มีความสามารถพอที่จะรักษามันไว้ได้

Wednesday, May 14, 2008

.

"การไม่ได้อยู่ในสายตาไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน
ผมยังเชื่ออย่างนั้นเสมอ
อาจจะเหมือนดาวหางสักดวงที่ช่วงนี้มันยังไม่โคจรผ่านมาให้เราเห็น ครั้งหนึ่งมันเคยโคจรผ่านมาในช่วงสั้นๆ ให้เราได้จดจำแล้วก็จากกันไป แต่ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมหมุนวนกลับมาหาเราอีก จักรวาลไม่ได้กว้างใหญ่เกินกว่าจะไม่ได้พบกันอีก"
Posted by zcongklod on May 6, 2008

Saturday, May 10, 2008

.

ผ่านความรู้สึกต่างๆมาได้สามวัน
ตอนนี้บอกไม่ถูกว่าดีใจหรืออะไร
ที่แน่ๆ คือ ใจหาย มันเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้
มันเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของชีวิต
ไม่เคยคิดว่าการจากสิ่งที่คุ้นเคยจะทำให้รู้สึกขนาดนี้
เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้สนุกอย่างที่เคยฝันไว้เลย

Wednesday, May 07, 2008

Welcome to Capellagården!


เพิ่งผ่านไปได้ชั่วโมงหมาดๆ
เหมือนซองผลเอ็นต์กระเด็นกลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง
ตื่นเต้น เหมือนหัวใจจะวาย
ในที่สุดการรอคอยตลอดหนึ่งปี ก็ได้สิ้นสุดลงซะที
สวัสดี สวีเดน!!

ps. เลี้ยงเป็ด ติดทะเล จะเอาอะไรมากไปกว่านี้อีก!!
เยี่ยมชมโรงเรียนเราได้ที่ http://www.capellagarden.se/english.asp?visa=17
แล้วอย่าอิจฉากันละ

Tuesday, May 06, 2008

สว่าง

หนีออกจากกรุงเทพ แรลลี่มุ่งหน้าสู่ชะอำกับเพื่อนอีกสองหน่วย
แรลลี่ครั้งนี้ แปลกๆ ตลกๆ และแอบหงุดหงิด
เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ความสนุกต่ำกว่าเกณฑ์
แต่ยังมีเพื่อนร่วมทางที่ดี ยังยิ้มได้ดีเหมือนเคย

บนความสูงที่ตึกชึ้นที่ 24 นอนอ่านหนังสือ ฟังเพลง
สังเกตลีลาการแสดงเหินเวหาของนกนานาชนิด
บ้างบินเอียงๆ บ้างบินเชิ่ดหน้า บ้างบินซิกแซก
ลีลานก ก็คงเหมือนลีลาคน มีลักษณะเฉพาะตัว

กลับมาสู่กรุงเทพอีกครั้งด้วยความรู้สึกใหม่
สิ่งที่เจอ ทำให้เข้าใจ ทุกคนก็ย่อมมีวิถีของตัวเอง
อาจโชคดี ถ้าพบเพื่อนร่วมทางที่ดีและมีโอกาสได้เดินด้วยกัน

Friday, May 02, 2008

มืด

เป็นทุกข์ทำไม ไม่เข้าใจ

Thursday, May 01, 2008

My Roll

วันนี้เอาฟิลม์ไปล้างมา..ดูดิ สวยเนอะ



Saturday, April 19, 2008

ตื่น

บางที การพยายามเข้าใจใครมากๆสักคน
มันก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
บางที การพยายามจริงใจกับใครมากๆสักคน
ก็ดูเป็นเรืองเปิดเผยครั้งใหญ่ในชีวิตอีกเหมือนกัน
...
แต่เพราะความพยายามนี่มั่งทำให้บางทีเราก็ได้เพื่อนแท้กลับมา
แล้วอย่างนี้จะเสียใจให้กับความพยายามไปทำไม
ในเมื่อสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามากมาย..

วันนี้มีเวลาอยู่กับตัวเองหนึ่งวันเต็มๆ
ความคิดวนเวียนไหลผ่านเข้าออกสมองซ้ายและขวา
มันเป็นการใคร่ครวณมากกว่าฟุ้งซ่าน
พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น และตรึกตรองมัน

ความเข้มข้นต่อส่ิงที่ทำ และสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคนอื่น
ความคาดหวังต่อตัวเองในช่วงอายุที่ก้ำกึ่งระหว่างความเห่ยกับความแก่
และความคาดหวังให้ตัวเองสามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเอง และคนอื่น
มันช่างยากเย็นและหนักอึ่ง

การคุยกับตัวเองในหนึ่งวัน
ทำให้รู้แค่ว่า จงตั้งสติ และทำมันต่อไปแค่นั้น!!

Tuesday, April 15, 2008

วันหยุด

นอนกลิ้งไปกลิ้งมา อย่างมีความสุข

Saturday, April 12, 2008

การทดลอง


วันนี้ได้ลองนั่งนิ่งๆ
ค่อยๆเข้าไปค้นความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
ค่อยๆทบทวนสิ่งที่ผ่านมา เป็นอยู่ และอนาคต(จากการคะเน)

ยิ่งค้น ยิ่งทำให้ตัวเองจมดิ่ง
ยิ่งค้น ยิ่งเจอแง่มุมในชีวิตที่ถูกลืมๆไป
ผู้คน สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีิวิต
มันคือทุกอย่างที่ทำให้เรา ได้เป็นเราในทุกวันนี้
เดี๋ยวยิ้มได้ เดี๋ยวจิตตก ไม่่ก็ทำตัวนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา
ดี หรือไม่ดี ไม่รู้ รู้แต่ว่าบางทีก็ชอบ บางทีก็ไม่

ไม่แปลกนิ ที่เราจะไม่ชอบตัวเองในบางที
สิ่งที่ค้นพบและไม่ชอบมากที่สุดคือ
โรคชอบทำอะไรตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง
คนที่โดนกระทบแรงที่สุด จะเป็นคนที่มีอิทธิพลกับตัวเรามากที่สุด

วันนี้ได้ฟังประโยคที่บอกว่า
ถ้าเราไม่ชอบในสิ่งที่คนอื่นทำ
ก็แสดงว่าตัวเราเองก็มีสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน
ฟังแล้งก็งงๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ

แน่นอนว่าสิ่งนึงที่รู้ในวันนี้คือ
กว่าจะเอาตัวเองออกมาจากข้างในได้
เกือบตายจริงๆ

Friday, April 11, 2008

ณ วันที่ว่างเปล่า

วันนี้เป็นวันที่รู้สึกเหมือนตัวเองหายใจทิ้ง
ไร้สาระ และเปราะบางจนน่ารำคาญ
นี่คือความเป็นตัวตนที่สำแดงออกมาเหรอ ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่า ไม่ชอบ และไม่พึงที่จะเป็นอย่างนี้ต่อไป
แต่ทำยังไงละ การปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปในห้วงอารมณ์บางที่ก็เหมือนจะสนุกดี
แต่กว่าจะเอาขึ้นมาได้ และหายใจอย่างปกติมนุษย์ก็ดูจะเป็นเรื่องยากเย็นซะเหลือเกิน

สองสามวันก่อนได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่น ถึงแม้ไม่พูดก็เข้าใจว่ารู้สึกยังไง
เพราะเคยเป็น เพราะเป็นอยู่ และมันยังเป็นต่อไป

ชีวิตคนเรา เปราะบาง หรืออ่อนแอ ไม่แน่ใจสำหรับสองคำนี้
ความกลัวที่จะเจ็บ ทรมาร หรือทุกข์
ถ้าใครหลีกเลี่ยงที่จะเป็นได้ ถือเป็นเรื่องดีที่มีความสามารถพิเศษนี้
แต่จะหลอกตัวเองได้นานขนาดไหนละ
การเผชิญหน้า แม้จะเป็นเรื่องเจ็บปวด
แต่ครั้งนึง เราก็ควรทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอ

ครั้งนึงที่ได้กล้า และลองทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง
มันก็ทำให้ได้รู้ถึงความรู้สึกดีๆต่อคุณค่าของชีวิต และมันก็ดูสวยงามอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้สุดท้ายมันจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ อย่างน้อยก็ได้ทำและไม่เสียใจเลยจริงๆ
ยอมรับว่าบางทีก็ไม่ได้สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขนาดนั้น
ใครหลายคน อาจเบื่อกับความขึ้นๆลงๆได้ไม่เว้นนาทีของเรา
แต่นั้นมันหมายความว่าฉันยังมีชีิวิตอยู่ ถึงแม้มันจะไม่สวยงาม แต่มันก็คือชีวิตและความรู้สึกนิ

การภาวนาของฉันมันคือ การฉีดยาชาจริงๆ
สุดท้ายถ้าไม่เข้าใจตัวเองมากพอ ยามันก็เข้าไปรักษาไม่ได้
เหมือนยาแก้ปวด ปวดที ก็กินที แต่ไม่เคยรู้ว่าการปวดมาจากไหน
นั้นคงเป็นเพราะฉันเป็นคนความอดทนต่ำ การได้ฟังเทศน์ทั้งชม. คงเป็นไปได้ยาก
บางทีก็จำแต่ประโยคสวยๆหรูๆ แล้วก็เอามาเชื่อมโยงเอง เยียวยาตัวเองจากประโยคนั้นประโยคเดียว แต่ก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆว่ามันคืออะไร แล้วสองสามวันผ่านไป มันก็เป็นเหมือนเดิม

หลายคนคงเห็นว่าเรามีความสุขกับชีิวิตดี แต่เปล่าเลย
ยิ่งเฉพาะช่วงนี้ รู้สึกตัวเองไร้ค่า งานที่กองอยู่ตรงหน้า ไม่มีแรงที่จะหยิบทำมาขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะเบื่อ หรืออะไร แต่เท่าที่รับรู้ตอนนี้มันเพราะตัวเองขาด ขาดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ต้องการ และพยายามในการไขว่ขว้า
ถึงแม้จะลดน้อยมาก แต่มันก็ยังมีอยู่่ และนอนหลับเหมือนยักษ์ในถ้ำ
วันนึงถ้าใครปาหินใส่ มันคงตื่นขึ้นมาอาละวาททันที

หลังจากได้อ่านสิ่งที่เป็นไปในโลกของตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ยักษ์ตัวนี้อยากหาทางออกไปยากถ้ำ เจอแสงตะวันอย่างเต็มใจ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาขว้างปาอะไร
มุมมองต่อชีิวิต แม้จะดูอ่อนโยน แต่นั้นหมายถึงความจำใจที่ไหลคู่กันไปอย่างเอื่อยๆ
รับรู้อยู่คนเดียว และเปราะบางตามลำพัง

Thursday, April 10, 2008

ความก่อน เก่าเก็บ

น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...

Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.

มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ

คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....
......

บทความข้างบนเป็นผลจากการขุดขุ้ยบลอคของตัวเองจนกระจุย
เลือกและส่งเข้าประกวดกันอย่างสูสี
แต่สุดท้ายก็เลือกอันนี้ ไม่รู้ทำไม ไม่มีเหตุผล
.......

วันนี้อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนึง
ขอบคุณมากสำหรับบทสนทนาในทุกๆวัน
และที่มากไปกว่านั้น คือวันนี้ได้ทำให้เราได้นึกถึงข้อความที่เขียนทิ้งไว้ในบลอคของตัวเอง

ทั้งวันเลยหมดไปกับการอ่านมันตั้งแต่บทแรก จนบทสุดท้าย
บางอันช่างปัญญาอ่อน บางอันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนมันขึ้นมาได้
เหมือนได้เห็นตัวเองในช่วงสองปี ไหลผ่านตัวหนังของคนอื่น

สุดท้ายแล้วที่เคยคิดว่ามันยากลำบาก ก็ผ่านมาได้แล้วทั้งนั้น
แล้วเรื่องราวต่างๆก็ถูกจดเป็นแค่ตัวหนังสือ รอเวลาที่เราจะกลับมาอ่านมันอีกครั้ง
อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้เราลืมว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยรู้สึกอะไรมาบ้าง
ไม่ให้ตายด้าน และเตือนว่าเรายังมีหัวใจอุ่นไว้เพื่อรักตัวเอง และคนอื่นเสมอ

เข้มแข็งไว้

เราเอง:)

Wednesday, April 09, 2008

ปราย' พันแสง1

"พลทหารกับเจ้าหญิง" บทนี้ ฉันเขียนขึ้นมาจากบทตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Cinema Paradiso เรื่องราวมีอยู่ประมาณนี้
...............
....

ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม
เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ
เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยของตน
แต่เขายังรวบรวมความกล้า
เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า'รัก'
และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอ--ไม่ได้
เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า
ถ้าเขาสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอ
ได้ติดต่อกัน 100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป
ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้น
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน
เขารอคอยในสายลมบาดผิว
รอคอยในสายฝนกระหน่ำ
รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพราวเป็นสาย
จนกระทั่งในคืนที่ 99
ทหารหนุ่มหยุดร้องไห้
หยุดรอคอย หยุดทุกอย่างไว้
แล้วหันเดินจากไป



ฉันคิดว่าบางทีพลทหารอาจจะไม่คิดจะครอบครองเจ้าหญิงตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แต่การที่เขายอมทนทุกข์ทรมานอยู่นานถึง 99 วัน 99 คืน ก็เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า เขารักเธอจริงๆ แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการครอบครองไว้

ปราย' พันแสง 2

ฉันชอบทำงานกับเพื่อน กับคนสนิท ถึงกล้าคิดการใหญ่กับคนรัก ฉันชอบทำงานกับคนใกล้ชิดคุ้นเคยที่เรารู้จักรู้ใจกันดี การทำงานกับคนที่จริงใจต่อกัน ถ้ามันเวิร์ค มันจะทำให้ชีวิตเราใกล้ชิดผูกพันกันแนบแน่นมากกว่าอย่างอื่น ...บางคนอาจจะไม่ยอมเสี่ยงอะไรแบบนี้ แต่ฉันไม่กลัวหรอก ...ฉันยอมแลก

Wednesday, March 12, 2008

:)

With the first taste, I offer joy.
With the second, I relief the suffering of others.
With the third, I see other's happiness as my own.
With the forth, I learn to let go.

ประโยคสี่ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้คืนวันเสาร์ที่ซัดซ่าย
กลับกลายเป็นวันที่สงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ขอบคุณพี่โก๋มากคะ

Saturday, March 01, 2008

คำถามและคำตอบ

...
การศึกษาบนพื้นฐานของการศิโรราบไม่ใช่การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสยบยอมหรืออย่างดัดจริต การศิโรราบ คือการรับฟังเสียงด้านใน ให้ความเคารพและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราให้ความศรัทธากับทุกประสบการณ์ที่ตัวเองเคยผ่านมา ไม่ว่ามันจะดีจะร้ายแค่ไหนในสายตาผู้อื่น เราศิโรราบและภาคภูมิใจในตัวเองที่อย่างน้อยเราก็สามารถยืนหยัดเรียนรู้ชีวิตมาได้จนถึงวินาทีนี้ เราพร้อมที่จะหลอมรวมเอาทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเรา เอามันออกมาใส่หม้อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นอย่างไม่เขินอาย เราพร้อมที่จะยอมตาย เอาชีวิตเข้าแลกกับทุกประสบการณ์การเรียนรู้ของชีวิต ด้วยความกล้าหาญบนพื้นฐานของการภาวนาหล่อเลี้ยงให้คุณค่าแก่พื้นที่ว่างภายในอันไพศาล รู้จักผ่อนพัก ปล่อยวาง และเปิดรับกับทุกสถานการณ์โดยปราศจากแรงต้าน ยอมให้โลกผ่านเข้ามาสะกิดหัวใจเราได้อย่างไม่ขัดขืน จนปมความยึดมั่นทั้งหลายสามารถคลี่คลายไปในอ้อมแขนแห่งความอ่อนโยนและความรักแห่งจักรวาล ตามท่วงทำนองและครรลองของการดับสลาย ผุดบังเกิดใหม่ พลิ้วไหว และไหลเลื่อน เป็นคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ที่แท้
...
ตัดตอนบางส่วนจากบทความที่ ๔๐: การศึกษาบนความศิโรราบ
โดย วิจักขณ์ พานิช

Monday, February 25, 2008

ช่องว่าง และกำแพง


เป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวเองรู้สึกยังไง ในแต่ละวินาทีที่กำลังเดินไป
มันเปลี่ยนแปลงเหมือนลม และรวดเร็วเหมือนจรวด
พร้อมที่จะเปลี่ยนทิศทาง และกระทบสิ่งที่อยู่รอบข้างตลอดเวลา
การเก็บตัวเองเงียบๆอาจจะเป็นทางดีกว่าการพยายามพบปะผู้คน

มันไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็รู้่ว่าอย่างไรคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และนั้นยิ่งทำให้สั่นคลอน
นานแล้วที่ไม่เคยเป็น แต่ก็ไม่ยินดีเลยที่มันกลับมา

อยากอยู่นิ่งๆ และมองความเป็นไปของทุกอย่าง จากที่ของตัวเอง
จากความเงียบ และการไร้เสียงเรียกใดใด

สักวันที่พร้อมมากกว่านี้ คงยอมปลดตะปูที่ตอกอยู่กับกำแพงลง
สิ่งที่เหลืออยู่ คงเป็นช่องว่างเล็กๆที่คอยเตือนถึงอดีต

เพื่อที่ความสุขของสักวัน จะมีอย่างแท้จริง

Sunday, February 10, 2008

into the light


คำร้อง: บอย โกสิยพงษ์
ทำนอง: ชาตรี คงสุวรรณ (โอม)
เรียบเรียง: ชาตรี คงสุวรรณ (โอม)

มองดููประตูที่ปิดตายจนไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่
มองดูโคมไฟที่ปิดไว้ และถูกทิ้งไม่ให้มีแสงไฟ
ในห้องนี้นั้นมืดมิด และเงียบเหงา
มองทางไหนก็พบว่ามีแต่เรา
ที่ยังเฝ้าและรอคอยดวงอาทิตย์ให้เข้ามาข้างใน
อยู่แค่ในห้องนี้...

วันและเวลาที่ผ่านพ้นจนไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่
และในวันนี้ เพิ่งได้รู้ ว่าชีวิตปิดซ่อนไว้ไม่ได้

นอกประตูยังมีเรื่องราวมากมาย
และชีวิตนั้นต้องก้าวเดินต่อไป
ก้าวให้พ้นเส้นความกลัว ที่กีดขวางกั้นหัวใจเราเอาไว้
อยู่แค่ในห้องนี้... ออกไปสักที... ออกไปสักที...

จะชนะหรือว่าแพ้ จะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ยังไม่รู้
จะผิดหวังหรือสมหวังสักกี่ครั้งก็ต้องลองพบดู
ดีกว่าชีวิตทั้งชีวิตจะถูกปิดอยู่หลังประตู
อย่างน้อยก็ได้รู้ อย่างน้อยก็ได้ลอง

จะชนะหรือว่าแพ้ จะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ยังไม่รู้
จะผิดหวังหรือสมหวังสักกี่ครั้งก็ต้องลองพบดู
ดีกว่าชีวิตทั้งชีวิตจะถูกปิดอยู่หลังประตู
อย่างน้อยก็ได้รู้... ออกไปสักที... ออกไปสักที...

