Sunday, August 31, 2008
Thursday, August 28, 2008
เล่นว่าวๆๆ



ที่นี้เค้าเปิดเรียนด้วยการชวนคำทั้งโรงเรียนประดิาฐ์ว่าวไปเล่นกัน..แจ๋วโคตร!!
ที่ที่ไปเล่น อยู่ห่างจากโรงเรียนไปไม่เท่าไร
เป็นพื้นทีโล่งๆที่คั่นอยู่ระหว่างถนนหลักสองเส้นที่วิ่งขนานกันตามความยาวของเกาะ
ที่นั้น ลมแรง หนาวจนขนลุก และเต็มไปด้วยขี้ม้า..
หืมม..มีม้าอยู่หลายตัว และดูเหมือนว่ามันคุ้นเคยดีกับคนเลยทีเดียว
หลังจากลองพยายามทำให้ว่าวกินลมได้ไม่กี่ครั้ง มันก็พัง
ความสนใจเลยเบนไปที่ม้าที่ยืนมองพวกเราอยู่อย่างสนใจ
..ไอ้มนุษย์พวกนี้ มันทำไรกันอยู่วะ?
และไม่นาน มันก็คิดว่าเศษว่าวของเราเป็นอาหาร
มันเข้ามาสำรวจและพยายามจะกินซะให้ได้..อย่างที่เห็น
หอบเอาความหนาวกลับมาที่โรงเรียน แล้วก็พบว่าแม่ครัวได้เตรียมชา กาแฟ และคุ๊กกี้ไว้ให้
มันหอมมาก และอุ่นมากด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ฮอกวอตส์ยังไงยังงั้นเลย..แจ๋วโคตร!
(พอดีกำลังอ่านHarry Potter เล่มสุดท้ายอยู่ด้วย แอบอินนิดหน่อย)
Tuesday, August 26, 2008
Sunday, August 24, 2008
...
วันนี้ว่าง...จัด จัด
เดินไปสำรวจรอบๆโรงเรียนอีกครั้ง
เดินไป เดินมา เดินไปเกือบ 6 กม.
ทั้งที่ฝนตกปรอยๆตลอดเวลา
ผ่านทุ่งหญ้า ฟาร์มหัวหอมใหญ่
ไร่ข้าว และถนนเล็กๆสำหรับจักรยาน
มองลงดูบนพื้นผิวถนนอย่างพิจารณา
เห็นทะเลไส้เดือนจำนวนนึง..
กำลังพยายามย้ายร่างตัวเองข้ามไปยังอีกฝั่งของถนน
บ้างตัวยาว บ้างตัวสั้น..
ที่สั้น เพราะโดนรถทับขาด
บางตัวยังมีชีวิต บางตัวขาดใจไปนานแล้ว
ปล่อยให้ภารกิจนี้ เป็นหน้าที่ของเพื่อนตัวอื่นๆไป
อยากนั่งดูมันเลื่อยไปเรื่อยๆ
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุก เพราะจำนวนของมัน
บรึ๊ยยย.ย.
เดินไปสำรวจรอบๆโรงเรียนอีกครั้ง
เดินไป เดินมา เดินไปเกือบ 6 กม.
ทั้งที่ฝนตกปรอยๆตลอดเวลา
ผ่านทุ่งหญ้า ฟาร์มหัวหอมใหญ่
ไร่ข้าว และถนนเล็กๆสำหรับจักรยาน
มองลงดูบนพื้นผิวถนนอย่างพิจารณา
เห็นทะเลไส้เดือนจำนวนนึง..
กำลังพยายามย้ายร่างตัวเองข้ามไปยังอีกฝั่งของถนน
บ้างตัวยาว บ้างตัวสั้น..
ที่สั้น เพราะโดนรถทับขาด
บางตัวยังมีชีวิต บางตัวขาดใจไปนานแล้ว
ปล่อยให้ภารกิจนี้ เป็นหน้าที่ของเพื่อนตัวอื่นๆไป
อยากนั่งดูมันเลื่อยไปเรื่อยๆ
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุก เพราะจำนวนของมัน
บรึ๊ยยย.ย.
Friday, August 22, 2008
ณ ห้องหมายเลข 4


วันที่สอง
capellagarden,
Vickelby, Sweden
08.04 am
วันนี้เปลี่ยนกรอบหน้าต่างใหม่ แต่ทิวทัศน์ที่ได้เห็นยังคงเหมือนเดิม
เป็นต้นไม้ สนามหญ้าและแปลงดอกไม้หลากสี
กรอบไม้สนสีน้ำตาลซีดๆ สีของมันบ่งบอกอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายสิบปี
เมื่อวานเพิ่งย้ายห้องพัก เป็นอาคารเก่าอีกหลังที่อยู่ในบริเวณโรงเรียน ชื่อว่า Atelje
ณ ห้องหมายเลข 4
โต๊ะเขียนหนังสือตัวใหญ่กินเนื้อที่เกือบครึ่งในห้อง วางขนานชิดหน้าต่าง
ทำงานไป มองเห็นนกบินผ่าน ต้นไม้เอนไหว และฝรั่งทำสวน
ไม่ค่อยคุ้นกับการเห็นฝรั่งหัวทอง ผิวขาวนั่งทำสวน
ที่จำได้ เป็นคุณลุงแก่ๆ ผิวย่นๆ คล้ำและกร่ำแดดจนเกรียมเข้ม.
มาถึงที่นี้ ยังคงเปิดเพลงไทยฟังอยู่ตลอดเวลา ก็มันยังคุ้นเคย
เมื่อวานมีเพื่อนสวีเดนมาเยี่ยมถึงบ้าน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่ามีใครอยู่
ทำให้เมื่อคืนมีเสียงหัวเราะกันนิดหน่อย และด้วยความใจดีของเค้า
ทำให้เช้านี้ของเรา มีอาหารเช้าดีๆแบบสวีดิชกินกับเค้าบ้าง
โยเกิร์ต ซีเรียล ชีส เนยและมะเขีือเทศที่หอมกลิ่นอ่อนๆนอนกลิ้งมากับชาในกระป๋อง
ละมุนมาก สำหรับเช้าวันนี้
และด้วยรอยยิ้มแกมบังคับของเรา สายวันนี้เราจะไป Shopping ในเมืองกัน!!
เสื้อcoat ยาสระผม รองเท้า จักรยาน และอาหารไทย คือสิ่งที่ปราถนาจะเจอในวันนี้
wish me luck!!
Thursday, August 21, 2008
frist day in Sweden
วันแรกที่ห่างบ้านมาไกลกว่า 1000 ไมล์
คิดถึง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงจากเครื่องบิน
โลโก้การบินไทย มีความหมายสุดๆ ก็งานนี้
มันเป็นเครื่องหมายเดียวที่ทำให้รู้ว่ายังมีอะไรที่เชื่อมต่อกันอยู่ระหว่างที่นี่กับบ้าน
ทำให้เข้าใจคนไกลบ้านทั้งหลายที่ตื่นเต้นได้แม้กระทั่งเจอคนไทยเดินสวนกันไป
ที่นี้เป็นเมืองเล็กมาก มีคนอยู่ไม่ถึง 300 คน ฉะนั้นยากมากที่จะเจอคนไทย
แม้กระทั้งคนเอเชียด้วยกันก็ตาม มื้อเที่ยงของวันแรกเลยกินมาม่าซะเลย
คนที่นี่น่ารัก เค้าตอนรับเราด้วย welcome tea และ cookie ที่หน้าตาเหมือนtoffee cake ที่มีมะพร้าวโป๊ะอยู่ข้างบน อร่อยมาก จนอยากกินไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องก้มมองพุงตัวเองไปพร้อมๆกัน
มาม่าวันนี้ เลยมีคนต่างชาติมาแจม เป็นการเลี้ยงอาหารกันไปมา แอบกังวลว่าเค้าจะท้องเสีย
แต่ก็เห็นว่า enjoy eating ดี เลยปล่อยผ่านไป ฮาๆๆ
ตอนนี้ถ้าใครได้เห็นว่าโรงเรียนเป็นไง คงอิจฉากันไม่น้อย สำหรับมนุษย์ขี้ chill ทั้งหลาย
นั่งเขียนหนังสือที่ริมหน้าต่างห้องนอนชั้นสอง มองเห็นโรงแรมเล็กๆสีเหลืองอ่อนๆที่อยู่ตรงข้าม ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ สีม่วง สีเขียวเป็นฉากหลัง พร้อมกันเอนไหวและส่งเสียงกันผ่านสายลมมาเป็นระลอกๆ
วันนี้หมดไปกับการนั่งมองต้นไม้ เดินไปสำรวจที่นารอบๆโรงเรียน
นาเค้าไม่เขียวเหมือนบ้านเรา ไม่มีควาย
แต่ได้กลิ่นขี้วัว พอให้นึกถึงบ้านขึ้นมาได้เป็นระยะๆ
หวังว่าทุกคนคงจะสบายดี
Sunday, August 17, 2008
last call
สองสามวันนี้ ได้พูดคำว่า "จะไม่ได้เจอกันอีกนานเลยนะ"บ่อยมาก
พูดเพราะใจหาย พูดเพราะมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
การไปเรียน ไม่ใช่ไปตาย เพื่อนคนนึงบอกไว้
แต่การห่างกันไป ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำใครตกหล่นไปเช่นกัน
ในวันและเวลาที่มีร่วมกันมา ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว มันมีความหมายกับเราทั้งนั้น
อยากจะขอบคุณทุกคน สำหรับทุกอย่างที่เคยให้และรับจากกันและกัน
ทั้งเวลาที่มีรอยยิ้ม และมีน้ำตา
เราไม่เคยอยู่คนเดียว เรารู้่ว่าเราจะมีเพื่อนเคียงข้างเสมอ
และจะจดจำตลอดไป
แล้วเจอกันนะ :)
พูดเพราะใจหาย พูดเพราะมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
การไปเรียน ไม่ใช่ไปตาย เพื่อนคนนึงบอกไว้
แต่การห่างกันไป ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำใครตกหล่นไปเช่นกัน
ในวันและเวลาที่มีร่วมกันมา ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว มันมีความหมายกับเราทั้งนั้น
อยากจะขอบคุณทุกคน สำหรับทุกอย่างที่เคยให้และรับจากกันและกัน
ทั้งเวลาที่มีรอยยิ้ม และมีน้ำตา
เราไม่เคยอยู่คนเดียว เรารู้่ว่าเราจะมีเพื่อนเคียงข้างเสมอ
และจะจดจำตลอดไป
แล้วเจอกันนะ :)
Thursday, August 07, 2008
ขอบริจาค..ใบหวยยยยย
Monday, August 04, 2008
Thursday, July 31, 2008
.
Wednesday, July 30, 2008
สภาวะธรรม
เค้าว่ากันไว้ว่า..
หากครั้งนึง เราได้จมอยู่กับเรื่องสักเรื่องอย่างเข้มข้นเป็นเวลานาน
จิตที่ทำงาน ไปพร้อมๆกับร่างกายนั้น จะจดจำและซึมซับเรื่องนั้นเข้าไปโดยอัตโนมัติ
บางทีเราอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว แปลกดีนะเจ้าจิตเนี่ย
ไอ้ที่เจ็บปวด ทรมาร เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีเนี่ย
จู่ๆ เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้า กลับกลายเป็นว่ามันหายไปซะเฉยๆ
ความเจ็บปวดติดปีกไปแล้ว ความทรมารมุดลงดินไปตั้งแต่เมื่อไร
ไม่ทันได้รู้ตัว ทำไม? งง?
จิตมันจำได้ว่ามันเกิดมาได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร
เหมือนหนังโปรดสักเรื่องที่กรอดูแล้วดูอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนจำได้ว่าแต่ละคำพูด แต่ละประโยคของดาราตัวโปรดเค้าพูดไรกันบ้าง
ไอ้ฉากที่ตื่นเต้นๆ ก็ผ่านตามานับครั้งไม่ถ้วน พอเอามาดูเพิ่มอีกซักรอบ จากตื่นเต้นก็เลยกลายเป็นเฉยๆซะอย่างนั้น
ก็มันจำได้นิว่ามันจะยิงกันตอนไหน แล้วจะตื่นเต้นทำไมละ
แล้วเค้าก็เลยว่ากันอีกว่า..
นั้นเรียกได้ว่า เราพบแล้วซึ่งสภาวะธรรมของกิเลสอย่างหยาบ
ใช่..มันหยาบ มันคือความสงสัย ความน้อยใจ และความโกรธ
แสดงว่าที่ละเอียดกว่านี้ น่าจะสาหัสไม่น้อยเลยทีเดียว
แค่คิดก็สยองแล้ว..