อย่างน้อยได้เข้าใจ...

Into The Light...
Into the Light - Ohm โอม ชาตรี สุวรรณ

Saturday, February 09, 2008

ขำ ขำ น่า อย่าคิดมาก

ผู้หญิง
ผู้หญิงหน้าตาดี ที่มีสมอง คนที่น่าสนใจมาก เธอเป็นคนฉับเฉงว่องไว นั่งหรือยืนเฉยๆนานๆไม่ได้ เธอสามารถทำหลายๆอย่างๆได้พร้อมกัน และทำได้เร็ว หากคุณเป็นแฟนกับผู้หญิงราศีนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนมีแฟนหลายคน คุณไม่สามารถมผูดมัดเธอแบบตรงๆได้ ด้วยคำว่า "รัก" เธอแคร์คำว่ารัก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญในชีวิต สำหรับเธอ อยากเป็นแฟนเธอ คุณต้องปรับตัวเองให้เข้ากับ หลายลักษณะของเธอ

สาวช่างฝัน ที่มีฝันหลายอย่าง เธอชอบที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเธอจะเป็นพวก 2 ลักษณะ 2 บุคคลิกในคนๆเดียว เธอก็ยังเป็นคนที่มีโชคในเรื่องของความรัก อยากชนะใจเธอ ต้องใช้กำลังภายในหน่อย แม้ว่าเธออาจคิดว่าคุณฉลาด และชอบคุณ เธอก็ยังตรวจหา จุดบดพร่องของคุณอยู่ดี เพราะมันเป็นธรรมชาติของเธอไปเสียแล้ว

เธอสามารถมีหลายอารมณ์พร้อมๆกัน โดยที่คุณอาจไม่รู้ด้วยซํ้า เธอสามารถร่าเริง เหมือนนกน้อยเพื่อให้คุณสบายใจได้ เธอสามารถคุยกับคุณได้ทุกเรื่อง ทุกหัวข้อสนทนา คุยกับเธอไม่เคยน่าเบื่อ เธอสามารถทำให้คุณรู้สึกว่า คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกได้ เธอสามารถทำให้คุณคิดว่า เธอต้องการความห่วงใยของคุณ แต่เมื่อใดเธอต้องยืนด้วยตนเอง เธอยืนเองได้อย่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยว

ผู้หญิงที่สามารถเป็นเพื่อนที่แสนดี และคุยได้ด้วยทุกเรื่อง เธอเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณ ด้วยพลังเท่าๆกับคุณได้ สาวไหวพริบสูง เรียนและเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่าย หากเธอเห็นโครงการของคุณ เธอสามารถให้คำแนะนำดีๆได้... ถ้าเธอคิดว่า คุณไม่ต้องการเธอมากขนาดนั้น เธอจะทำตัวเหมือนเพื่อนที่ดีของคุณแทน แบบสาวมั่นจริงๆ

ผู้ชายตกหลุมรักสาวราศีนี้ได้ง่ายๆ การเปลี่ยนแปลง และ อารมณ์ที่แปรปรวน ของเธอนั้นเป็น "เสน่ห์" เธอสามารถหัวเราะ และเงียบได้แถบจะในเวลาเดียวกัน เธอต้องการหารักแท้แค่ 1 เดียว แบบเจ้าชายในฝัน... เธอหวังมากจนเรียกได้ว่าหวังมากเกินไป เธอจะฝันถึงอัศวินม้าขาว แม้แต่ตอนที่ เธอกำลังควงชายหนุ่มอยู่... เธอสามารถกำลังควงชายหุน่ม และไปชอบคนอื่นอีกได้ หากเลิกกับผู้ชายเธอก็ลืมง่าย เพราะการเลิกคือการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงคือ วิถีชิวิตของเธอ... สาวราศีเมถุน ทำให้คนอกหักมากกว่าสาวราศีอื่น เพราะความที่เป็นคนช่างฝัน เธอไคว่คว้าหารักแบบเทพนิยายเสมอ ดังนั้นชีวิตรัก มักซับซ้อน ไม่ก็วุ่นวาย

เธอไม่ชอบเขียนจดหมายยาวๆ ถ้าส่งจดหมายให้เธอและหวังให้เธอตอบ อย่าหวังดีกว่า เพราะเธอเป็นคนหลายบุคคลิก หลายความคิด การเขียนเหมือนหลักฐานถาวร ซึ่งเธออาจเปลี่ยนใจได้ทีหลัง เธอเชื่อว่า พรุ่งนี้อะไรก็เปลี่ยนได้เสมอ

สาวที่มีพรสวรรค์เรื่องภาษา สาวราศีนี้มักพูดได้มากกว่า 1 ภาษา... หากเธอต้องว่าหรือติคุณ เธอจะไม่บอกแบบตรงๆ เธอจะพูดอ้อมจนเข้าเรื่อง ที่เธอต้องพูดจนได้ โดยไม่ทำให้คุณรู้สึกโกรธ เธอเป็นคนไม่พูดโกหก

เธอเป็นคนทำงานหนัก พักเป็นครั้งคราว เธอจะเบื่อสภาพแวดล้อม มากกว่าเบื่องาน เธอไม่เคยพอใจงานที่เธอทำ ชื่อเสียงที่เธอมี หรือเงินที่หาได้ เธอคิดว่า เธอต้องได้มากกว่านั้น อย่าถามเธอว่า จุดไหนหรืออะไรที่เธอคิดว่าพอใจ เธอไม่รู้และไม่มีคำตอบ

หากรู้จักหรือสนิทกับเธอ เธอจะเป็นคนที่ช่วยเหลือคุณ อยู่เคียงข้างคุณ สาวช่างฝันคนนี้ ชอบที่มีจะมีคู่ เดินเคียงบ่า เคียงไหล่ ไปพร้อมๆกับเธอ

แม่นเนอะ ฮ่า ฮ่า ฮ๋า

Thursday, February 07, 2008

แหะๆ




เมื่อมันมีเริ่มต้น
ก็ต้องมีวันจะจบลง

ดี หรือ ร้าย
ยังไงก็ต้องลองพบดู
ดีกว่าชีิวิตจะปิดอยู่หลังประตู
อย่างน้อย ก็ได้รู้
อย่างน้อย ก็ได้ลอง
อย่างน้อย ก็จะได้เข้าใจ

" สำหรับตัวเราเอง ก็คิดว่าทำตัวดี ไม่ดื้อไม่ซนมาตลอดปี
ก็หวังว่าได้จะมีชื่ออยู่ในบัญชีเด็กดีของคุณลุงซานตาบ้าง
คุณลุงครับ ผมอยากได้บ้านพร้อมที่ดิน
มันพอจะเป็นไปได้มั๊ย
แหะๆ .. "

แอบไปอ่านบล๊อคพี่บอย คืนนี้เลยได้ยิ้มแหะๆตาม

Monday, January 07, 2008

เหนื่อย


ผ่านพ้น365 วันเก่ามาได้ไม่ถึงอาทิตย์
ความสาหัสของพ.ศ. ใหม่ก็ปรากฎอย่างต่อเนื่อง

ปั่นป่วน สับสน และไม่มีทางออก
ตัวตนเริ่มครอบงำ เหตุผลเริ่มมีน้อยลง
อยากหนี อยากก่อกำแพง และมากมายที่วนเวียนอยู่
ทำไม เพราะอะไร เพื่ออะไร

สุดท้าย...มันก็เป็นเรื่องเดิมๆที่วนเวียนและไม่เคยจบลง
สุดท้าย...มันก็เป็นเรื่องเดิมๆที่คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ
และสุดท้าย...มันก็จะเป็นอีกเรื่องที่ผ่านไป

ปีใหม่ วันใหม่ แต่ทำไมยังเหนื่อยเหมือนเดิม..ไม่เข้าใจ

Tuesday, December 25, 2007

อีกไม่กี่วัน

ก็จะถึงวันสิ้นปี..อีกแล้ว
ชีวิตดำเนินมาอีก 365 วัน โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก365 วันที่แล้ว สักเท่าไร
ความพยายามจะส่งตัวเองออกนอกประเทศก็ไม่เป็นผล
งานที่ในความรับผิดชอบก็ไม่ได้ดีอะไรปานนั้น
แต่ ณ วันนี้ความฝันอย่างนึงที่เคยคิดได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นบ้างแล้ว
ต้องขอบคุณความเข้มแข็งของตัวเองและแรงผลักดันจากคนรอบข้าง
ที่ไม่ยอมให้ทิ้งความฝันก้อนเล็กๆก้อนนั้น

เรื่องดีๆร้ายๆที่ผ่านมา 365 วัน จะเก็บไว้อมยิ้มและให้มันเป็นบทเรียนที่มีค่า
365 วันที่ได้รู้จักใครใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆและใครบางคนที่ตกหล่นไปในชีวิต ไม่จะด้วยสาเหตุใดๆ อยากจะบอกว่าไม่ว่าจะทางเดินใดๆที่แยกออกจากกัน ทุกสิ่งนั้นยังเป็นความทรงจำที่ดีตลอดมา
ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้เจอและรู้จักกัน
ได้เรียนรู้และยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน
สุขสันต์วันปีใหม่!!!

Merry X'mas2007

หากใครหลายคนต่างขอพรในวันนี้
ผมจะขอพรให้อ้อ มีความสุขกับปัจจุบันให้มากที่สุด
ให้อยู่ตรงกลางระหว่างความฝันกับความจริง
ให้มีทางข้างหน้าที่โปรยด้วยกลีบกุหลาบและขวากหนาม
ที่สำคัญให้มีสติแห่งตัวตนที่แท้ก็พอแล้ว
สุขสันต์วันเกิดพระเยซู

คำอวยพรของพี่ชายแสนดี ที่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทำให้เราได้รู้จักกัน

Monday, November 26, 2007

ทำไปได้..พวกเรา

ณ ห้าง กลางใจเมือง..แห่งหนึ่ง
A: ปวดหัววะ ปวดตั้งแต่เช้าแล้ว
B: ลืมกินน้ำอ่ะดิ
A: เกี่ยวด้วยเหรอวะ
B: อือ ไม่รู้เหรอ สมองอ่ะ เป็นน้ำไปซะ 70 แล้วนะแก
A: ทำไงหายอ่ะ
B: กินน้ำดิ ไม่ก็กินติมม่ะ เอาน้ำตาลเข้าร่างกาย
A: เออ เอาดิ
C เด๋วกินติมกัน เจอกันที่ร้านข้างบน..ให้ไว

ณ ร้านไอติม กลางใจเมือง
A: จะกินติมเลย จิงๆเหรอวะ..อยากกินของคาววะ
C: เออ อยากกินเหมือนกันวะ
B: อ้าว พวกมรึง
แล้วเอาไงอ่ะ
C: เฮ้ย เรามีข้าวกล่องอยู่ในรถนิ
A: เออจิง..ไปแดกข้าวกันก่อนแล้วค่อยขึ้นมากินติม
B: เออ ตามดี ประหยัด

ณ ลานจอดรถใต้ดินกลางใจเมือง
A: มีช้อนกินข้าวป่าววะ อย่าบอกนะว่าไม่มี
C: เออ ไม่มีวะ
B: ดัดแปลงเอาละกัน
(แปลงร่างฝากล่องเป็นช้อนได้ทันใจ)
....
A:เฮ้ย กินไปสองกล่อง อิ่มสัด
กินไอติมไม่ลงแล้ววะ
B: อ้าว..แก

Saturday, November 24, 2007

ประหลาด

ตรงที่..อยู่ดีๆความคิดวูบนึงก็วิ่งไปหา
ครงที่..อยู่ดีๆก็โทรมา
นี่เราส่งกระแสจิตถึงกันได้ด้วยเหรอ
ดีจิง..ทีหลังจะได้ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์อีก

Tuesday, November 20, 2007

บ่น

เป็นเช้าที่เช้ามากจริงๆสำหรับวันนี้
ตื่นมาพร้อมความง่วงที่ติดตามมาอีกจำนวนมาก
แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัดกว่า คือความหงุดหงิดกองเท่าภูเขา

หงุดหงิดกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
และไม่เข้าใจอะไรบางอย่างที่ตัวเองพยายามจะเข้าใจมัน
ช่างเป็นวันสีเทาๆอีกวัน ที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าและอืดอาด

ฟังแล้วก็ปล่อยๆไป ไร้สาระเกินไปสำหรับเช้าวันนี้
....
อรุณสวัสดิ์พระจันทร์ตอนเช้าที่แอบนอนให้อิจฉาเล่นในก้อนเมฆอ้วนๆเทาๆ

Thursday, October 11, 2007

วันเปื่อยๆ

รู้สึกป่วยๆอยู่ข้างใน
พยายามทำเหมือนมันไม่ได้มีอยู่ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
วิ่งๆวนๆเหมือนรอเวลาจะระเบิดอีกรอบ..
ใช่..มันเคยมีก่อนหน้านี้มาแล้ว..แย่จริง

วันนี้ต้องการความพยายามในการเข้าใจอะไรบ้างอย่างอย่างลึกซึ้ง
วันนี้อยากนั่งนิ่งๆแล้วส่งยิ้มให้กับมดที่เดินผ่านไปมาได้อย่างแท้จริง
ยากจริงแหะ...จะทำอะไรแต่ละอย่าง
ช่างต้องอาศัยความพยายาม ยากเย็นเหลือเกิน

Tuesday, October 09, 2007

ปิดประตู

เคยมั้ย..ที่รู้สึกได้ว่าเพลงๆหนึ่งได้ถูกแต่งมาเพื่อเรา
วันนี้ ค้นพบมันเหมือนเกิดมาช่วยชีิวตได้อย่างทันท่วงที
ขอบคุณคนแต่งเพลง คนเล่นดนตรี คนร้องเพลงนี้

จะพยายามเข้าใจและยิ้มต่อไป

Friday, October 05, 2007

Shin-do

ความรู้สึกของฉัน ถูกส่งไปยังเธอผ่านบทเพลงบทหนึ่ง
เหมือนวงน้ำที่กระเพื่อมๆๆๆ เป็นวงๆ ออกไป
เราสื่อถึงกัน จากใจดวงหนึ่งถึงใจอีกดวงหนึ่ง
แม้ไม่อาจได้ยินเสียงของเธอ เราก็เข้าใจกัน
ผ่านท่วงทำนอง ผ่านบทเพลงสื่อความหมาย
แต่คงมีเพียงเพลงบทนี้
และเพียงเพลงของเธอเท่านั้น
มันมีเพียงเธอ...ท่วงทำนองที่เรารักกัน
copy from penguin

Thursday, October 04, 2007

Alone

ล่องลอย เลื่อนลอย และเลือนลาง

Monday, October 01, 2007

ปั่นป่วน

โครงการนรกได้ถือกำเนิดแล้ว กะแค่นั่งร่างจดหมาย ก็ปาเข้าไปหลายอาทิตย์อยู่
นี่ยังไม่นับช่วงเวลาที่นั่งมองมันตาปริบๆแล้วก็ปิดหน้าจอลงไปโดยที่ไม่ทำอะไรกะมันเลย อีกเป็นเดือน
แค่นึกว่าจะต้องติดต่องานกับกทม.และราชการไทย บวกศิลปินอีกนับสิบ เป็นสิ่งที่ไม่อยากทำเอาซะเร้ยยย
ทำไงได้ ไงก็ต้องทำนิ..เอาวะทำก็ทำ อีกไม่กี่เดือนก็เป็นไทยแย้วว

Monday, September 24, 2007

กระทบไหล่ดาราที่ไม่รู้จัก


แอบเอาหน้าไปออกทีวีมาหน่อยนึงแบบไม่ได้ตั้งใจกึ่งโดนบังคับ
ตลกดี อยู่ดีๆก็โดนจับแต่งหน้า พร้อมพิธีกรสองหนุ่มประกบข้าง ดูดิ ตัวเล็กไปเร้ยยย..555


Quote Number 08

"ชีวิตมันใช้ยากอยู่แล้ว อย่าทำให้มันยุ่งยากอีกเลย..ได้มั้ย"
คิดเอง

Sunday, September 23, 2007

วันว่าง

อาทิตย์แรกในรอบสองเดือนที่ได้นั่งนิ่งๆนอนนิ่งๆและฟังนิ่งๆ
ตื่นมาด้วยความกึ่ม เพราะเมื่อคืนโดนลากไปนั่งกินเหล้าจนร้านปิด
Sorteal เป็นร้านเป้าหมาย ไม่ได้มาพักใหญ่ กลุ่มคนและกลิ่นเหล้ายังไม่เปลี่ยนแปลง

กะว่าจะเป็นเด็กดี เลยลงมือล้างห้องน้ำด้วยตัวเอง
เหลือบไปเห็นน้องจิ้กจกเดินอย่างสบายใจอยู่บนพื้น
เกรงว่าถ้าราดน้ำยาล้างห้องน้ำลงไป ชีวิตน้องจิ้งจกต้องไม่รอดเป็นแน่ เลยตัดสินใจพยายามจะเขี่ยมันขึ้นมาด้วยแปรงสีฟันเก่าๆที่วางอยู่แถวนั้น
แต่ผลปรากฎว่าความหวังดีกลายเป็นการฆาตกรรมไปซะ
ตั้งแต่วินาทีนั้น..น้องจิ้งจกนอนแน่นิ่งอย่างนั้นตลอดไป
สงสัยขนแปรงคงจะแข็ง แทงพุงน้องจนตาย..อโหสิกรรมด้วยเทอด

หลังเสร็จสิ้นการฌาปนกิจน้องจิ้งจก ก็กลับมานอนเล่นกับน้องแมคบนพื้นห้องที่ปราศจากฟูกนอน
เพิ่งค้นพบว่าเป็นวิธีการกึ่งทำงานกึ่งเล่นที่ชิลใช้ได้เลย
พื้นไม้เย็นๆ กับอริยาบทแบบตามใจตัวเอง
แค่มีน้องแมคหนึ่งเครื่องกับหมอนหนึ่งใบ วันนี้ก็ผ่านไปอย่างง่ายๆ และมีความสุขดี

ทรมารมาราธอน

อาทิตย์ที่ผ่านมายังกับนรกดีๆนี้เอง
งานเร่ง ชีวิตรีบ จิตใจจมดิ่ง และอื่นๆอีกมากมาย
วิ่งเข้าชนเหมือนต้องการทดสอบอะไรบางอย่างจากตัวเรา
ก็จริงอยู่..เราผ่านมาได้
แต่เรียกได้เลยว่า..สภาพสบักสบอมเลอะฝุ่นเลอะโคลนไม่น้อยทีเดียว

อารมณ์แกว่งไกว พาลหาทุกคนได้ที่มีโอกาส
แย่..ไม่เคยรู้สึกแย่กับตัวเองอย่างนี้มาก่อน

เมื่อวานมีโอกาสได้นั่งลงสบายๆพูดคุยกับพี่ชายแบบเรื่อยเปื่อย
เป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์ที่ได้ยิ้มจากข้างในจริงๆ
เป็นชั่วโมงที่ไม่อยากให้มันจบลง..แต่นั้นคงเป็นไปไม่ได้
สุดท้ายก็ทำได้แต่นั่งมองตัวเองอย่างเงียบๆและอยู่กับมัน

วันนี้เป็นไงบ้าง
หลายวันแล้ว
เราไม่ได้คุยกันเลยนะ
ฝนตกหนักอีกแล้ว..ไม่ชอบเลย

Tuesday, September 18, 2007

ถึงคราว...จนได้

อารมณ์ที่เคยนอนนิ่งอยู่เบื้องลึก..มันโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเสียแล้ว
เห็นชัดว่าออกซิเจนท่าทางจะเจือจางลงทุกที..ทุกที

พักนี้โลกสะอืนบ่อยไปแล้วนะ..เศร้าเกินไปหรือเปล่า

Sunday, September 16, 2007

wish

เกิดเรื่องน้ำเน่ามากมายรอบๆตัว
ได้เป็นทั้งคนสร้างและเป็นส่วนนึงของการสร้างน้ำเน่านี้

น้ำเน่าที่ทำเอาจิตใจหดเหี่ยวลงไปมากมาย
แต่เหมือนสุดท้ายก็จัดการกับมันได้อย่างดี จนไม่อยากจะเชื่อตัวเอง
เป็นความแปลกที่สุดที่ค้นพบ
รองลงมาจากความเป็นคนสีเทาที่เพิ่งสรุปกับตัวเองได้เมื่อเดือนก่อน
ดีจัง...