อะ กลับมาอยู่กับปัจจุบันและรอดูการมาของหนังเรื่องต่อไปกันเถอะเรา :)
หากครั้งนึง เราได้จมอยู่กับเรื่องสักเรื่องอย่างเข้มข้นเป็นเวลานาน
จิตที่ทำงาน ไปพร้อมๆกับร่างกายนั้น จะจดจำและซึมซับเรื่องนั้นเข้าไปโดยอัตโนมัติ
บางทีเราอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว แปลกดีนะเจ้าจิตเนี่ย
ไอ้ที่เจ็บปวด ทรมาร เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีเนี่ย
จู่ๆ เมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้า กลับกลายเป็นว่ามันหายไปซะเฉยๆ
ความเจ็บปวดติดปีกไปแล้ว ความทรมารมุดลงดินไปตั้งแต่เมื่อไร
ไม่ทันได้รู้ตัว ทำไม? งง?
จิตมันจำได้ว่ามันเกิดมาได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร
เหมือนหนังโปรดสักเรื่องที่กรอดูแล้วดูอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนจำได้ว่าแต่ละคำพูด แต่ละประโยคของดาราตัวโปรดเค้าพูดไรกันบ้าง
ไอ้ฉากที่ตื่นเต้นๆ ก็ผ่านตามานับครั้งไม่ถ้วน พอเอามาดูเพิ่มอีกซักรอบ จากตื่นเต้นก็เลยกลายเป็นเฉยๆซะอย่างนั้น
ก็มันจำได้นิว่ามันจะยิงกันตอนไหน แล้วจะตื่นเต้นทำไมละ
แล้วเค้าก็เลยว่ากันอีกว่า..
นั้นเรียกได้ว่า เราพบแล้วซึ่งสภาวะธรรมของกิเลสอย่างหยาบ
ใช่..มันหยาบ มันคือความสงสัย ความน้อยใจ และความโกรธ
แสดงว่าที่ละเอียดกว่านี้ น่าจะสาหัสไม่น้อยเลยทีเดียว
แค่คิดก็สยองแล้ว..
อะ กลับมาอยู่กับปัจจุบันและรอดูการมาของหนังเรื่องต่อไปกันเถอะเรา :)
Sunday, July 27, 2008
ปรุงชีวิต
เป็นเวลาเกือบ3 เดือนแล้วที่ปล่อยให้ตัวเองเป็นคนไร้การงาน
มีเรื่องราวมากๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทั้งดี และร้าย
คล้ายกับโลกยังคงต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทุกวินาทีที่ยังหายใจ
มีคนเคยบอกว่า ความสุขมันก็ลอยอยู่ในอากาศ..
งั้นความทุกข์ก็คงเช่นกัน สุดแท้แต่เราจะเลือกรับอะไรเข้ามา
คงเพราะเป็นคนสีเทาๆ เลยมีทั้งสองอย่างวนเวียน สลับกันไปมา
ยังคงตั้งคำถามกับความต้องการของชีวิตไม่เว้นนาที
ความไว้วางใจ ดูเรียบง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน
สมองน้อยๆ กับความตั้งใจพอสมควร ยังไม่สามารถพาไปเจอคำตอบได้
คงต้องพยายามใส่ความวางใจในส่วนผสมมากกว่านี้
ชีิวิตคงเหมือนการปรุงอาหาร ทุกอย่างควรสมดุล
ถึงจะลงตัว ถึงจะอร่อย
เปรี้ยวไป สำหรับบางคนก็ไม่ถูกปาก
เผ็ดไป สำหรับบางคน คงรับเข้าปากไม่ได้เลย
ความกลมกล่อมสิ ถึงจะเป็นสิ่งที่หลายคนปราถนา
มีมาตราฐาน ยอมรับ และไม่เปลี่ยนแปลง
แต่นั้นหรือ ที่เรียกได้ว่าชีวิต เรียกได้ว่ากำลังมีชีวิต
คนเรา..ในระหว่างปรุงชีิวิตในสูตรของตัวเอง
คงมีบ้างที่ทำมีดบาดนิ้ว ทำจานแตก ทำหม้อตกใส่เท้า
แต่นั้นก็ทำให้เราใช้มีดในครั้งถัดมาชำนาณขึ้น
จับจานให้มั่นคงขึ้น และคอยดูแลหม้อให้อยู่ในที่ของมัน
มันคือบทเรียน ไม่ใช่ตราบาป
เรียนรู้และเดินต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่างมักจะมาและผ่านไปตามเวลาของมัน
สุดท้ายจะเหลือเพียงตะกอนของความทรงจำ
ที่นอนนิ่ง และเงียบเชียบอยู่ในหัวและในใจ
ยังชื่นใจ...ทุกครั้งที่ได้นึกถึง
สูตรชีวิต ที่ไม่มีใครเหมือน และคงไม่เหมือนใคร
ถึงแม้รสชาดอาจยังไม่ถูกปากใครๆ
แต่มันปรุงด้วยใจ ใจที่ไม่เคยคิดร้ายกับใคร
วันนี้มันอาจจะเค็มไปบ้าง เพราะน้ำตาไหลง่ายไปหน่อย
แต่จะพยายามเต็มหวานด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ่อยๆ
อีกไม่นาน มันคงจะลงตัว..ในสักวัน
มีเรื่องราวมากๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทั้งดี และร้าย
คล้ายกับโลกยังคงต้องการทดสอบความแข็งแกร่งทุกวินาทีที่ยังหายใจ
มีคนเคยบอกว่า ความสุขมันก็ลอยอยู่ในอากาศ..
งั้นความทุกข์ก็คงเช่นกัน สุดแท้แต่เราจะเลือกรับอะไรเข้ามา
คงเพราะเป็นคนสีเทาๆ เลยมีทั้งสองอย่างวนเวียน สลับกันไปมา
ยังคงตั้งคำถามกับความต้องการของชีวิตไม่เว้นนาที
ความไว้วางใจ ดูเรียบง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน
สมองน้อยๆ กับความตั้งใจพอสมควร ยังไม่สามารถพาไปเจอคำตอบได้
คงต้องพยายามใส่ความวางใจในส่วนผสมมากกว่านี้
ชีิวิตคงเหมือนการปรุงอาหาร ทุกอย่างควรสมดุล
ถึงจะลงตัว ถึงจะอร่อย
เปรี้ยวไป สำหรับบางคนก็ไม่ถูกปาก
เผ็ดไป สำหรับบางคน คงรับเข้าปากไม่ได้เลย
ความกลมกล่อมสิ ถึงจะเป็นสิ่งที่หลายคนปราถนา
มีมาตราฐาน ยอมรับ และไม่เปลี่ยนแปลง
แต่นั้นหรือ ที่เรียกได้ว่าชีวิต เรียกได้ว่ากำลังมีชีวิต
คนเรา..ในระหว่างปรุงชีิวิตในสูตรของตัวเอง
คงมีบ้างที่ทำมีดบาดนิ้ว ทำจานแตก ทำหม้อตกใส่เท้า
แต่นั้นก็ทำให้เราใช้มีดในครั้งถัดมาชำนาณขึ้น
จับจานให้มั่นคงขึ้น และคอยดูแลหม้อให้อยู่ในที่ของมัน
มันคือบทเรียน ไม่ใช่ตราบาป
เรียนรู้และเดินต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่างมักจะมาและผ่านไปตามเวลาของมัน
สุดท้ายจะเหลือเพียงตะกอนของความทรงจำ
ที่นอนนิ่ง และเงียบเชียบอยู่ในหัวและในใจ
ยังชื่นใจ...ทุกครั้งที่ได้นึกถึง
สูตรชีวิต ที่ไม่มีใครเหมือน และคงไม่เหมือนใคร
ถึงแม้รสชาดอาจยังไม่ถูกปากใครๆ
แต่มันปรุงด้วยใจ ใจที่ไม่เคยคิดร้ายกับใคร
วันนี้มันอาจจะเค็มไปบ้าง เพราะน้ำตาไหลง่ายไปหน่อย
แต่จะพยายามเต็มหวานด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ่อยๆ
อีกไม่นาน มันคงจะลงตัว..ในสักวัน
Wednesday, July 23, 2008
มิตรภาพ
มิตร คือคำตอบต่อความต้องการของเธอเขาเป็นเสมือนท้องทุ่ง...ที่เธอหว่านด้วยความรัก
และเก็บเกี่ยวด้วยความขอบคุณ
และเขาเป็นดุจโต๊ะอาหารและร่มไม้ของเธอ
ด้วยเหตุว่า เธอมาสู่เขาด้วยความหิวโหย
และเธอใฝ่หาเขาด้วยความสงบใจ
เมื่อเพื่อนพูดเปิดอก เธอย่อมไม่กลัวที่จะขัดแย้งหรือสนับสนุน
และเมื่อเขานิ่งเงียบ ดวงใจของเธอก็มิได้หยุดฟังสำเนียงจากดวงใจของเขา
เพราะในมิตรภาพนั้น ความนึกคิด ความปรารถนา และความมุ่งหวังทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้นและร่วมรับรู้ด้วยกันในความสงัด
และด้วยความปราโมทย์อันไร้คำกล่าวใดๆ
เมื่อยามต้องจากเพื่อน เธอก็ไม่เศร้าโศก
เพราะคุณธรรมในเขาอันเธอรักยิ่งนั้น จะปรากฎชัดแจ้งขึ้นในยามห่างไกล
เช่นเดียวกับที่ชาวเขาจะเห็นยอดผาชัดแจ้ง ก็ต่อเมื่อมองจากทุ่งหญ้าเท่านั้น
และขออย่าได้มีความมุ่งหมายใดๆ ในมิตรภาพเลย
นอกจากเพื่อขยายดวงวิญญาณให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้น
เพราะความรักที่มุ่งหวังสิ่งใดอื่น...
นอกจากเพียงเพื่อเปิดเผยความล้ำลึกของตนเองนั้น...มิใช่ความรัก
แต่เป็นร่างแหที่ถูกเหวี่ยงทอดออก และจะจับเอาไว้ได้ก็แต่สิ่งที่ไร้คุณค่าเท่านั้น
และจงให้สิ่งที่ดีที่สุด แก่มิตรของเธอ
ถ้าหากเขาจำต้องรู้ระดับน้ำของเธอขณะน้ำลด
ก็ขอให้เขาได้รู้ขณะมันเอ่อท่วมท้นด้วย
เพื่อนที่เธอแสวงหา...
เฉพาะขณะเมื่อยามต้องการฆ่าเวลานั้น ...จะมีคุณค่าอะไร
จงใฝ่หาเขา ขณะที่เธอปรารถนาจะดำรงอยู่อย่างแท้จริงด้วย
เพราะเขามีหน้าที่ ...อันจะทำความปรารถนา
มิใช่ ความว่างเปล่าของเธอให้เต็มเปี่ยม
และในความหวานชื่นของมิตรภาพ
ขอจงมีเสียงหัวเราะและการร่วมเริงบันเทิง
เพราะในหยาดน้ำค้างของสิ่งเล็กน้อยนั้นเอง
ดวงใจจะได้พบรุ่งอรุณของมัน...และกลับสดใสอีก
คาลิล ยิบราน
http://www.olddreamz.com/bookshelf/prophet/prophet.html
Saturday, July 19, 2008
Thursday, July 17, 2008
ทางสายใน
....
อย่าเกลียดตัวเองเมื่อล้มเหลว อย่าหลงตัวเองเมื่อสำเร็จ
แต่จงเรียนรู้จากเรื่องราวเหล่านั้นและใช้มันเป็นแสงสว่าง
เมื่ออยากเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นทาง ต้องกำจัดสิ่งกีดขวางคืออัตตา
ชีวิตที่นำโดยอหังการ์ ย่อมไม่มีวันได้ก้าวไกล
จงอาศัย “ดวงจิตของผู้เริ่มต้นใหม่” เผาสลายอวิชชา
จงเดินทางดั่งสายน้ำ ที่ไม่ยึดในรูปลักษณ์
พร้อมไหลเชี่ยวกลางภูผา พร้อมไหล่บ่าจากขุนเขา
สงัดนิ่งซ่อนเงาในหุบเหวใต้ร่มวนา
ทั้งคดเคี้ยวและเลี้ยวโค้ง ทั้งเหยียดตรงและแผ่กว้าง
ผ่านทุ่งโล่งอ้างว้าง เพื่อคืนกลับท้องทะเล
แล้ววันหนึ่งเมื่อถูกถามว่าคือใคร เธออาจให้คำตอบ
เธอมิใช่สิ่งนั้น เธอมิใช่สิ่งนี้ เธอมิใช่ความชั่ว มิใช่ความดี
หากเธอคือเธอ...เท่าที่เป็นอยู่ เป็นมา และเป็นไป
ใช่...เธอคือความเคลื่อนไหว ดั่งดวงดาวเคลื่อนโคจร
วันที่พบตัวเอง คือวันที่เธอรู้สึกดีกับตัวเอง โดยไม่ต้องชี้แจงต่อผู้ใด
ในวันนั้นเธอกอดกับหมาข้างถนน หรือแบ่งความจนกับเพื่อนมนุษย์
ทั้งหมดนี้หากเกิดขึ้นอย่างพิสุทธิ์ แล้วมันจะเป็นไร
ความรู้สึกดีๆ...ไม่มีคำอธิบาย
....