ตอนนี้ทำได้ก็แต่หวังให้ความมั่นคงนี้อยู่กับเราตลอดไป
may these force be with me...and you

:)

อ่านออกไหม

ที่เราพิมพ์อยู่นี้

วันนี้โลกดูเสียงดังนะ

Sunday, August 19, 2007

จตุคาม จตุคำ จตุคน

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปเป็นหนึงในผู้รวมพิธีเสกจตุคาม แต่เมื่อวาน..ก็เป็นไปแล้ว
ไปเพราะ..คนชวนเป็นพี่ที่สนิทและนับถือ
ไปเพราะ..ถามแล้วพี่เค้าบอกว่าเพราะดาวเคลื่อน เลยไปฟังสวดเอามงคลเฉยๆ
ไปเพราะ..ใจง่าย
ไปนั่งที่สุดแสนจะวีไอพี รอบล้อมไปด้วยผู้ใหญ่โตมากมาย ทุกอย่างดูแปลกตาและมีอะไรให้ขำขันตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการทักทายของกลุ่มผู้มีศรัทธาตั้งแต่สองคนข้ึนไปจนถึงเป็นกลุ่มก้อนที่เหนี่ยวแน่น คนล้อมหน้าล้อมหลัง ลูกศิษย์แถวยาวเป็นหางว่าว และที่ไม่คิดว่าจะเจอ หมอลักษณ์!!! เพิ่งรู้ว่าเค้าเอาจิงเอาจังขนาดนี้เลย จะแจกของให้ชาวบ้าน แค่ชาวบ้านแหย่มือเข้ามาเพียงคืบ ก็ไปตะโกนว่าจะแช่งเค้า มาเอาแบบไม่มีระเบียบบ้างอะไรบ้าง..คนเรานี้ก็มีอะไรแปลกๆให้เห็นตลอดเวลาจริง
ที่น่าตกตะลึงคือ ระหว่างที่ทำพิธะสวดกันอยู่ ก็มีเสียงจากไมค์พูดขึ้นมาด้วยเสียงตื่นเต้นว่า..ดูเบื้องบนสิครับท่านผู้มีศรัทราทั้งหลาย อำนาจแห่งจตุคามทำให้บังเกิดแสงสีเจ็ดสีบนฝากฟ้า ช่างเป็นภาพที่มหัศจรรย์ยิ่ง
แล้วทุกคนก็เงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมๆกัน...เห้อออ

Sunday, July 29, 2007

ช่วงหาเรื่องหาราว


งานเยอะ แต่ก็เยอะแบบอยากทำ ทำมันทุกอย่าง อยากมีส่วนร่วมทุกเรื่อง เหมือนตอนนี้ตัวเองพูดได้แต่คำว่า เอาดิ เอาเร้ย ทำด้วย..และแล้วโชคชะตาของปากก็ทำให้ผลกรรมตามมาสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว..ตอนนี้มีงานที่ต้องทำแบบสิบนิ้วนับไม่พอกันเลยทีเดียว แต่สนุกนะ สนุกมาก ถึงแม้ว่ารายได้ต่ำแต่ระดับจิตใจอยู่ในขั้นเทพเลยทีเดียว...ช่วงนี้กำลังทำโครงการรีไซเคิลอยู่ วันๆเอาแต่เปิดเวบตามหาเรื่องโน้นเรื่องนี้ เห็นผู้คนมากมายพยายามจะทำให้โลกดีขึ้นด้วยไอเดียบรรเจิดๆ บางคนเอากระดาษลังมาทำกระเป๋าใส่โน๊ตบุคราคาเหยียบแสนเลยทีเดียว แปลกๆแต่ก็สวยทีเดียว อ่างอาบน้ำไฟเบอร์ก็ถูกแปลร่างเป็นเก้าอี้ในสวน แต่ที่ชอบที่สุดคงจะเป็นงานของชาวต่างชาตินามว่า bekathwia ที่เอากระดาษใช้แล้วทั้งสองหน้ามาเย็บเป็นสมุด แล้วใช้ ..หลายคนคงสงสัยว่าจะใช้ยังไงในเมื่อกระดาษมันถูกใช้ไปแล้วทั้งสองหน้า..ใช่ม่ะ..คำตอบคือ ไอ้ที่ว่างๆในกระดาษนั้นแหละ ที่เค้าเอามาใช้ แค่นี้ก็เอามาใช้ได้ แนวจิง...ยกนิ้วให้
อีกหนึ่งเรื่องราวที่ตามหาอยู่คือ โจทย์แจ๋วๆแนวๆถูกใจวัยรุ่นชาวคณะ อันนี้ยังหาไม่เจอซะกะที เริ่มหัวแบะ เริ่มกดดัน และเริ่มเครียด..ขอควสมอินดี้จงเกิดแกข้าด้วยเถิดดดด..สาธุ

Wednesday, July 11, 2007

อาทิตย์ของความตาบ

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ดันอยากลองของดี จนได้เรื่อง
เรื่องที่ได้ ให้เดาก็คงเดาออกว่าคงไม่ดีแน่
...เนี่ย เป็นไวรัสตับอักเสบอยู่นะ แต่เชื้อมันหลบ ถ้าไปตวจเลือดมีสิทธิจะไม่เจอ..
เอาไงละทีนี้ แล้วพระเจ้าที่ไหนจะบอกฉันได้อีก นอกจากหมอจีนคนนี้(เค้าบอกกันว่าดังและแม่นนัก)
แล้วเรื่องที่เหมือนจะเป็นไม่เป็นเรื่อง ก็เป็นเรื่องขึ้นมาเมื่อไปถึงหูแม่ ถึงขั้นทำให้แม่ออกอาการวิตกอย่างรุนแรง และนอนไม่หลับ
แม่หลุดออกมาประโยคนึงว่า แม่ไม่อยากเสียลูกไป ยังไงห้ามทำงานหนักอีก ฟังแล้วเหมือนโดนไฟช๊อตอย่างแรง
ถึงขั้นเอากลับมาเครียดต่อเนื่อง จนกระทั้งโดนลากไปเจาะเลือด และได้รู้ผลว่ามันไม่มีอะไร..แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังกังวล
ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึกขนาดนี้ ปากก็บอกว่าจะตายก็ตายดิ ไม่เห็นเป็นไร แต่มันไม่ใช่เลย ด้วยความที่เราเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ทุกอย่างที่มันจะหายไป มันก็คลายกับทำให้หลายอย่างๆจบลงเช่นเดียวกัน
นานๆที่รู้สึกอย่างนี้บ้างก็ดี มุมมองต่อชีวิตมันจะได้ไม่เบื่อหน่าย...จิงม่ะ

Friday, June 08, 2007

deep down to nothing

อยากทำงานให้เสร็จๆไป จะได้สลัดเอาความรู้สึกผิดและข้ออ้างต่างๆนานาไปให้พ้นๆตัว
จะเอาเวลาที่เหลือมาทำเรื่องขำๆชิลๆแบบไร้ซึ้งความกังวล
แต่ร่ายมาซะยาวก็ยังทำไม่ได้..มันคิดไม่ออก
นั่งคิด นอนคิด ตะแคงคิด ก็ช่วยไรไม่ได้มาก

กลับมาอยู่กับตัวเองซะหนึ่งวิ..
breathing in breathing out

ความคิดวาบขึ้นมาในหัว
หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา วันนี้เพิ่งจะรู้ตัวว่า..
งานที่หงวนทำอยู่อย่างแข็งขันและเหน็ดเหนื่อยมันจบลงไปแล้วจริงๆ
ออกมาจากโลกทางธรรมสู่โลกใบเดิมๆ มาเจอหน้าเพื่อน หลังพระอาทิตย์ตกดิน
มันไปประโคมว่าเราไปแสวงบุญ เหล่าเพ่ือนถึงขั้นเอามือแตะตัวขอแบ่งบุญทันที
พิจารณาวงจรเดิมที่เคยอยู่ รู้สึกได้ว่ามันไม่สนุกเหมือนก่อนซะแล้ว

ถูกโรงเรียนปฎิเสธอย่างไรเยื่อใย แล้วควรจะอยู่ตรงไหนละที่นี้...
รู้สึกได้เลยว่ามันเคว้งคว้างพิลึก ออกจะงงๆ
เหมือนชีวิตเขาสู่ช่วงวัยรุ่น 15 หยกๆยังไงยังงั้น..ก๊ากกกก

เอาละ..ออกจากความฟุ้งซ่านก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะยาวโดยใช่เหตุ
ให้ร่างกายไหลเอื่อยๆ ไปตามทางที่ควรจะเป็นละกัน...คร่อกกกกกก

to be a curious person

Following my sisiter's blog
then this is what I found!!

aor is a
aor is doing?
aor is being sponsored by the rotary club of chantaburi in ri
aor is the strong wind and the light breeze
aor is een café speciaal voor studenten en door studenten
aor is a member of the reflexology in europe network and the international council for reflexologists and provides up
aor is an approved awarding body for a practitioner certificate in reflexology
aor is discontinuing the 2700
aor is dedicated to creating innovative
aor is one of a staffing agency
aor is "adult oriented rock" which is another name for adult contemporary music
aor is the latest hot
aor is acknowledgement of receipt
aor is simply the acknowledgement of receipt of your application and aip is the approval in principle to process the application from within canada
aor is a function of the nmci contract execution plan
aor is very big for five people
aor is of paramount importance to maintain a safe and secure environment
aor is ?buy quality cheap
aor is pocketing loose change
aor is being sponsored by the rotary club of chantaburi in ri district 3340
aor is also listed in the commission's monthly newsletter
aor is ~14
aor is making is correct but there is an initial offset from the correct initial position
aor is a little tough to understand out of the box
aor is a 2
aor is defined as only those areas within the conus
aor is defined as
aor is on the 4th floor
aor is a micro
aor is proud to offer the best
aor is a small company and we want to keep it that way
aor is not *just* a reflection of amber
aor is coastal or estuarial and is within 10km of oldbury nuclear site
aor is the serious choice in advanced technology receivers
aor is still one of the best 19th
aor is zeker geen aanslag op de portemonnee en als de kecks dan ook nog eens komen met een gevariëerde set èn als klap op de vuurpijl met de
aor is ready
aor is pending and
aor is allowed to be processed
aor is unable to produce audio when scope is on
aor is no different than the economic operations of the group with a 80
aor is an address which can be released to parties and custodians for service of process in support
aor is to published sometime during the year 2004
aor is exercised by the host nation civil aviation agency
aor is made up of 25 nations stretching from the horn of africa in the west
aor is the serious choice in advanced technology receivers sm page 2
aor is your thing
aor is and should be
aor is shown by the red lines to the north and south
aor is 240 miles of coastline stretching from st
aor is puerto rico and the virgin islands
aor is published in saint
aor is lame
aor is madison paige from hollywood
aor is a person can
aor is a member of the reflexology in europe network and the international council for
aor is expanding the range of available optional filters
aor is a government registered awarding body of practitioners qualification in reflexology
aor is in het noordwesten
aor is returned to you because it was incomplete or changed
aor is that purchasing in p&d is much simpler
aor is a bit better but the narrow mechanical filter of the jrc works well
aor is er en dat mag iedereen weten de regen komt met bakken uit de hemel
aor is forced to close its doors on monday
aor is iedere doordeweekse dag open vanaf 12
aor is also made in that part
aor is returned because the information contained in section 6 is not sufficient information
aor is not enough
aor is not mutually exclusive with appearing in a contact header of a register
aor is
aor is modified during a contingency as required
aor is the governing organization of the student academy and operates much like the aapa house of delegates
aor is valid only for a specific beneficiary and a specific denial issue
aor is from a very high level and could have placed them next to the big guys back in the
aor is a centralized component
aor is all about
aor is also needed to develop and exercise command over se
aor is a kind of music that many proggers feel at home with
aor is one of the finest game i have ever played
aor is mailed to nyack

"aor is not enough"
Totally corect for these!!!

Wednesday, May 16, 2007

rain coming

เขียนอย่างนี้ ไม่ได้จะมาพูดเรื่องพี่เรนตาตี่แต่อย่างใด
แต่สังเกตมั้ยว่าฝนเริ่มตกเป็นประจำ จนเริ่มเป็นฤดูกาล
และดูเหมือนว่ามันจะมาเป็นหนึ่งในอุปสรรคของงานที่ทำอยู่ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตอนเด็กๆชอบมากเวลาที่ได้นอนอยู่บ้าน ฟังเสียงฝนดังกระทบหลังคาบ้านดัง..แปะแปะ
นั้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่า เวลานอนอันมีค่าจะถูกยืดออกไปอีกสักหน่อย
ถึงแม้ว่าจะเป็นเช้าที่รีบเร่งขนาดไหนก็ตาม ทำไงได้ละ ก็ฝนมันตกหนิ..ช่วยไม่ได้จริงๆ
แต่ดูเหมือนข้ออ้างนี้จะใช้ไม่ค่อยได้ผลเมื่อเวลาผ่านไป..แย่วะ
แต่นั้นก็เป็นเพียงความรู้สึกที่ได้ซุกตัวอยู่ในผ้าอุ่นๆ ฟังเสียงฝน และพล่อยหลับไปอีกครั้ง

สายฝน ยินดีต้อนรับจ๊ะ

Tuesday, May 15, 2007

.

วันนี้ไปโรงบาลเป็นเพื่อนแม่
หมอนัดแม่ไปฉีดยา
เพิ่งรู้ว่ามันทรมาร..มาก
..และทำให้หวนคิดถึงยาย
อีกไม่กี่วัน..ยายก็จากไปครบหนึ่งปี
ในใจ..กลัวแม่จะหายไปเหมือนยาย
แอบเจ็บใจอยู่ลึกๆ ที่เอาเวลาไปทิ้งขว้าง
เพียงเพราะเอาความพอใจเป็นที่ตั้ง
...

Monday, May 14, 2007

เล่าด้วยภาพ..ว่าด้วยของกินในเวียดนาม


แค่น้ำมะนาว โซดาและน้ำตาลช้อนพูน..โซดาจัน..น้ำอัดลมแบบชาวบ้านก็อร่อยได้_Baoloc


เพราะมังสวิรัติ บนโต๊ะนี้เลยไร้สิ่งมีชีวิตตลอด 5 วัน_Baoloc


เพราะฝนกระหนำ่ เลยต้องมานั่งพักพิงที่ร้านกาแฟข้างทาง_ดาลัด


มิ้อคำ่ผีดผักจานโต กับลิโพขวดเท่าโค้ก..คืนนั้นหัวเราะจนกามค้าง_ดาลัด


เค้กหน้าตาจิมลิ้ม_ดาลัด


เพราะหิวและหนาว น้ำเต้าหู้ควันฉุยริมตลาดกลางคืนแค่นี้ก็อุ่นได้_ดาลัด


เครื่องดื่มที่ถูกเรียกว่า student foods น้ำอ้อยบวกส้มนิดหน่อย ถึงขนาดต้องขอสอง_Hue


แหนมเนืองแบบต้นตำรับ อร่อยสุดยอด..แต่แพงโคตร เพราะโดนหลอกอีกตามเคย..มันtac team กันมาทั้งประเทศ..พูดแล้วแค้น_Hoi an

Sunday, May 06, 2007

ปัดกวาด เช็ดถู

เดินเข้าบ้านเดิมๆ
หยิบชุดแม่บ้านมีระบายเล็กๆรอบตัวมาสวม
เอาละ..ได้เวลาทำความสะอาด
และปลุกชีวิตบล๊อคซะที...

สามเดือนบนถนนที่ชื่อว่าอิสระ
ไร้ซึ่งเวลาที่เคยเป็นของคนอื่น...
มันช่างสนุกสนานและเรื่อยเปื่อย
เงินเป็นปัจจัยกึ่งหลักกึ่งรอง สลับกันไปมา

นั่งพิจารณา..ทำไมไม่รู้สึกอยากเขียนเหมือนเคยเป็น
นั่งตอบตัวเอง..ได้ความว่า..
เพราะ...โล่ง
เพราะ...ว่าง
เพราะ...ปล่อยวาง
นั้นคงเป็นเหตุผลที่ดี และใช้ได้

จนกระทั่ง...ผู้หวังดีเดินมาบอกว่า..
เพ่ เพ่ หยากไย่ขึ้นแล้วเพ่..
ประกอบกับมีโอกาสได้พบ ได้เจอตัวหนังสือดีๆมากมาย
ทำให้เกิดส่วนผสมอยากหยิบตัวหนังสือมารอยเรียงเป็นเรื่องราวอีกครั้ง

....เอาละ บรรเลงได้...

Saturday, February 24, 2007

เสร็จสิ้นเสียที

ณ วันนี้เป็นวันที่จักขอประกาศถึงเวลาอันหนักหนาได้ลุล่วงไปอีกครั้ง ร่างสิบร่างได้รวมกันเป็นหนึ่ง สติที่แตกกระจายก็เรียกกลับมาได้เกินครึ่ง พร้อมที่จะเอาร่างกายออกนอกประเทศสยามแล้วววววว
เวียดนามมมม เจอกานนนนนนน
ปล.ตอนรู้ว่าที่อยู่ของมหาลัยไม่รับการส่งของแบบEMS ถึงกับแทบบ้า จาก4วัน กลายเป็น2 อาทิตย์อย่างใจหาย ยังดีที่นับจากวันประทับตรา เดินออกมายังผูกเอาความวิตกติดมากับตัวเองตลอดเวลา และตลอดเวลามันคงต่อสู้กับความชิลอย่างดุเดือดและพ่านแพ้เป็นแน่ เพราะเหมือนว่าตอนนี้จะสงบลงแล้ว และคงหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งรอเวลาล้างแค้นเจ้าความชิลลล...