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
อย่าเกลียดตัวเองเมื่อล้มเหลว อย่าหลงตัวเองเมื่อสำเร็จ
แต่จงเรียนรู้จากเรื่องราวเหล่านั้นและใช้มันเป็นแสงสว่าง
เมื่ออยากเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นทาง ต้องกำจัดสิ่งกีดขวางคืออัตตา
ชีวิตที่นำโดยอหังการ์ ย่อมไม่มีวันได้ก้าวไกล
จงอาศัย “ดวงจิตของผู้เริ่มต้นใหม่” เผาสลายอวิชชา
จงเดินทางดั่งสายน้ำ ที่ไม่ยึดในรูปลักษณ์
พร้อมไหลเชี่ยวกลางภูผา พร้อมไหล่บ่าจากขุนเขา
สงัดนิ่งซ่อนเงาในหุบเหวใต้ร่มวนา
ทั้งคดเคี้ยวและเลี้ยวโค้ง ทั้งเหยียดตรงและแผ่กว้าง
ผ่านทุ่งโล่งอ้างว้าง เพื่อคืนกลับท้องทะเล
แล้ววันหนึ่งเมื่อถูกถามว่าคือใคร เธออาจให้คำตอบ
เธอมิใช่สิ่งนั้น เธอมิใช่สิ่งนี้ เธอมิใช่ความชั่ว มิใช่ความดี
หากเธอคือเธอ...เท่าที่เป็นอยู่ เป็นมา และเป็นไป
ใช่...เธอคือความเคลื่อนไหว ดั่งดวงดาวเคลื่อนโคจร
วันที่พบตัวเอง คือวันที่เธอรู้สึกดีกับตัวเอง โดยไม่ต้องชี้แจงต่อผู้ใด
ในวันนั้นเธอกอดกับหมาข้างถนน หรือแบ่งความจนกับเพื่อนมนุษย์
ทั้งหมดนี้หากเกิดขึ้นอย่างพิสุทธิ์ แล้วมันจะเป็นไร
ความรู้สึกดีๆ...ไม่มีคำอธิบาย
....
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
Wednesday, July 16, 2008
Monday, July 14, 2008
Quote number09 -10
สิ่งที่เราทำได้ภายในตัวเอง
จะเปลี่ยนแปลงความจริงในโลกภายนอก
(What we achieve inwardly will change outer reality)
พลูทาร์ก นักประพันธ์กรีก
ชีวิตก็เหมือนกับนิทาน:
ไม่สำคัญว่ามันยาวแค่ไหน
หากสำคัญว่ามันดีเพียงใด
(As is a tale, so is life: not how long it is,
but how good it is, is what matters)
เซเนกา คนโรมันโบราณ
จะเปลี่ยนแปลงความจริงในโลกภายนอก
(What we achieve inwardly will change outer reality)
พลูทาร์ก นักประพันธ์กรีก
ชีวิตก็เหมือนกับนิทาน:
ไม่สำคัญว่ามันยาวแค่ไหน
หากสำคัญว่ามันดีเพียงใด
(As is a tale, so is life: not how long it is,
but how good it is, is what matters)
เซเนกา คนโรมันโบราณ
Saturday, July 12, 2008
หนังสั้นเรื่องนึงบอกไว้ว่า
Friday, July 11, 2008
แง่งาม
แอบไปแวะเวียนในบล๊อคพี่นิ้วกลม
เลยได้อ่านcomment ดีๆของคนอ่านหัวใจอิ่ม
มันดี จนอยากขอเอามาแปะไว้ในบล๊อคตัวเอง
อ่านสิ..จะได้ยิ้มแฉ่ง :)
เพลงพิเศษเนื่องในโอกาสฉลองสามสิบปี มาม่า
คำร้องโดย ประภาส ชลศรานนท์
ทำนอง ธานินทร์ เคนโพธิ์
ขับร้อง ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว
---------------------------------
เคยมีดังหวัง เคยนั่งยอมแพ้
มีเปลี่ยนแปรผันไปทุกปี
ผ่านทั้งร้อนหนาว ข่าวทั้งร้ายดี
ทุกคนต่างมีชีวิตของตัวเอง
เคยวิ่งตามฝัน เคยหวั่นลมฝน
ได้หม่นได้หมองได้ร้องเพลง
หมื่นพันเรื่องราว เศร้าและครื้นเครง
ทุกที่ต่างมีความงดงามอยู่
* ชีวิตไม่เคยมีทางตัน
มันอยู่ตรงจะเห็นเป็นมุมใด
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
สุขมันอยู่ข้างในทุกตัวคน
เดินขึ้นภูเขา ใช่มองแต่จุดหมาย
เมฆหมอกดอกไม้ก็ใกล้กัน
สิ่งที่สวยงาม เกิดขึ้นทุกวัน
สำคัญที่เราได้หันไปมองดู
( * )
เลยได้อ่านcomment ดีๆของคนอ่านหัวใจอิ่ม
มันดี จนอยากขอเอามาแปะไว้ในบล๊อคตัวเอง
อ่านสิ..จะได้ยิ้มแฉ่ง :)
เพลงพิเศษเนื่องในโอกาสฉลองสามสิบปี มาม่า
คำร้องโดย ประภาส ชลศรานนท์
ทำนอง ธานินทร์ เคนโพธิ์
ขับร้อง ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว
---------------------------------
เคยมีดังหวัง เคยนั่งยอมแพ้
มีเปลี่ยนแปรผันไปทุกปี
ผ่านทั้งร้อนหนาว ข่าวทั้งร้ายดี
ทุกคนต่างมีชีวิตของตัวเอง
เคยวิ่งตามฝัน เคยหวั่นลมฝน
ได้หม่นได้หมองได้ร้องเพลง
หมื่นพันเรื่องราว เศร้าและครื้นเครง
ทุกที่ต่างมีความงดงามอยู่
* ชีวิตไม่เคยมีทางตัน
มันอยู่ตรงจะเห็นเป็นมุมใด
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
สุขมันอยู่ข้างในทุกตัวคน
เดินขึ้นภูเขา ใช่มองแต่จุดหมาย
เมฆหมอกดอกไม้ก็ใกล้กัน
สิ่งที่สวยงาม เกิดขึ้นทุกวัน
สำคัญที่เราได้หันไปมองดู
( * )
เพื่อนรัก
เรื่องเล่า ว่า.... มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..
ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน... ระหว่างทาง...
เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย
คนถูกทำร้าย...เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา... กลับเขียนลงบนผืน ทรายว่า
'วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า'
พวกเขายังคงเดินทางต่อ...กระทั่งถึงแหล่งน้ำพวกเขา
ตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ...
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต คนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...กลับสลักลง ไปบนหินใหญ่...
'วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉัน ไว้'
อีกคนไม่เข้าใจ...ถาม ว่า...
'เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบน หิน'
อีกคนยิ้มพราย...กล่าว ตอบ
' เมื่อถูกคนที่รักทำร้าย...เราควรเขียนมันไว้บนทราย
ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบ ล้างไม่เหลือ
แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย... บังเกิดเราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ... ซึ่งต่อให้มีสายลมแรงเพียงใด...ก็ไม่อาจ ลบล้างทำลาย....'
จากข้อความที่น้องรักส่งผ่านมา
เพื่อเตือนสติ
เพื่อให้รู้ว่ายังมีความงดงาม
และเพื่อทีจะมีรอยยิ้มให้กับคนอื่นๆต่อไป
ขอบคุณจริงๆ
ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน... ระหว่างทาง...
เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย
คนถูกทำร้าย...เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา... กลับเขียนลงบนผืน ทรายว่า
'วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า'
พวกเขายังคงเดินทางต่อ...กระทั่งถึงแหล่งน้ำพวกเขา
ตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ...
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต คนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...กลับสลักลง ไปบนหินใหญ่...
'วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉัน ไว้'
อีกคนไม่เข้าใจ...ถาม ว่า...
'เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบน หิน'
อีกคนยิ้มพราย...กล่าว ตอบ
' เมื่อถูกคนที่รักทำร้าย...เราควรเขียนมันไว้บนทราย
ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบ ล้างไม่เหลือ
แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย... บังเกิดเราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ... ซึ่งต่อให้มีสายลมแรงเพียงใด...ก็ไม่อาจ ลบล้างทำลาย....'
จากข้อความที่น้องรักส่งผ่านมา
เพื่อเตือนสติ
เพื่อให้รู้ว่ายังมีความงดงาม
และเพื่อทีจะมีรอยยิ้มให้กับคนอื่นๆต่อไป
ขอบคุณจริงๆ
Saturday, July 05, 2008
คำใหม่ประจำวันนี้
"ความไว้วางใจ"
ไว้วางใจ...ในธรรมชาติ
ไว้วางใจ...ในเวลา
ไว้วางใจ...ในความเป็นเช่นนั้น
...
ไว้วางใจ...อะไร?
ไว้วางใจ...ในธรรมชาติ
ไว้วางใจ...ในเวลา
ไว้วางใจ...ในความเป็นเช่นนั้น
...
ไว้วางใจ...อะไร?
..
ในวันที่ไม่สามารถเข้าBlog ตัวเองได้
มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะจดบันทัก
แต่ทว่า..ในวันนี้มันลืมไปหมดแล้ว
นึกแทบไม่ออก ว่าเวลาที่ผ่านมา..
ได้ไปเจอะ..ไปเจออะไรมาบ้าง
เหน่ือย..ที่จะนึก
เหนื่อย..ที่จะจำ
เหนือย..แม้กระทั่งจะหาคำตอบ
เหนื่อย..
มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะจดบันทัก
แต่ทว่า..ในวันนี้มันลืมไปหมดแล้ว
นึกแทบไม่ออก ว่าเวลาที่ผ่านมา..
ได้ไปเจอะ..ไปเจออะไรมาบ้าง
เหน่ือย..ที่จะนึก
เหนื่อย..ที่จะจำ
เหนือย..แม้กระทั่งจะหาคำตอบ
เหนื่อย..
Thursday, July 03, 2008
ทำไมๆๆๆๆ
เข้าบล๊อคตัวเองจากเครื่องน้องแมคม่ายยยด้ายยยยย
ม่ายยยยยยเข้าจายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
(ยืมเครื่องชาวบ้านมางอแง...เห้อออออ)
Friday, June 27, 2008
Tuesday, June 24, 2008
Thursday, June 19, 2008
Wednesday, June 18, 2008
Tuesday, June 17, 2008
Convesations
my friend said...
When becomes happiness, Life is beautiful.
When becomes sadness , Life is still beautiful.
...
another one said..
If you must lose something,
the best way to hold it is to keep in your memory.
...
and I said..
my life still beautiful and full with good memory.
When becomes happiness, Life is beautiful.
When becomes sadness , Life is still beautiful.
...
another one said..
If you must lose something,
the best way to hold it is to keep in your memory.
...
and I said..
my life still beautiful and full with good memory.
Sunday, June 15, 2008
Thursday, June 12, 2008
yoshitomo nara at the baltic, UK

yoshitomo nara + graf
at: baltic, UK
from: 14 june - 26 october, 2008
starting saturday the baltic, gateshead, UK will present a new exhibition by the japanese artist yoshitomo nara,
in collaboration with design unit graf. the exhibition will feature a village brought to life with nara’s iconic characters,
'turning ordinary life into art'. more info
Wednesday, June 11, 2008
ธรรมชาติ
ความจำห่วยๆของตัวเองในวันนี้ ดันสร้างประโยชน์ซะนี้
...