Saturday, February 03, 2007

สาหัส

ช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุดแห่งปี คงไม่เกินสองสามอาทิตย์ระหว่างนี้แน่นอน
ทำงานอย่างมีแผนที่หลวมมากๆ จนเหมือนไม่ได้วางแผนอะไร
ทำงานไปเหมือนเล่นแจส ทำด้วยอารมณ์มันพาไป
เหนื่อย ง่วง และหมดแรง บางทีแอบมีไข้โผล่ขึ้นมาทักทาย
แต่แปลก...รู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก..ดีจัง

Friday, February 02, 2007

การบอกเลิกครั้งแรก

"พี่ปุ๋ยค่ะ..อ้อมีเรืองจะบอก อ้อขอลาออกค่ะ"
ประโยคนี้ซักซ้อมมาเป็นเวลาแรมเดือน และเมื่อ24 ฃม.ที่ผ่านมามันก็ได้ถูกเปล่งออกจากปากเราไปแล้วเรียบร้อย ท่ามกลางความนิ่งอึ่งของเจ้านาย โล่ง และโล่ง อย่างบอกไม่ถูก จริงอย่างที่ใครๆว่า พูดไปเถอะ แล้วจะรู้สึกสบายยยย..หนึ่งปีครี่งที่ผ่านมาดีกรีความเบื่อหน่ายเริ่มเข้ามาแทนที่จนรู้สึกได้ว่าไม่สมควรอยู่อีกต่อไป รังแต่จะทำให้งานแย่ และตัวเองก็แย่ หลังจากนี้ไปก็เหลือแต่งานแสดงและงานสมัครเรียน ซึ่งสาหัสพอกัน..
อีก 24 วันทำการ เราก็จะเก็บกระเป๋าลัดเลาะตามทางไปพำนักที่เวียดนามซะที

Saturday, January 27, 2007

ทำไงดีอ่ะ...โดนแทค!!

ปล่อยให้ตัวเองไมู่้รู้อยู่นานแสนนานว่าได้โดนการแทคเข้าให้แล้ว...
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบเดือนเห็นจะได้ แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะเขียนอะไร มีอะไรบ้างที่ไม่เคยเล่าให้เพื่อนฟัง หรือที่เพื่อนไม่ค่อยรู้กัน..ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีเอาซะเลย..เปิดเผยไปป่าวหว่าตู
แต่และแล้ววันนี้ก็เกิดมีความคิดบ้างอย่างที่พุ่งขึ้นมาในหัว และคิดว่าน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องนี้...

1 วันวาเลนไทน์ สมัยยังกระเตาะ ไปชอบเพื่อนร่วมห้อง ที่จนบัดนี้ยังสามารถจำชื่อจริง นามสกุลและชื่อเล่นได้อย่างแม่นยำ หน้าลูกครึ่งหน่อย ที่บ้านขายบันไดเลื่อนตัวละล้าน..ล้านสมัยโน้นเยอะแค่ไหนก็ไม่รู้...จำได้ว่าวันนั้นโขมยตังค์แม่ มาห้าบาท บวกกะที่ัตัวเองได้ทุกวันอีกห้าบาท เป็นเงินก้อนในการลงทุนเพื่อความรักครั้งแรกในชีวิต แล้ววันนั้นก็มีสติกเกอร์รูปหัวใจหลายๆแบบ หลายสีๆ นอนอยู่ใต้โต๊ะเป็นจำนวนมาก แกล้งเอาไปแปะคนโน้นที คนนี้ที แต่สุดท้ายก็ลงเอยอยู่ที่เพื่อนคนนั้นมากกว่าครึ่ง...ทำไปได้จริงๆ

2 ตอนม.ต้น เดินกลับบ้านกับเพื่อนบนทางเดินติดถนนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโพไซดอน แลนด์มาร์คอันสุดอลังการที่มีกจะบอกทุกคนเวลาจะต้องมาบ้าน วันนั้นเดินกลับกับเพื่อนสองสามคน ระหว่างทางเดินเม้าท์กันมาอย่างเมามันส์ และแล้วก็มีรถมาจอดเทียบพร้อมกับทำท่ามาถามทาง แต่เค้าพูดเสียงเบามากจนเราจะต้องขยับตัวเองเข้าไปใกล้รถของเค้า แต่ส่งที่เห็นคือไอ้นั้น..ตอนนั้นสงสัยว่ามันคืออวัยวะอะไรว่ะ หน้าตาพิิลึก..ช่างอ่อนต่อโลกเสียจิง 555 เราก็อุตส่าห์อยากช่วยเหลือ แต่ทำยังไงก็ไม่ได้ยินที่เค้าพูด จนเพื่อนต้องลากออกมาพร้ิอมกับด่าว่านี้แกโง่หรืออะไรว่ะ มั่วไปคุยกับมันอยู่ได้ นัน้มันพวกชอบโชว์..อ้าวว ใครจะไปรู้ฟระ

3 เวลาปิดเทอมทีไร พ่อกะแม่จะไล่ให้ไปอยู่บ้านยาย สิ่งเดียวที่บ้านยายมีให้เล่นคืออุปกรณ์ครัวที่แสนครบครัน ดังนั้นของเล่นที่คิดออกตอนนั้นคือการเล่นทำขนม โดยมียายมีหนูทดลอง..ขนมสารพัดอย่าง มีมาทำได้ไม่ซ้ำกัน จะมีติดใจก็อยู่เมนูเดียวคือฝอยทองที่ทำเท่าไรก็ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนที่เคยกิน จำได้ว่าความพยายามครั้งนั้นทำเอาไข่ร้านขายของชำข้างๆบ้าน กะน้ำตาลของยายเกลี้ยงสต๊อคไปเลย แต่ผลลัพท์ก็เป็นเหมือนเดิม คือก้อนน้ำตาลสีเหลืองกลิ่นไข่ ที่หลังจากนั้นก็ไม่คิดจะทำมันอีกเลย

4 กะ5 คิดไม่ออก แต่สุดท้ายตอนนี้กำลังจะไปดรอปเรียนไอเอลแย้วววว

ทิ้งไว้นานขนาดนี้ ไม่รู้จะไปแทคใครต่อแล้ว มาอ่านเอาขำๆแล้วกันนะ

Wednesday, January 24, 2007

-




สองสามวันมานีี้ การหลับการนอนตัวเองใกล้เคียงนกฮูกเข้าไปทุกที ความกังวลต่องานที่จะต้องทำยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งทำให้เดินสวนทางกับการผักผ่อนมากขึ้นเท่านั้น แต่กระนั้นเลย ความชิลก็เข้ามาสอดแทรกอยู่เป็นระยะ คล้ายจะบอกตัวเองว่าเอาน่า เหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน และมันก็สวนทางกับความจริงอีกเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ การไม่หลับไปนอน และลำบากตัวเองที่จะต้องแปกงานที่รับเร่งและกระเป๋าที่หนักอึ้งไปนอนบ้านคนอื่น เพียงเพื่อจะไปทำกิจกรรมที่ิดิดว่า ถ้าตัวเองปกติดีก็คงมีแนวโน้มไม่ทำมันแน่ๆ ก็อย่างที่เป็นมา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมีเหตุผลของมัน และครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่ามันอยากจะซ่อนตัวอยู่ลึกๆและเคลื่อนไหวอย่างเงียบเฉียบตล้ายยักษ์ที่แอบซ่อนคัวในถ้ำกลางป่าใหญ่ เพราะมันรู้ดีว่าทุกอย่างรอบตัวมันจะวุ่นวายเพียงใดหากใครมาเห็นเข้า ทางที่ดีก็คงจะต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป..ถึงแม้จะเคยเจอเคยผ่านความรู้สึกนี้มาแล้วนับครั้งแทบไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็เหมือนเป็นเรื่องใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ และป่าใหม่ และแน่นอนทุกอย่างที่ควรเป็นบนเรียนให้ดูแลตัวเองให้ดี ก็โดนยัดกลับไปอยู่ในลิ้นชักทุกครั้งและทำราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น และมันคงเป็นอย่างนี้ไปตลอด หากแม้แต่ใครสักคนจะกล้าเดินเข้าไปในถ้ำ เพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างพิจารณา ไม่แน่ว่าสักวันเจ้ายักษ์อาจจะได้ออกมาสู่โลกกว้างอย่างมีความสุข

Monday, January 22, 2007

อวด

สิ่งมีชีวิตสุดชิลสามตัว
ขออวดบันใดที่สร้างและตกแต่งเองกับมือ...
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการต่อยอดจากงานที่คนอื่นๆทำค้างไว้ก็ตาม..เพราะมัวแต่ไปคลุกอยู่ในครัว
แต่ยังไงก็ยังแอบภูมิใจเล็กๆว่ามันจบด้วยมือเรา :)
ขอตบท้ายด้วยกองแกลบแห่งความสุข ที่มักจะไปนอนเกลือกลิ้ง ดูดาว ท้าลมหนาวกันยามค่ำคืน


โอ้ยยยย...อยากกลับไปอีกจังเลยยย

Mindful Way


Photo By Joh
สองวันก่อนได้รับรูปนี้จากน้องร่วมคณะ ร่วมค่าย และอีกไม่นานจะเป็นน้องร่วมองศ์กรเดียวกัน โจ้.. ผู้ซึ่งไม่เคยรู้ว่าถ่ายรูปได้สวยขนาดนี้ ครั้งแรกที่เห็นภาพนี้ รู้สึกว่ามองแล้วไม่อยากจะละสายตา มองแล้วเห็นภาพ วัน และเวลาของค่าย
มือนี้ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใด รู้แต่ว่าชอบมองจัง...