ปลอดโปร่ง โล่ง และล่องลอย
ไม่ต้องการเธอ ไม่ต้องการฉัน แต่ต้องการแค่ปัจจุบัน ขณะนี้
ทุกเรื่องไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์ มันเป็นเช่นนั้นเอง จริงๆ
มา แล้วก็จะไป และวันนึงก็จะกลับมา
ให้รู้ เห็น กล่าวทักทายและดูแลมันให้ดี
ฉันเชื่อในความเป็นเช่นนั้นเอง
...
ขอยกประโยคของน้องสุดคูล นภามาเก็บไว้ให้ระลึกถึง
"Allone ,โดดเดี่ยว หนึ่งเดียว ด้วยกัน"
จิตที่เราคิดว่าโดดเดี่ยว หารู้ไม่ว่ามันส่งผ่านถึงคนอื่นเสมอ
เค้าเศร้า เรารับรู้...เราร่าเริง เค้ารับรู้...
คงพูดไม่ได้แล้วว่าทุกข์อยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร
...
เพราะธรรมะ คือธรรมชาติ
แล้วเราจะไม่เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร
เพราะเราก็เป็นธรรมชาติ
มันไหลเวียน ขึ้นและลง เกิดและดับ
ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง
...
อยากเป็นแบบนี้ไปอีกนานๆและตลอดไป
ขอบคุณพี่โก๋มากๆคับผม
...
ปลอดโปร่ง โล่ง และล่องลอย
ไม่ต้องการเธอ ไม่ต้องการฉัน แต่ต้องการแค่ปัจจุบัน ขณะนี้
ทุกเรื่องไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์ มันเป็นเช่นนั้นเอง จริงๆ
มา แล้วก็จะไป และวันนึงก็จะกลับมา
ให้รู้ เห็น กล่าวทักทายและดูแลมันให้ดี
ฉันเชื่อในความเป็นเช่นนั้นเอง
...
ขอยกประโยคของน้องสุดคูล นภามาเก็บไว้ให้ระลึกถึง
"Allone ,โดดเดี่ยว หนึ่งเดียว ด้วยกัน"
จิตที่เราคิดว่าโดดเดี่ยว หารู้ไม่ว่ามันส่งผ่านถึงคนอื่นเสมอ
เค้าเศร้า เรารับรู้...เราร่าเริง เค้ารับรู้...
คงพูดไม่ได้แล้วว่าทุกข์อยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร
...
เพราะธรรมะ คือธรรมชาติ
แล้วเราจะไม่เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร
เพราะเราก็เป็นธรรมชาติ
มันไหลเวียน ขึ้นและลง เกิดและดับ
ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง
...
อยากเป็นแบบนี้ไปอีกนานๆและตลอดไป
ขอบคุณพี่โก๋มากๆคับผม
Tuesday, June 10, 2008
Friday, June 06, 2008
Tuesday, June 03, 2008
หลงรัก
Saturday, May 24, 2008
loveis
แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาของมนุษย์ก็ดี
และภาษาของทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก
ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง
แม้ข้าพเจ้ามีของประทานแห่งการพยากรณ์
และเข้าใจในความลึกลับทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น
และแม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อทั้งหมดพอจะยกภูเขาไปได้
แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย
แม้ข้าพเจ้ามอบของสารพัดเพื่อเลี้ยงคนยากจน
และแม้ข้าพเจ้ายอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย
แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่
.....
ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ
ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
และมีความหวังอยู่เสมอ
และทนต่อทุกอย่าง
ความรักไม่มีวันสิ้นสุด
...
โครินธ์
...
ทำไมมีแต่คำว่า"ทน"
รักแล้วต้อง"ทน" หรือ?
อย่างนั้นเรียกได้หรือว่า"รัก"
และภาษาของทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก
ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง
แม้ข้าพเจ้ามีของประทานแห่งการพยากรณ์
และเข้าใจในความลึกลับทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น
และแม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อทั้งหมดพอจะยกภูเขาไปได้
แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย
แม้ข้าพเจ้ามอบของสารพัดเพื่อเลี้ยงคนยากจน
และแม้ข้าพเจ้ายอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย
แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่
.....
ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ
ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
และมีความหวังอยู่เสมอ
และทนต่อทุกอย่าง
ความรักไม่มีวันสิ้นสุด
...
โครินธ์
...
ทำไมมีแต่คำว่า"ทน"
รักแล้วต้อง"ทน" หรือ?
อย่างนั้นเรียกได้หรือว่า"รัก"
Thursday, May 22, 2008
หนอนน้อย
Wednesday, May 21, 2008
Sunday, May 18, 2008
ปล่อยแก่
Friday, May 16, 2008
บอบบาง
ขออนุญาตยกบทความพี่เอ๋มาทั้งกระบิ
เก็บไว้ให้ตัวเองได้จดจำ ในวันที่เริ่มจะลืมเลือน
http://roundfinger.exteen.com/page/3
...
posted on 11 May 2008 11:46 by roundfinger
ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจเพียงเท่านั้น...
บางครั้งผมก็รู้สึกอิจฉาเจ้าชายน้อย ที่เขามีดอกไม้ของเขาเพียงหนึ่งดอก
ดอกไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ "บอบบาง"
แต่จริงๆ แล้วอะไรๆ ก็ "บอบบาง" ทั้งนั้น
ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคนสองคน สิ่งของสองอย่าง อะไรสองฝ่าย
เป็นเรื่องของความสัมพันธ์
ถ้าชีวิตเป็นเส้นทางคดเคี้ยวทอดตัวไปเรื่อยๆ
เราคงเริ่มออกเดินทางจากตัวคนเดียว
ได้พบเจอผู้คน สะสมมิตรภาพ เพื่อน คนรู้จัก ไปตามทาง
ผู้คนที่เข้ามาผูกพัน นับวันจะมีมากขึ้น
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะดูแลกันได้ดีแค่ไหน
เวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มากเพียงพอไหม
ทั้งที่ ความสัมพันธ์ ต้องการการเอาใจใส่
เหมือนดอกไม้ หากไม่ดูแลก็มีแต่จะเหี่ยวเฉา
นั่งฟังเพลง "บอบบาง" ของสี่เต่าเธอ
แล้วรู้สึกลอยคว้างไปตามเนื้อเพลง
คว้างอย่างไม่มีคำตอบ
ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจ เพียงเท่านั้น
ไม่ต่างไปจากใครๆ ที่พบและเจอความตายได้ทุกโอกาส
เหนื่อยกับการดิ้นรนทุกๆ อย่าง เมื่อดูๆ ไปชีวิตก็มีความบอบบาง
บอบบาง...ช่างบอบบาง...
ให้เราศรัทธากับสิ่งไหน ปักใจได้เท่าไร
ในเมื่อทุกอย่างก็ล้วนมีความบอบบาง
ให้เราชื่นชมกับรักได้นานสักเท่าไร
ในเมื่อหัวใจของฉันก็ยังบอบบาง บอบบาง บอบบาง
อาจเพราะเป็น สี่เต่าเธอ เลยทำให้นึกถึงหนังเรื่อง "กอด"
ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Handle with care
บางครั้งความสัมพันธ์ก็บอบบางเกินกว่าที่เราจะประคองมันไว้
เราอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ให้ได้ทั้งหมด
แต่ก็ทำไม่ได้
เวลาจะพรากผู้คนที่เราผูกพันไปเรื่อยๆ
ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี
สุดท้ายเราจะเหลือคนที่ใกล้ชิดกันจริงๆ กี่คน
กับสิ่งที่ผูกพันใจ ยังหมดความหมายไปไม่เหลือวันเก่าๆ
ที่เหนี่ยวที่เคยยึดไว้ ก็ยังจะหายไปในพริบตา
เจ็บที่ยังทุ่มเททุกๆ อย่าง ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันบอบบาง
ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องบอบบาง
ทุกอย่าง กระทั่งชีวิตของเราก็บอบบางไม่ต่างกัน
แต่เส้นทางชีวิตยาวเกินกว่าที่เราจะเดินคนเดียวไปได้โดยตลอด
แม้รู้ว่า การเริ่มในวันนี้จะสิ้นสุดลงในวันหนึ่ง
แม้รู้ว่า ที่มีอยู่ในวันนี้ สุดท้ายแล้วจะพรากจากกันไป
แต่ตัวเราเอง หัวใจเราเองก็บอบบางเกินกว่าจะอยู่ด้วยตัวเอง
ขอโทษสำหรับความสัมพันธ์ที่บอบบาง
เราอาจไม่มีความสามารถพอที่จะรักษามันไว้ได้
เก็บไว้ให้ตัวเองได้จดจำ ในวันที่เริ่มจะลืมเลือน
http://roundfinger.exteen.com/page/3
...
posted on 11 May 2008 11:46 by roundfinger
ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจเพียงเท่านั้น...
บางครั้งผมก็รู้สึกอิจฉาเจ้าชายน้อย ที่เขามีดอกไม้ของเขาเพียงหนึ่งดอก
ดอกไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ "บอบบาง"
แต่จริงๆ แล้วอะไรๆ ก็ "บอบบาง" ทั้งนั้น
ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคนสองคน สิ่งของสองอย่าง อะไรสองฝ่าย
เป็นเรื่องของความสัมพันธ์
ถ้าชีวิตเป็นเส้นทางคดเคี้ยวทอดตัวไปเรื่อยๆ
เราคงเริ่มออกเดินทางจากตัวคนเดียว
ได้พบเจอผู้คน สะสมมิตรภาพ เพื่อน คนรู้จัก ไปตามทาง
ผู้คนที่เข้ามาผูกพัน นับวันจะมีมากขึ้น
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะดูแลกันได้ดีแค่ไหน
เวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มากเพียงพอไหม
ทั้งที่ ความสัมพันธ์ ต้องการการเอาใจใส่
เหมือนดอกไม้ หากไม่ดูแลก็มีแต่จะเหี่ยวเฉา
นั่งฟังเพลง "บอบบาง" ของสี่เต่าเธอ
แล้วรู้สึกลอยคว้างไปตามเนื้อเพลง
คว้างอย่างไม่มีคำตอบ
ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจ เพียงเท่านั้น
ไม่ต่างไปจากใครๆ ที่พบและเจอความตายได้ทุกโอกาส
เหนื่อยกับการดิ้นรนทุกๆ อย่าง เมื่อดูๆ ไปชีวิตก็มีความบอบบาง
บอบบาง...ช่างบอบบาง...
ให้เราศรัทธากับสิ่งไหน ปักใจได้เท่าไร
ในเมื่อทุกอย่างก็ล้วนมีความบอบบาง
ให้เราชื่นชมกับรักได้นานสักเท่าไร
ในเมื่อหัวใจของฉันก็ยังบอบบาง บอบบาง บอบบาง
อาจเพราะเป็น สี่เต่าเธอ เลยทำให้นึกถึงหนังเรื่อง "กอด"
ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Handle with care
บางครั้งความสัมพันธ์ก็บอบบางเกินกว่าที่เราจะประคองมันไว้
เราอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ให้ได้ทั้งหมด
แต่ก็ทำไม่ได้
เวลาจะพรากผู้คนที่เราผูกพันไปเรื่อยๆ
ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี
สุดท้ายเราจะเหลือคนที่ใกล้ชิดกันจริงๆ กี่คน
กับสิ่งที่ผูกพันใจ ยังหมดความหมายไปไม่เหลือวันเก่าๆ
ที่เหนี่ยวที่เคยยึดไว้ ก็ยังจะหายไปในพริบตา
เจ็บที่ยังทุ่มเททุกๆ อย่าง ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันบอบบาง
ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องบอบบาง
ทุกอย่าง กระทั่งชีวิตของเราก็บอบบางไม่ต่างกัน
แต่เส้นทางชีวิตยาวเกินกว่าที่เราจะเดินคนเดียวไปได้โดยตลอด
แม้รู้ว่า การเริ่มในวันนี้จะสิ้นสุดลงในวันหนึ่ง
แม้รู้ว่า ที่มีอยู่ในวันนี้ สุดท้ายแล้วจะพรากจากกันไป
แต่ตัวเราเอง หัวใจเราเองก็บอบบางเกินกว่าจะอยู่ด้วยตัวเอง
ขอโทษสำหรับความสัมพันธ์ที่บอบบาง
เราอาจไม่มีความสามารถพอที่จะรักษามันไว้ได้
Wednesday, May 14, 2008
.
"การไม่ได้อยู่ในสายตาไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน
ผมยังเชื่ออย่างนั้นเสมอ
อาจจะเหมือนดาวหางสักดวงที่ช่วงนี้มันยังไม่โคจรผ่านมาให้เราเห็น ครั้งหนึ่งมันเคยโคจรผ่านมาในช่วงสั้นๆ ให้เราได้จดจำแล้วก็จากกันไป แต่ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมหมุนวนกลับมาหาเราอีก จักรวาลไม่ได้กว้างใหญ่เกินกว่าจะไม่ได้พบกันอีก"
ผมยังเชื่ออย่างนั้นเสมอ
อาจจะเหมือนดาวหางสักดวงที่ช่วงนี้มันยังไม่โคจรผ่านมาให้เราเห็น ครั้งหนึ่งมันเคยโคจรผ่านมาในช่วงสั้นๆ ให้เราได้จดจำแล้วก็จากกันไป แต่ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมหมุนวนกลับมาหาเราอีก จักรวาลไม่ได้กว้างใหญ่เกินกว่าจะไม่ได้พบกันอีก"
Posted by zcongklod on May 6, 2008
Saturday, May 10, 2008
.
ผ่านความรู้สึกต่างๆมาได้สามวัน
ตอนนี้บอกไม่ถูกว่าดีใจหรืออะไร
ที่แน่ๆ คือ ใจหาย มันเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้
มันเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของชีวิต
ไม่เคยคิดว่าการจากสิ่งที่คุ้นเคยจะทำให้รู้สึกขนาดนี้
เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้สนุกอย่างที่เคยฝันไว้เลย
ตอนนี้บอกไม่ถูกว่าดีใจหรืออะไร
ที่แน่ๆ คือ ใจหาย มันเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้
มันเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของชีวิต
ไม่เคยคิดว่าการจากสิ่งที่คุ้นเคยจะทำให้รู้สึกขนาดนี้
เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้สนุกอย่างที่เคยฝันไว้เลย
Wednesday, May 07, 2008
Welcome to Capellagården!
Tuesday, May 06, 2008
สว่าง
หนีออกจากกรุงเทพ แรลลี่มุ่งหน้าสู่ชะอำกับเพื่อนอีกสองหน่วยแรลลี่ครั้งนี้ แปลกๆ ตลกๆ และแอบหงุดหงิด
เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ความสนุกต่ำกว่าเกณฑ์
แต่ยังมีเพื่อนร่วมทางที่ดี ยังยิ้มได้ดีเหมือนเคย
บนความสูงที่ตึกชึ้นที่ 24 นอนอ่านหนังสือ ฟังเพลง
สังเกตลีลาการแสดงเหินเวหาของนกนานาชนิด
บ้างบินเอียงๆ บ้างบินเชิ่ดหน้า บ้างบินซิกแซก
ลีลานก ก็คงเหมือนลีลาคน มีลักษณะเฉพาะตัว
กลับมาสู่กรุงเทพอีกครั้งด้วยความรู้สึกใหม่
สิ่งที่เจอ ทำให้เข้าใจ ทุกคนก็ย่อมมีวิถีของตัวเอง
อาจโชคดี ถ้าพบเพื่อนร่วมทางที่ดีและมีโอกาสได้เดินด้วยกัน
Friday, May 02, 2008
Thursday, May 01, 2008
Saturday, April 19, 2008
ตื่น
บางที การพยายามเข้าใจใครมากๆสักคน
มันก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
บางที การพยายามจริงใจกับใครมากๆสักคน
ก็ดูเป็นเรืองเปิดเผยครั้งใหญ่ในชีวิตอีกเหมือนกัน
...
แต่เพราะความพยายามนี่มั่งทำให้บางทีเราก็ได้เพื่อนแท้กลับมา
แล้วอย่างนี้จะเสียใจให้กับความพยายามไปทำไม
ในเมื่อสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามากมาย..
วันนี้มีเวลาอยู่กับตัวเองหนึ่งวันเต็มๆ
ความคิดวนเวียนไหลผ่านเข้าออกสมองซ้ายและขวา
มันเป็นการใคร่ครวณมากกว่าฟุ้งซ่าน
พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น และตรึกตรองมัน
ความเข้มข้นต่อส่ิงที่ทำ และสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคนอื่น
ความคาดหวังต่อตัวเองในช่วงอายุที่ก้ำกึ่งระหว่างความเห่ยกับความแก่
และความคาดหวังให้ตัวเองสามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเอง และคนอื่น
มันช่างยากเย็นและหนักอึ่ง
การคุยกับตัวเองในหนึ่งวัน
ทำให้รู้แค่ว่า จงตั้งสติ และทำมันต่อไปแค่นั้น!!
มันก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
บางที การพยายามจริงใจกับใครมากๆสักคน
ก็ดูเป็นเรืองเปิดเผยครั้งใหญ่ในชีวิตอีกเหมือนกัน
...
แต่เพราะความพยายามนี่มั่งทำให้บางทีเราก็ได้เพื่อนแท้กลับมา
แล้วอย่างนี้จะเสียใจให้กับความพยายามไปทำไม
ในเมื่อสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามากมาย..
วันนี้มีเวลาอยู่กับตัวเองหนึ่งวันเต็มๆ
ความคิดวนเวียนไหลผ่านเข้าออกสมองซ้ายและขวา
มันเป็นการใคร่ครวณมากกว่าฟุ้งซ่าน
พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น และตรึกตรองมัน
ความเข้มข้นต่อส่ิงที่ทำ และสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคนอื่น
ความคาดหวังต่อตัวเองในช่วงอายุที่ก้ำกึ่งระหว่างความเห่ยกับความแก่
และความคาดหวังให้ตัวเองสามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเอง และคนอื่น
มันช่างยากเย็นและหนักอึ่ง
การคุยกับตัวเองในหนึ่งวัน
ทำให้รู้แค่ว่า จงตั้งสติ และทำมันต่อไปแค่นั้น!!
Tuesday, April 15, 2008
Saturday, April 12, 2008
การทดลอง

วันนี้ได้ลองนั่งนิ่งๆ
ค่อยๆเข้าไปค้นความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
ค่อยๆทบทวนสิ่งที่ผ่านมา เป็นอยู่ และอนาคต(จากการคะเน)
ยิ่งค้น ยิ่งทำให้ตัวเองจมดิ่ง
ยิ่งค้น ยิ่งเจอแง่มุมในชีวิตที่ถูกลืมๆไป
ผู้คน สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีิวิต
มันคือทุกอย่างที่ทำให้เรา ได้เป็นเราในทุกวันนี้
เดี๋ยวยิ้มได้ เดี๋ยวจิตตก ไม่่ก็ทำตัวนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา
ดี หรือไม่ดี ไม่รู้ รู้แต่ว่าบางทีก็ชอบ บางทีก็ไม่
ไม่แปลกนิ ที่เราจะไม่ชอบตัวเองในบางที
สิ่งที่ค้นพบและไม่ชอบมากที่สุดคือ
โรคชอบทำอะไรตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง
คนที่โดนกระทบแรงที่สุด จะเป็นคนที่มีอิทธิพลกับตัวเรามากที่สุด
วันนี้ได้ฟังประโยคที่บอกว่า
ถ้าเราไม่ชอบในสิ่งที่คนอื่นทำ
ก็แสดงว่าตัวเราเองก็มีสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน
ฟังแล้งก็งงๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ
แน่นอนว่าสิ่งนึงที่รู้ในวันนี้คือ
กว่าจะเอาตัวเองออกมาจากข้างในได้
เกือบตายจริงๆ
Friday, April 11, 2008
ณ วันที่ว่างเปล่า
วันนี้เป็นวันที่รู้สึกเหมือนตัวเองหายใจทิ้ง
ไร้สาระ และเปราะบางจนน่ารำคาญ
นี่คือความเป็นตัวตนที่สำแดงออกมาเหรอ ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่า ไม่ชอบ และไม่พึงที่จะเป็นอย่างนี้ต่อไป
แต่ทำยังไงละ การปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปในห้วงอารมณ์บางที่ก็เหมือนจะสนุกดี
แต่กว่าจะเอาขึ้นมาได้ และหายใจอย่างปกติมนุษย์ก็ดูจะเป็นเรื่องยากเย็นซะเหลือเกิน
สองสามวันก่อนได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่น ถึงแม้ไม่พูดก็เข้าใจว่ารู้สึกยังไง
เพราะเคยเป็น เพราะเป็นอยู่ และมันยังเป็นต่อไป
ชีวิตคนเรา เปราะบาง หรืออ่อนแอ ไม่แน่ใจสำหรับสองคำนี้
ความกลัวที่จะเจ็บ ทรมาร หรือทุกข์
ถ้าใครหลีกเลี่ยงที่จะเป็นได้ ถือเป็นเรื่องดีที่มีความสามารถพิเศษนี้
แต่จะหลอกตัวเองได้นานขนาดไหนละ
การเผชิญหน้า แม้จะเป็นเรื่องเจ็บปวด
แต่ครั้งนึง เราก็ควรทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอ
ครั้งนึงที่ได้กล้า และลองทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง
มันก็ทำให้ได้รู้ถึงความรู้สึกดีๆต่อคุณค่าของชีวิต และมันก็ดูสวยงามอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้สุดท้ายมันจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ อย่างน้อยก็ได้ทำและไม่เสียใจเลยจริงๆ
ยอมรับว่าบางทีก็ไม่ได้สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขนาดนั้น
ใครหลายคน อาจเบื่อกับความขึ้นๆลงๆได้ไม่เว้นนาทีของเรา
แต่นั้นมันหมายความว่าฉันยังมีชีิวิตอยู่ ถึงแม้มันจะไม่สวยงาม แต่มันก็คือชีวิตและความรู้สึกนิ
การภาวนาของฉันมันคือ การฉีดยาชาจริงๆ
สุดท้ายถ้าไม่เข้าใจตัวเองมากพอ ยามันก็เข้าไปรักษาไม่ได้
เหมือนยาแก้ปวด ปวดที ก็กินที แต่ไม่เคยรู้ว่าการปวดมาจากไหน
นั้นคงเป็นเพราะฉันเป็นคนความอดทนต่ำ การได้ฟังเทศน์ทั้งชม. คงเป็นไปได้ยาก
บางทีก็จำแต่ประโยคสวยๆหรูๆ แล้วก็เอามาเชื่อมโยงเอง เยียวยาตัวเองจากประโยคนั้นประโยคเดียว แต่ก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆว่ามันคืออะไร แล้วสองสามวันผ่านไป มันก็เป็นเหมือนเดิม
หลายคนคงเห็นว่าเรามีความสุขกับชีิวิตดี แต่เปล่าเลย
ยิ่งเฉพาะช่วงนี้ รู้สึกตัวเองไร้ค่า งานที่กองอยู่ตรงหน้า ไม่มีแรงที่จะหยิบทำมาขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะเบื่อ หรืออะไร แต่เท่าที่รับรู้ตอนนี้มันเพราะตัวเองขาด ขาดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ต้องการ และพยายามในการไขว่ขว้า
ถึงแม้จะลดน้อยมาก แต่มันก็ยังมีอยู่่ และนอนหลับเหมือนยักษ์ในถ้ำ
วันนึงถ้าใครปาหินใส่ มันคงตื่นขึ้นมาอาละวาททันที
หลังจากได้อ่านสิ่งที่เป็นไปในโลกของตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ยักษ์ตัวนี้อยากหาทางออกไปยากถ้ำ เจอแสงตะวันอย่างเต็มใจ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาขว้างปาอะไร
มุมมองต่อชีิวิต แม้จะดูอ่อนโยน แต่นั้นหมายถึงความจำใจที่ไหลคู่กันไปอย่างเอื่อยๆ
รับรู้อยู่คนเดียว และเปราะบางตามลำพัง
ไร้สาระ และเปราะบางจนน่ารำคาญ
นี่คือความเป็นตัวตนที่สำแดงออกมาเหรอ ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่า ไม่ชอบ และไม่พึงที่จะเป็นอย่างนี้ต่อไป
แต่ทำยังไงละ การปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปในห้วงอารมณ์บางที่ก็เหมือนจะสนุกดี
แต่กว่าจะเอาขึ้นมาได้ และหายใจอย่างปกติมนุษย์ก็ดูจะเป็นเรื่องยากเย็นซะเหลือเกิน
สองสามวันก่อนได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่น ถึงแม้ไม่พูดก็เข้าใจว่ารู้สึกยังไง
เพราะเคยเป็น เพราะเป็นอยู่ และมันยังเป็นต่อไป
ชีวิตคนเรา เปราะบาง หรืออ่อนแอ ไม่แน่ใจสำหรับสองคำนี้
ความกลัวที่จะเจ็บ ทรมาร หรือทุกข์
ถ้าใครหลีกเลี่ยงที่จะเป็นได้ ถือเป็นเรื่องดีที่มีความสามารถพิเศษนี้
แต่จะหลอกตัวเองได้นานขนาดไหนละ
การเผชิญหน้า แม้จะเป็นเรื่องเจ็บปวด
แต่ครั้งนึง เราก็ควรทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอ
ครั้งนึงที่ได้กล้า และลองทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง
มันก็ทำให้ได้รู้ถึงความรู้สึกดีๆต่อคุณค่าของชีวิต และมันก็ดูสวยงามอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้สุดท้ายมันจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ อย่างน้อยก็ได้ทำและไม่เสียใจเลยจริงๆ
ยอมรับว่าบางทีก็ไม่ได้สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขนาดนั้น
ใครหลายคน อาจเบื่อกับความขึ้นๆลงๆได้ไม่เว้นนาทีของเรา
แต่นั้นมันหมายความว่าฉันยังมีชีิวิตอยู่ ถึงแม้มันจะไม่สวยงาม แต่มันก็คือชีวิตและความรู้สึกนิ
การภาวนาของฉันมันคือ การฉีดยาชาจริงๆ
สุดท้ายถ้าไม่เข้าใจตัวเองมากพอ ยามันก็เข้าไปรักษาไม่ได้
เหมือนยาแก้ปวด ปวดที ก็กินที แต่ไม่เคยรู้ว่าการปวดมาจากไหน
นั้นคงเป็นเพราะฉันเป็นคนความอดทนต่ำ การได้ฟังเทศน์ทั้งชม. คงเป็นไปได้ยาก
บางทีก็จำแต่ประโยคสวยๆหรูๆ แล้วก็เอามาเชื่อมโยงเอง เยียวยาตัวเองจากประโยคนั้นประโยคเดียว แต่ก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆว่ามันคืออะไร แล้วสองสามวันผ่านไป มันก็เป็นเหมือนเดิม
หลายคนคงเห็นว่าเรามีความสุขกับชีิวิตดี แต่เปล่าเลย
ยิ่งเฉพาะช่วงนี้ รู้สึกตัวเองไร้ค่า งานที่กองอยู่ตรงหน้า ไม่มีแรงที่จะหยิบทำมาขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะเบื่อ หรืออะไร แต่เท่าที่รับรู้ตอนนี้มันเพราะตัวเองขาด ขาดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ต้องการ และพยายามในการไขว่ขว้า
ถึงแม้จะลดน้อยมาก แต่มันก็ยังมีอยู่่ และนอนหลับเหมือนยักษ์ในถ้ำ
วันนึงถ้าใครปาหินใส่ มันคงตื่นขึ้นมาอาละวาททันที
หลังจากได้อ่านสิ่งที่เป็นไปในโลกของตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ยักษ์ตัวนี้อยากหาทางออกไปยากถ้ำ เจอแสงตะวันอย่างเต็มใจ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาขว้างปาอะไร
มุมมองต่อชีิวิต แม้จะดูอ่อนโยน แต่นั้นหมายถึงความจำใจที่ไหลคู่กันไปอย่างเอื่อยๆ
รับรู้อยู่คนเดียว และเปราะบางตามลำพัง
Thursday, April 10, 2008
ความก่อน เก่าเก็บ
น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...
Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.
มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ
คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....
......
บทความข้างบนเป็นผลจากการขุดขุ้ยบลอคของตัวเองจนกระจุย
เลือกและส่งเข้าประกวดกันอย่างสูสี
แต่สุดท้ายก็เลือกอันนี้ ไม่รู้ทำไม ไม่มีเหตุผล
.......
วันนี้อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนึง
ขอบคุณมากสำหรับบทสนทนาในทุกๆวัน
และที่มากไปกว่านั้น คือวันนี้ได้ทำให้เราได้นึกถึงข้อความที่เขียนทิ้งไว้ในบลอคของตัวเอง
ทั้งวันเลยหมดไปกับการอ่านมันตั้งแต่บทแรก จนบทสุดท้าย
บางอันช่างปัญญาอ่อน บางอันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนมันขึ้นมาได้
เหมือนได้เห็นตัวเองในช่วงสองปี ไหลผ่านตัวหนังของคนอื่น
สุดท้ายแล้วที่เคยคิดว่ามันยากลำบาก ก็ผ่านมาได้แล้วทั้งนั้น
แล้วเรื่องราวต่างๆก็ถูกจดเป็นแค่ตัวหนังสือ รอเวลาที่เราจะกลับมาอ่านมันอีกครั้ง
อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้เราลืมว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยรู้สึกอะไรมาบ้าง
ไม่ให้ตายด้าน และเตือนว่าเรายังมีหัวใจอุ่นไว้เพื่อรักตัวเอง และคนอื่นเสมอ
เข้มแข็งไว้
เราเอง:)
Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.
มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ
คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....
......
บทความข้างบนเป็นผลจากการขุดขุ้ยบลอคของตัวเองจนกระจุย
เลือกและส่งเข้าประกวดกันอย่างสูสี
แต่สุดท้ายก็เลือกอันนี้ ไม่รู้ทำไม ไม่มีเหตุผล
.......
วันนี้อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนึง
ขอบคุณมากสำหรับบทสนทนาในทุกๆวัน
และที่มากไปกว่านั้น คือวันนี้ได้ทำให้เราได้นึกถึงข้อความที่เขียนทิ้งไว้ในบลอคของตัวเอง
ทั้งวันเลยหมดไปกับการอ่านมันตั้งแต่บทแรก จนบทสุดท้าย
บางอันช่างปัญญาอ่อน บางอันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนมันขึ้นมาได้
เหมือนได้เห็นตัวเองในช่วงสองปี ไหลผ่านตัวหนังของคนอื่น
สุดท้ายแล้วที่เคยคิดว่ามันยากลำบาก ก็ผ่านมาได้แล้วทั้งนั้น
แล้วเรื่องราวต่างๆก็ถูกจดเป็นแค่ตัวหนังสือ รอเวลาที่เราจะกลับมาอ่านมันอีกครั้ง
อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้เราลืมว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยรู้สึกอะไรมาบ้าง
ไม่ให้ตายด้าน และเตือนว่าเรายังมีหัวใจอุ่นไว้เพื่อรักตัวเอง และคนอื่นเสมอ
เข้มแข็งไว้
เราเอง:)
Wednesday, April 09, 2008
ปราย' พันแสง1
"พลทหารกับเจ้าหญิง" บทนี้ ฉันเขียนขึ้นมาจากบทตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Cinema Paradiso เรื่องราวมีอยู่ประมาณนี้
ฉันคิดว่าบางทีพลทหารอาจจะไม่คิดจะครอบครองเจ้าหญิงตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แต่การที่เขายอมทนทุกข์ทรมานอยู่นานถึง 99 วัน 99 คืน ก็เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า เขารักเธอจริงๆ แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการครอบครองไว้
...............
....
ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม
เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ
เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยของตน
แต่เขายังรวบรวมความกล้า
เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า'รัก'
และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอ--ไม่ได้
เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า
ถ้าเขาสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอ
ได้ติดต่อกัน 100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป
ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้น
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน
เขารอคอยในสายลมบาดผิว
รอคอยในสายฝนกระหน่ำ
รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพราวเป็นสาย
จนกระทั่งในคืนที่ 99
ทหารหนุ่มหยุดร้องไห้
หยุดรอคอย หยุดทุกอย่างไว้
แล้วหันเดินจากไป
ฉันคิดว่าบางทีพลทหารอาจจะไม่คิดจะครอบครองเจ้าหญิงตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แต่การที่เขายอมทนทุกข์ทรมานอยู่นานถึง 99 วัน 99 คืน ก็เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า เขารักเธอจริงๆ แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการครอบครองไว้
ปราย' พันแสง 2
ฉันชอบทำงานกับเพื่อน กับคนสนิท ถึงกล้าคิดการใหญ่กับคนรัก ฉันชอบทำงานกับคนใกล้ชิดคุ้นเคยที่เรารู้จักรู้ใจกันดี การทำงานกับคนที่จริงใจต่อกัน ถ้ามันเวิร์ค มันจะทำให้ชีวิตเราใกล้ชิดผูกพันกันแนบแน่นมากกว่าอย่างอื่น ...บางคนอาจจะไม่ยอมเสี่ยงอะไรแบบนี้ แต่ฉันไม่กลัวหรอก ...ฉันยอมแลก
Wednesday, March 12, 2008
:)
With the first taste, I offer joy.
With the second, I relief the suffering of others.
With the third, I see other's happiness as my own.
With the forth, I learn to let go.
ประโยคสี่ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้คืนวันเสาร์ที่ซัดซ่าย
กลับกลายเป็นวันที่สงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ขอบคุณพี่โก๋มากคะ
With the second, I relief the suffering of others.
With the third, I see other's happiness as my own.
With the forth, I learn to let go.
ประโยคสี่ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้คืนวันเสาร์ที่ซัดซ่าย
กลับกลายเป็นวันที่สงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ขอบคุณพี่โก๋มากคะ
Saturday, March 01, 2008
คำถามและคำตอบ
...
การศึกษาบนพื้นฐานของการศิโรราบไม่ใช่การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสยบยอมหรืออย่างดัดจริต การศิโรราบ คือการรับฟังเสียงด้านใน ให้ความเคารพและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราให้ความศรัทธากับทุกประสบการณ์ที่ตัวเองเคยผ่านมา ไม่ว่ามันจะดีจะร้ายแค่ไหนในสายตาผู้อื่น เราศิโรราบและภาคภูมิใจในตัวเองที่อย่างน้อยเราก็สามารถยืนหยัดเรียนรู้ชีวิตมาได้จนถึงวินาทีนี้ เราพร้อมที่จะหลอมรวมเอาทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเรา เอามันออกมาใส่หม้อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นอย่างไม่เขินอาย เราพร้อมที่จะยอมตาย เอาชีวิตเข้าแลกกับทุกประสบการณ์การเรียนรู้ของชีวิต ด้วยความกล้าหาญบนพื้นฐานของการภาวนาหล่อเลี้ยงให้คุณค่าแก่พื้นที่ว่างภายในอันไพศาล รู้จักผ่อนพัก ปล่อยวาง และเปิดรับกับทุกสถานการณ์โดยปราศจากแรงต้าน ยอมให้โลกผ่านเข้ามาสะกิดหัวใจเราได้อย่างไม่ขัดขืน จนปมความยึดมั่นทั้งหลายสามารถคลี่คลายไปในอ้อมแขนแห่งความอ่อนโยนและความรักแห่งจักรวาล ตามท่วงทำนองและครรลองของการดับสลาย ผุดบังเกิดใหม่ พลิ้วไหว และไหลเลื่อน เป็นคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ที่แท้
...
ตัดตอนบางส่วนจากบทความที่ ๔๐: การศึกษาบนความศิโรราบ
โดย วิจักขณ์ พานิช
การศึกษาบนพื้นฐานของการศิโรราบไม่ใช่การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสยบยอมหรืออย่างดัดจริต การศิโรราบ คือการรับฟังเสียงด้านใน ให้ความเคารพและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราให้ความศรัทธากับทุกประสบการณ์ที่ตัวเองเคยผ่านมา ไม่ว่ามันจะดีจะร้ายแค่ไหนในสายตาผู้อื่น เราศิโรราบและภาคภูมิใจในตัวเองที่อย่างน้อยเราก็สามารถยืนหยัดเรียนรู้ชีวิตมาได้จนถึงวินาทีนี้ เราพร้อมที่จะหลอมรวมเอาทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเรา เอามันออกมาใส่หม้อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นอย่างไม่เขินอาย เราพร้อมที่จะยอมตาย เอาชีวิตเข้าแลกกับทุกประสบการณ์การเรียนรู้ของชีวิต ด้วยความกล้าหาญบนพื้นฐานของการภาวนาหล่อเลี้ยงให้คุณค่าแก่พื้นที่ว่างภายในอันไพศาล รู้จักผ่อนพัก ปล่อยวาง และเปิดรับกับทุกสถานการณ์โดยปราศจากแรงต้าน ยอมให้โลกผ่านเข้ามาสะกิดหัวใจเราได้อย่างไม่ขัดขืน จนปมความยึดมั่นทั้งหลายสามารถคลี่คลายไปในอ้อมแขนแห่งความอ่อนโยนและความรักแห่งจักรวาล ตามท่วงทำนองและครรลองของการดับสลาย ผุดบังเกิดใหม่ พลิ้วไหว และไหลเลื่อน เป็นคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ที่แท้
...