Friday, January 05, 2007

Quote Number07

"สังคมเราสมัยนี้ ผลิตทรัพยากรมนุษย์ออกมาเพื่อเป็นเครื่องจักรชั้นดีของระบบการค้าเสรีและสังคมเมือง ก็เท่านั้นเอง"
โจน จันได,สันกู่ เชียงใหม่

อยู่ดอยย่ำดิน

ไอ้จ้อยสีขาวคันงาม คุณครูเกียร์กระปุกแห่งวันสันกู่

หนีความร้อนระอุ มาพึ่งความหนาวเย็น ณ สันกู่...อีกครั้ง
ด้วยอุณหภุมิเพียง 10กว่าองศา ทำให้เสื้อสี่ชั้นก็ยังไม่สามารถต้านทานได้
แต่..ขาสั้นกับเสื้อยืดบางๆก็เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกายไปท้าหนาวกลางลานแกลบกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง
สตาฟฝึกหัด หรือจำเป็น หรือจะอะไรแล้วแต่ แต่ก็พาร่างกายมาคลุกอยูในครัวตลอด 4 วัน
เหนื่อยอย่างแสนสาหัส แต่ก็ทำให้เห็นอะไรแปลกๆจากผู้คนที่เดินวนเวียนผ่านเข้ามา ทั้งมีความสุขและปลงไปในเวลาเดียวกัน

"The more you stay the same, the more it seem to chenge,don't you think it's strange"

ถึงคราวนี้จะมีสถิติฟิ่วขาดไปก็ตาม ก็ถือได้ว่าผ่านมาได้อย่างดีและไม่ได้ทำให้ใครฉุนเฉียวตาม
อยากจะขอโทษ หากฟาดหางไปโดนใครเข้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ...
และด้วยอาการของการคลุกอยู่ในครัวอย่างแท้จริงนั้นเอง เลยกลายเป็นว่ากิจกรรมที่พึ่งจะต้องได้กระทำทั้งหลาย ก็เป็นอันอดไปโดยปริยาย..จึงทำให้ต้องตัดสินใจอยู่ต่ออีก2วัน ให้เป็นข้ออ้างไม่ต้องมาทำงานนั่งโตะที่แสนจะปวดใจ...ที่กรุงเทพมหานคร
หลังสิ้นเสียงกระหึ่มของรถบัสขนาด 40 คนนั่งค่อยๆเลื่อนหายไปตามระยะทาง บรรยากาศของความชิลก็ได้บังเกิดขึ้นอย่างรู้สึกได้ วงอาหารเล็กๆเพียงไม่กี่คน และรถสีขาวคันจ้อยที่อาศัยการขับขี่ของมือใหม่พา 5 ชีวิตออกจากความเงียบสงบปสู่แสงสียามค่ำคืนในตัวเมืองเชียงใหม่ เพียงเพื่อกาแฟ 1 แก้ว ...จำได้ว่ากาแฟแก้วนั้นถึงรสชาดจะไม่ดีเท่าไร ก็แต่กลมกล่อมไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง..ที่สามารถนั่งยิ้มและฮัมเพลงคนเดียวได้ตลอดทาง
คืนนั้นจบลงด้วยวงสนทนาเล็กๆ ณ เวลาที่ไก่เตรียมโก่งคอขันรับเช้าวันใหม่...
ก่อนกลับขอฝากรอยจารึกไว้บนบันไดด้วยการก่อสร้างบันไดสู่หอคอยแห่งความสุข(หรือส้วม)ให้เสร็จสิ้นลง ก้อนดินแข็งๆ เหลวๆ ผสมกับเสียงหัวเราะ บันไดสู่ความสุขก็เสร็จลงอย่างมีชีวิตชีวา.
อยากเอาเวลาที่เหลืออยู่ คูณสองแล้วปล่อยให้มันไหลเอื่อยๆตามทางของมันซะจริงจริง...

Saturday, December 23, 2006

*-*

ไปนอนฟังเพลงที่งาน 4th Jazz Festivel มา
1020 บาท กับเวลา 6ชั่วโมง
ที่เราสามคน พี่แมค เกด และเรา
ได้เป็นเด็กกระจอกที่เห็นดาวซิกแซกเต็มท้องฟ้า
กับลิซ่า โอโนะที่ขาวอวบ และร้องเพลงเหมือนในแผ่นซีดี
อากาศเย็นๆ น่าจะมีไวน์สักขวดอยู่มือตอนนั้น คงจะดีไม่น้อยทีเดียว
เวลาที่ 5บาทสุดท้าย ยังไม่อยากกลับบ้านไปอยู่เหงาๆคนเดียวเลยจิงๆ

Sunday, December 17, 2006

Quote Number 06

"จะทุกข์ หรือไม่ทุกข์ มันอยู่ที่ใจเราทั้งนั้น"
หลวงพี่ฟับเจือง,สันกู่,เชียงใหม่

Friday, December 08, 2006

ย่ำดินแบบไม่ตั้งใจ

4วันที่ผ่านมา หนีความร้อนไปพึ่งเย็นอีกครั้งที่เชียงใหม่
แต่คราวนี้ ไม่ได้ขอพึ่งแค่อากาศ หากแต่เป็นขอไปพึ่งความเย็นของจิตใจด้วย
เดิมทีเดียว โปรแกรมคราวนี้ ไม่เคยรู้มาก่อน ตอนแรกที่รู้ว่าจะต้องปฏิบัตธรรมด้วย ร่างกายก็รู้สึกร้อนผ่าวคลายกับของขึ้น ก็เคมีมันไม่ตรงกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร..จริงๆก็คือเป็นคนค่อนข้างanti วัด เข้าได้ แต่ไม่ศรัทธาก็เท่านั้นเอง..คราวนี้คงมีไรดลใจให้ลากสังขารไปถึงเชียงใหม่...จนได้

แต่4วันที่ผ่านมานี้..มันเกินคาด เกินจากทุกอย่างที่คิดไว้ ทั้งเรื่องความคิดในการปฏิบัติธรรม เพือนฝูงและผู้คนที่ได้เจอ รวมถึงกริยาของพระสงฆ์ หรือภิกษุที่เคยได้รับรู้มาแต่ยังเยาว์ตีนเท่าฝาหอย ทำให้4 วันที่อยู่นั้นเกิดคำถามขึ้นมากมาย
ทำไมสัมผัสได้ ทำไมยิ้มได้ทั้งวัน ทำไมใจดี ทำไมมองโลกในแง่ดี ทำไม ทำไม และทำไม..สิ่งที่ได้รับไม่รู้ถือว่าเป็นคำตอบหรือเปล่า มันเป็นเพียงประโยคของคำถามของคนอื่นที่เราบังเอิญอยู่แถวนั้นและได้ยินเข้า..หลวงพี่ฟับเจือง คือบุคคลที่ได้กล่าวประโยคจื๊ดใจนั้นออกมา เดิมทีท่านก็เป็นปุตุชนที่แสนจะธรรมดา มีงานการต้องทำ มีงานต้องรับผิดชอบ มีเรืองร้ายและดีที่ต้องพบเจอ และอีกมากมาย แต่ท่านเรียกตัวเองว่าเป็นผู้โชคดี โชคดีจากบุญเก่าแก่ที่ปู่ย่าตายายได้ทำไว้ให้ ตั้งแต่เกิดมาท่านมีแต่รับอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราได้เห็น เราได้เห็นว่าท่านได้ให้ แต่ท่านให้แบบไม่รู้ตัว ทั้งวาจาและกิริยาของท่าน ทำให้คนที่อยู่รอบข้างสบายใจและมีรอยยิ้มได้ตลอดเวลา

ในค่ายนี้ ถึงแม้จะมีเวลาเพียงแค่ 4วัน 3 คืนบนดอย 2 คืนบนรถ ก็ทำให้คนกลุ่มนึงที่มีใจคล้ายๆกันได้มารวมตัวกันและสร้างเสียงหัวเราะร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวัดหรือบริหารจิตด้วยความเงียบก็ตาม ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบก็ตัวเอง และการดูแลห้องครัวกะอาหารทุกมื้อ ก็ดูจะเป็นความรับผิดชอบของเราไปโดยปริยาย เนื่องจากติดสอยห้อยตามน้องมาช่วยทำงาน ห้องครัวดูเป็นศูนย์รวมของคนตบะแตก และเราก็เป็นนึงในนั้นอยางแน่นอน เป็นห้องที่ทำให้เราชาวดีแตก มาปล่อยใจเงียบในอากาศเย็นๆยามเช้าตรูที่ไม่เคยเห็นตอนอยู่กรุงเทพ นอกเสียจากว่าไม่ได้นอนมาตั้งแต่คืนก่อน ที่หลบบุญในวันที่ขี้เกียจนั่งสมาธิและสวดมนต์

คิดว่าถึงกลับกรุงเทพไปนานเท่าไร เสียงระฆังก็ยังคงกังวานอยู่ในใจ แต่ที่ไม่แน่ใจก็คือว่าจะสามารถยิ้มได้อย่างสุขใจเหมือนตอนที่อยู่ที่ค่ายได้อีกหรือเปล่า เพราะที่นี้มลพิษมันเยอะเหลือเกิน ถึงอย่างไรก็ยังมั่นใจว่าประโยคที่ได้ยินก็จะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจให้ไม่ลืมที่นี้ไปอีกนานแสนนาน

Wednesday, December 06, 2006

ได้โปรด

ไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกที่เหมือนจริงขนาดนี้มาก่อน
ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเหนื่อยล้าและใจหายอย่ารุนแรง
ในฝัน...ร้องไห้อย่างกับคนบ้า
ในฝัน...ไม่เห็นแม่ แม้แต่ร่องรอยใดใด นอกจากรองเท้าที่ไหม้เกรียม 1 ข้าง
ความฝัน...ที่ความจริงอยากให้เป็นเพียงแค่ความฝัน ตลอดไป
.....ได้โปรด