ตัดตอนบางส่วนจากบทความที่ ๔๐: การศึกษาบนความศิโรราบ
โดย วิจักขณ์ พานิช
Monday, February 25, 2008
ช่องว่าง และกำแพง

เป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวเองรู้สึกยังไง ในแต่ละวินาทีที่กำลังเดินไป
มันเปลี่ยนแปลงเหมือนลม และรวดเร็วเหมือนจรวด
พร้อมที่จะเปลี่ยนทิศทาง และกระทบสิ่งที่อยู่รอบข้างตลอดเวลา
การเก็บตัวเองเงียบๆอาจจะเป็นทางดีกว่าการพยายามพบปะผู้คน
มันไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็รู้่ว่าอย่างไรคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และนั้นยิ่งทำให้สั่นคลอน
นานแล้วที่ไม่เคยเป็น แต่ก็ไม่ยินดีเลยที่มันกลับมา
อยากอยู่นิ่งๆ และมองความเป็นไปของทุกอย่าง จากที่ของตัวเอง
จากความเงียบ และการไร้เสียงเรียกใดใด
สักวันที่พร้อมมากกว่านี้ คงยอมปลดตะปูที่ตอกอยู่กับกำแพงลง
สิ่งที่เหลืออยู่ คงเป็นช่องว่างเล็กๆที่คอยเตือนถึงอดีต
เพื่อที่ความสุขของสักวัน จะมีอย่างแท้จริง
Sunday, February 10, 2008
into the light

คำร้อง: บอย โกสิยพงษ์
ทำนอง: ชาตรี คงสุวรรณ (โอม)
เรียบเรียง: ชาตรี คงสุวรรณ (โอม)
มองดููประตูที่ปิดตายจนไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่
มองดูโคมไฟที่ปิดไว้ และถูกทิ้งไม่ให้มีแสงไฟ
ในห้องนี้นั้นมืดมิด และเงียบเหงา
มองทางไหนก็พบว่ามีแต่เรา
ที่ยังเฝ้าและรอคอยดวงอาทิตย์ให้เข้ามาข้างใน
อยู่แค่ในห้องนี้...
วันและเวลาที่ผ่านพ้นจนไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่
และในวันนี้ เพิ่งได้รู้ ว่าชีวิตปิดซ่อนไว้ไม่ได้
นอกประตูยังมีเรื่องราวมากมาย
และชีวิตนั้นต้องก้าวเดินต่อไป
ก้าวให้พ้นเส้นความกลัว ที่กีดขวางกั้นหัวใจเราเอาไว้
อยู่แค่ในห้องนี้... ออกไปสักที... ออกไปสักที...
จะชนะหรือว่าแพ้ จะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ยังไม่รู้
จะผิดหวังหรือสมหวังสักกี่ครั้งก็ต้องลองพบดู
ดีกว่าชีวิตทั้งชีวิตจะถูกปิดอยู่หลังประตู
อย่างน้อยก็ได้รู้ อย่างน้อยก็ได้ลอง
จะชนะหรือว่าแพ้ จะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ยังไม่รู้
จะผิดหวังหรือสมหวังสักกี่ครั้งก็ต้องลองพบดู
ดีกว่าชีวิตทั้งชีวิตจะถูกปิดอยู่หลังประตู
อย่างน้อยก็ได้รู้... ออกไปสักที... ออกไปสักที...
อย่างน้อยได้เข้าใจ...
Into The Light...
Saturday, February 09, 2008
ขำ ขำ น่า อย่าคิดมาก
ผู้หญิง
ผู้หญิงหน้าตาดี ที่มีสมอง คนที่น่าสนใจมาก เธอเป็นคนฉับเฉงว่องไว นั่งหรือยืนเฉยๆนานๆไม่ได้ เธอสามารถทำหลายๆอย่างๆได้พร้อมกัน และทำได้เร็ว หากคุณเป็นแฟนกับผู้หญิงราศีนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนมีแฟนหลายคน คุณไม่สามารถมผูดมัดเธอแบบตรงๆได้ ด้วยคำว่า "รัก" เธอแคร์คำว่ารัก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญในชีวิต สำหรับเธอ อยากเป็นแฟนเธอ คุณต้องปรับตัวเองให้เข้ากับ หลายลักษณะของเธอ
สาวช่างฝัน ที่มีฝันหลายอย่าง เธอชอบที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเธอจะเป็นพวก 2 ลักษณะ 2 บุคคลิกในคนๆเดียว เธอก็ยังเป็นคนที่มีโชคในเรื่องของความรัก อยากชนะใจเธอ ต้องใช้กำลังภายในหน่อย แม้ว่าเธออาจคิดว่าคุณฉลาด และชอบคุณ เธอก็ยังตรวจหา จุดบดพร่องของคุณอยู่ดี เพราะมันเป็นธรรมชาติของเธอไปเสียแล้ว
เธอสามารถมีหลายอารมณ์พร้อมๆกัน โดยที่คุณอาจไม่รู้ด้วยซํ้า เธอสามารถร่าเริง เหมือนนกน้อยเพื่อให้คุณสบายใจได้ เธอสามารถคุยกับคุณได้ทุกเรื่อง ทุกหัวข้อสนทนา คุยกับเธอไม่เคยน่าเบื่อ เธอสามารถทำให้คุณรู้สึกว่า คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกได้ เธอสามารถทำให้คุณคิดว่า เธอต้องการความห่วงใยของคุณ แต่เมื่อใดเธอต้องยืนด้วยตนเอง เธอยืนเองได้อย่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยว
ผู้หญิงที่สามารถเป็นเพื่อนที่แสนดี และคุยได้ด้วยทุกเรื่อง เธอเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณ ด้วยพลังเท่าๆกับคุณได้ สาวไหวพริบสูง เรียนและเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่าย หากเธอเห็นโครงการของคุณ เธอสามารถให้คำแนะนำดีๆได้... ถ้าเธอคิดว่า คุณไม่ต้องการเธอมากขนาดนั้น เธอจะทำตัวเหมือนเพื่อนที่ดีของคุณแทน แบบสาวมั่นจริงๆ
ผู้ชายตกหลุมรักสาวราศีนี้ได้ง่ายๆ การเปลี่ยนแปลง และ อารมณ์ที่แปรปรวน ของเธอนั้นเป็น "เสน่ห์" เธอสามารถหัวเราะ และเงียบได้แถบจะในเวลาเดียวกัน เธอต้องการหารักแท้แค่ 1 เดียว แบบเจ้าชายในฝัน... เธอหวังมากจนเรียกได้ว่าหวังมากเกินไป เธอจะฝันถึงอัศวินม้าขาว แม้แต่ตอนที่ เธอกำลังควงชายหนุ่มอยู่... เธอสามารถกำลังควงชายหุน่ม และไปชอบคนอื่นอีกได้ หากเลิกกับผู้ชายเธอก็ลืมง่าย เพราะการเลิกคือการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงคือ วิถีชิวิตของเธอ... สาวราศีเมถุน ทำให้คนอกหักมากกว่าสาวราศีอื่น เพราะความที่เป็นคนช่างฝัน เธอไคว่คว้าหารักแบบเทพนิยายเสมอ ดังนั้นชีวิตรัก มักซับซ้อน ไม่ก็วุ่นวาย
เธอไม่ชอบเขียนจดหมายยาวๆ ถ้าส่งจดหมายให้เธอและหวังให้เธอตอบ อย่าหวังดีกว่า เพราะเธอเป็นคนหลายบุคคลิก หลายความคิด การเขียนเหมือนหลักฐานถาวร ซึ่งเธออาจเปลี่ยนใจได้ทีหลัง เธอเชื่อว่า พรุ่งนี้อะไรก็เปลี่ยนได้เสมอ
สาวที่มีพรสวรรค์เรื่องภาษา สาวราศีนี้มักพูดได้มากกว่า 1 ภาษา... หากเธอต้องว่าหรือติคุณ เธอจะไม่บอกแบบตรงๆ เธอจะพูดอ้อมจนเข้าเรื่อง ที่เธอต้องพูดจนได้ โดยไม่ทำให้คุณรู้สึกโกรธ เธอเป็นคนไม่พูดโกหก
เธอเป็นคนทำงานหนัก พักเป็นครั้งคราว เธอจะเบื่อสภาพแวดล้อม มากกว่าเบื่องาน เธอไม่เคยพอใจงานที่เธอทำ ชื่อเสียงที่เธอมี หรือเงินที่หาได้ เธอคิดว่า เธอต้องได้มากกว่านั้น อย่าถามเธอว่า จุดไหนหรืออะไรที่เธอคิดว่าพอใจ เธอไม่รู้และไม่มีคำตอบ
หากรู้จักหรือสนิทกับเธอ เธอจะเป็นคนที่ช่วยเหลือคุณ อยู่เคียงข้างคุณ สาวช่างฝันคนนี้ ชอบที่มีจะมีคู่ เดินเคียงบ่า เคียงไหล่ ไปพร้อมๆกับเธอ
ผู้หญิงหน้าตาดี ที่มีสมอง คนที่น่าสนใจมาก เธอเป็นคนฉับเฉงว่องไว นั่งหรือยืนเฉยๆนานๆไม่ได้ เธอสามารถทำหลายๆอย่างๆได้พร้อมกัน และทำได้เร็ว หากคุณเป็นแฟนกับผู้หญิงราศีนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนมีแฟนหลายคน คุณไม่สามารถมผูดมัดเธอแบบตรงๆได้ ด้วยคำว่า "รัก" เธอแคร์คำว่ารัก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญในชีวิต สำหรับเธอ อยากเป็นแฟนเธอ คุณต้องปรับตัวเองให้เข้ากับ หลายลักษณะของเธอ
สาวช่างฝัน ที่มีฝันหลายอย่าง เธอชอบที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเธอจะเป็นพวก 2 ลักษณะ 2 บุคคลิกในคนๆเดียว เธอก็ยังเป็นคนที่มีโชคในเรื่องของความรัก อยากชนะใจเธอ ต้องใช้กำลังภายในหน่อย แม้ว่าเธออาจคิดว่าคุณฉลาด และชอบคุณ เธอก็ยังตรวจหา จุดบดพร่องของคุณอยู่ดี เพราะมันเป็นธรรมชาติของเธอไปเสียแล้ว
เธอสามารถมีหลายอารมณ์พร้อมๆกัน โดยที่คุณอาจไม่รู้ด้วยซํ้า เธอสามารถร่าเริง เหมือนนกน้อยเพื่อให้คุณสบายใจได้ เธอสามารถคุยกับคุณได้ทุกเรื่อง ทุกหัวข้อสนทนา คุยกับเธอไม่เคยน่าเบื่อ เธอสามารถทำให้คุณรู้สึกว่า คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกได้ เธอสามารถทำให้คุณคิดว่า เธอต้องการความห่วงใยของคุณ แต่เมื่อใดเธอต้องยืนด้วยตนเอง เธอยืนเองได้อย่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยว
ผู้หญิงที่สามารถเป็นเพื่อนที่แสนดี และคุยได้ด้วยทุกเรื่อง เธอเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณ ด้วยพลังเท่าๆกับคุณได้ สาวไหวพริบสูง เรียนและเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่าย หากเธอเห็นโครงการของคุณ เธอสามารถให้คำแนะนำดีๆได้... ถ้าเธอคิดว่า คุณไม่ต้องการเธอมากขนาดนั้น เธอจะทำตัวเหมือนเพื่อนที่ดีของคุณแทน แบบสาวมั่นจริงๆ
ผู้ชายตกหลุมรักสาวราศีนี้ได้ง่ายๆ การเปลี่ยนแปลง และ อารมณ์ที่แปรปรวน ของเธอนั้นเป็น "เสน่ห์" เธอสามารถหัวเราะ และเงียบได้แถบจะในเวลาเดียวกัน เธอต้องการหารักแท้แค่ 1 เดียว แบบเจ้าชายในฝัน... เธอหวังมากจนเรียกได้ว่าหวังมากเกินไป เธอจะฝันถึงอัศวินม้าขาว แม้แต่ตอนที่ เธอกำลังควงชายหนุ่มอยู่... เธอสามารถกำลังควงชายหุน่ม และไปชอบคนอื่นอีกได้ หากเลิกกับผู้ชายเธอก็ลืมง่าย เพราะการเลิกคือการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงคือ วิถีชิวิตของเธอ... สาวราศีเมถุน ทำให้คนอกหักมากกว่าสาวราศีอื่น เพราะความที่เป็นคนช่างฝัน เธอไคว่คว้าหารักแบบเทพนิยายเสมอ ดังนั้นชีวิตรัก มักซับซ้อน ไม่ก็วุ่นวาย
เธอไม่ชอบเขียนจดหมายยาวๆ ถ้าส่งจดหมายให้เธอและหวังให้เธอตอบ อย่าหวังดีกว่า เพราะเธอเป็นคนหลายบุคคลิก หลายความคิด การเขียนเหมือนหลักฐานถาวร ซึ่งเธออาจเปลี่ยนใจได้ทีหลัง เธอเชื่อว่า พรุ่งนี้อะไรก็เปลี่ยนได้เสมอ
สาวที่มีพรสวรรค์เรื่องภาษา สาวราศีนี้มักพูดได้มากกว่า 1 ภาษา... หากเธอต้องว่าหรือติคุณ เธอจะไม่บอกแบบตรงๆ เธอจะพูดอ้อมจนเข้าเรื่อง ที่เธอต้องพูดจนได้ โดยไม่ทำให้คุณรู้สึกโกรธ เธอเป็นคนไม่พูดโกหก
เธอเป็นคนทำงานหนัก พักเป็นครั้งคราว เธอจะเบื่อสภาพแวดล้อม มากกว่าเบื่องาน เธอไม่เคยพอใจงานที่เธอทำ ชื่อเสียงที่เธอมี หรือเงินที่หาได้ เธอคิดว่า เธอต้องได้มากกว่านั้น อย่าถามเธอว่า จุดไหนหรืออะไรที่เธอคิดว่าพอใจ เธอไม่รู้และไม่มีคำตอบ
หากรู้จักหรือสนิทกับเธอ เธอจะเป็นคนที่ช่วยเหลือคุณ อยู่เคียงข้างคุณ สาวช่างฝันคนนี้ ชอบที่มีจะมีคู่ เดินเคียงบ่า เคียงไหล่ ไปพร้อมๆกับเธอ
แม่นเนอะ ฮ่า ฮ่า ฮ๋า
Thursday, February 07, 2008
แหะๆ

เมื่อมันมีเริ่มต้น
ก็ต้องมีวันจะจบลง
ดี หรือ ร้าย
ยังไงก็ต้องลองพบดู
ดีกว่าชีิวิตจะปิดอยู่หลังประตู
อย่างน้อย ก็ได้รู้
อย่างน้อย ก็ได้ลอง
อย่างน้อย ก็จะได้เข้าใจ
" สำหรับตัวเราเอง ก็คิดว่าทำตัวดี ไม่ดื้อไม่ซนมาตลอดปี
ก็หวังว่าได้จะมีชื่ออยู่ในบัญชีเด็กดีของคุณลุงซานตาบ้าง
คุณลุงครับ ผมอยากได้บ้านพร้อมที่ดิน
มันพอจะเป็นไปได้มั๊ย
แหะๆ .. "
แอบไปอ่านบล๊อคพี่บอย คืนนี้เลยได้ยิ้มแหะๆตาม
Monday, January 07, 2008
เหนื่อย

ผ่านพ้น365 วันเก่ามาได้ไม่ถึงอาทิตย์
ความสาหัสของพ.ศ. ใหม่ก็ปรากฎอย่างต่อเนื่อง
ปั่นป่วน สับสน และไม่มีทางออก
ตัวตนเริ่มครอบงำ เหตุผลเริ่มมีน้อยลง
อยากหนี อยากก่อกำแพง และมากมายที่วนเวียนอยู่
ทำไม เพราะอะไร เพื่ออะไร
สุดท้าย...มันก็เป็นเรื่องเดิมๆที่วนเวียนและไม่เคยจบลง
สุดท้าย...มันก็เป็นเรื่องเดิมๆที่คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ
และสุดท้าย...มันก็จะเป็นอีกเรื่องที่ผ่านไป
ปีใหม่ วันใหม่ แต่ทำไมยังเหนื่อยเหมือนเดิม..ไม่เข้าใจ
Tuesday, December 25, 2007
อีกไม่กี่วัน
ก็จะถึงวันสิ้นปี..อีกแล้ว
ชีวิตดำเนินมาอีก 365 วัน โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก365 วันที่แล้ว สักเท่าไร
ความพยายามจะส่งตัวเองออกนอกประเทศก็ไม่เป็นผล
งานที่ในความรับผิดชอบก็ไม่ได้ดีอะไรปานนั้น
แต่ ณ วันนี้ความฝันอย่างนึงที่เคยคิดได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นบ้างแล้ว
ต้องขอบคุณความเข้มแข็งของตัวเองและแรงผลักดันจากคนรอบข้าง
ที่ไม่ยอมให้ทิ้งความฝันก้อนเล็กๆก้อนนั้น
เรื่องดีๆร้ายๆที่ผ่านมา 365 วัน จะเก็บไว้อมยิ้มและให้มันเป็นบทเรียนที่มีค่า
365 วันที่ได้รู้จักใครใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆและใครบางคนที่ตกหล่นไปในชีวิต ไม่จะด้วยสาเหตุใดๆ อยากจะบอกว่าไม่ว่าจะทางเดินใดๆที่แยกออกจากกัน ทุกสิ่งนั้นยังเป็นความทรงจำที่ดีตลอดมา
ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้เจอและรู้จักกัน
ได้เรียนรู้และยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน
สุขสันต์วันปีใหม่!!!
ชีวิตดำเนินมาอีก 365 วัน โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก365 วันที่แล้ว สักเท่าไร
ความพยายามจะส่งตัวเองออกนอกประเทศก็ไม่เป็นผล
งานที่ในความรับผิดชอบก็ไม่ได้ดีอะไรปานนั้น
แต่ ณ วันนี้ความฝันอย่างนึงที่เคยคิดได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นบ้างแล้ว
ต้องขอบคุณความเข้มแข็งของตัวเองและแรงผลักดันจากคนรอบข้าง
ที่ไม่ยอมให้ทิ้งความฝันก้อนเล็กๆก้อนนั้น
เรื่องดีๆร้ายๆที่ผ่านมา 365 วัน จะเก็บไว้อมยิ้มและให้มันเป็นบทเรียนที่มีค่า
365 วันที่ได้รู้จักใครใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆและใครบางคนที่ตกหล่นไปในชีวิต ไม่จะด้วยสาเหตุใดๆ อยากจะบอกว่าไม่ว่าจะทางเดินใดๆที่แยกออกจากกัน ทุกสิ่งนั้นยังเป็นความทรงจำที่ดีตลอดมา
ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้เจอและรู้จักกัน
ได้เรียนรู้และยิ้มด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน
สุขสันต์วันปีใหม่!!!
Merry X'mas2007
หากใครหลายคนต่างขอพรในวันนี้
ผมจะขอพรให้อ้อ มีความสุขกับปัจจุบันให้มากที่สุด
ให้อยู่ตรงกลางระหว่างความฝันกับความจริง
ให้มีทางข้างหน้าที่โปรยด้วยกลีบกุหลาบและขวากหนาม
ที่สำคัญให้มีสติแห่งตัวตนที่แท้ก็พอแล้ว
สุขสันต์วันเกิดพระเยซู
คำอวยพรของพี่ชายแสนดี ที่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทำให้เราได้รู้จักกัน
ผมจะขอพรให้อ้อ มีความสุขกับปัจ
ให้อยู่ตรงกลางร
ให้มีทางข้างหน้
ที่สำคัญให้มีสต
สุขสันต์วันเกิด
คำอวยพรของพี่ชายแสนดี ที่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทำให้เราได้รู้จักกัน
Monday, November 26, 2007
ทำไปได้..พวกเรา
ณ ห้าง กลางใจเมือง..แห่งหนึ่ง
A: ปวดหัววะ ปวดตั้งแต่เช้าแล้ว
B: ลืมกินน้ำอ่ะดิ
A: เกี่ยวด้วยเหรอวะ
B: อือ ไม่รู้เหรอ สมองอ่ะ เป็นน้ำไปซะ 70 แล้วนะแก
A: ทำไงหายอ่ะ
B: กินน้ำดิ ไม่ก็กินติมม่ะ เอาน้ำตาลเข้าร่างกาย
A: เออ เอาดิ
C เด๋วกินติมกัน เจอกันที่ร้านข้างบน..ให้ไว
ณ ร้านไอติม กลางใจเมือง
A: จะกินติมเลย จิงๆเหรอวะ..อยากกินของคาววะ
C: เออ อยากกินเหมือนกันวะ
B: อ้าว พวกมรึง
แล้วเอาไงอ่ะ
C: เฮ้ย เรามีข้าวกล่องอยู่ในรถนิ
A: เออจิง..ไปแดกข้าวกันก่อนแล้วค่อยขึ้นมากินติม
B: เออ ตามดี ประหยัด
ณ ลานจอดรถใต้ดินกลางใจเมือง
A: มีช้อนกินข้าวป่าววะ อย่าบอกนะว่าไม่มี
C: เออ ไม่มีวะ
B: ดัดแปลงเอาละกัน
(แปลงร่างฝากล่องเป็นช้อนได้ทันใจ)
....
A:เฮ้ย กินไปสองกล่อง อิ่มสัด
กินไอติมไม่ลงแล้ววะ
B: อ้าว..แก
A: ปวดหัววะ ปวดตั้งแต่เช้าแล้ว
B: ลืมกินน้ำอ่ะดิ
A: เกี่ยวด้วยเหรอวะ
B: อือ ไม่รู้เหรอ สมองอ่ะ เป็นน้ำไปซะ 70 แล้วนะแก
A: ทำไงหายอ่ะ
B: กินน้ำดิ ไม่ก็กินติมม่ะ เอาน้ำตาลเข้าร่างกาย
A: เออ เอาดิ
C เด๋วกินติมกัน เจอกันที่ร้านข้างบน..ให้ไว
ณ ร้านไอติม กลางใจเมือง
A: จะกินติมเลย จิงๆเหรอวะ..อยากกินของคาววะ
C: เออ อยากกินเหมือนกันวะ
B: อ้าว พวกมรึง
แล้วเอาไงอ่ะ
C: เฮ้ย เรามีข้าวกล่องอยู่ในรถนิ
A: เออจิง..ไปแดกข้าวกันก่อนแล้วค่อยขึ้นมากินติม
B: เออ ตามดี ประหยัด
ณ ลานจอดรถใต้ดินกลางใจเมือง
A: มีช้อนกินข้าวป่าววะ อย่าบอกนะว่าไม่มี
C: เออ ไม่มีวะ
B: ดัดแปลงเอาละกัน
(แปลงร่างฝากล่องเป็นช้อนได้ทันใจ)
....
A:เฮ้ย กินไปสองกล่อง อิ่มสัด
กินไอติมไม่ลงแล้ววะ
B: อ้าว..แก
Saturday, November 24, 2007
ประหลาด
ตรงที่..อยู่ดีๆความคิดวูบนึงก็วิ่งไปหา
ครงที่..อยู่ดีๆก็โทรมา
นี่เราส่งกระแสจิตถึงกันได้ด้วยเหรอ
ดีจิง..ทีหลังจะได้ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์อีก
ครงที่..อยู่ดีๆก็โทรมา
นี่เราส่งกระแสจิตถึงกันได้ด้วยเหรอ
ดีจิง..ทีหลังจะได้ไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์อีก
Tuesday, November 20, 2007
บ่น
เป็นเช้าที่เช้ามากจริงๆสำหรับวันนี้
ตื่นมาพร้อมความง่วงที่ติดตามมาอีกจำนวนมาก
แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัดกว่า คือความหงุดหงิดกองเท่าภูเขา
หงุดหงิดกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า
และไม่เข้าใจอะไรบางอย่างที่ตัวเองพยายามจะเข้าใจมัน
ช่างเป็นวันสีเทาๆอีกวัน ที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าและอืดอาด
ฟังแล้วก็ปล่อยๆไป ไร้สาระเกินไปสำหรับเช้าวันนี้
....
อรุณสวัสดิ์พระจันทร์ตอนเช้าที่แอบนอนให้อิจฉาเล่นในก้อนเมฆอ้วนๆเทาๆ
แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัดกว่า คือความหงุดหงิดกองเท่าภูเขา
หงุดหงิดกับภาพที่เห็นอยู
และไม่เข้าใจอะไรบางอย่างที่ต
ช่างเป็นวันสีเทาๆอีกวัน ที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าและอ
ฟังแล้วก็ปล่อยๆไป ไร้สาระเกินไปสำหรับเช้าวันนี้
....
อรุณสวัสดิ์พระจันทร์ตอนเช้าที
Subscribe to:
Posts (Atom)






























