เป็น8ชั่วโมงที่หนักหน่วง อึดอัด และเบื่อหน่าย
ออก ไม่ออก ออก ไม่ออก สองคำที่วนอยู่ในหัวตั้งแต่ความรู้สึกบังเกิด
พร้อมกับคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
ตอนนี้คงทำได้แต่ บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ
..............
Tuesday, November 28, 2006
Wednesday, November 22, 2006
cha ba
เกิดความซวยขึ้นจนได้
ตั้งใจแค่จะไปนั่งจิบกาแฟชิลๆ สัมผัสอาการหนาวๆ
แต่ไงต้องเสียเงินไปอีกก้อนเพียงเพราะความเกรงใจ
พี่ยุ้ยคือต้นเหตุของทุกอย่าง เธอยิ้มแย้มและร่าเริง เปิดเผยและเป็นกันเอง
ซวยแล้วตู เปิดดูเป๋าตังค์มีธนบัตรใบน้อยๆนอนนิ่งๆอยู่อย่างเดียวดาย
แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไงละเนี่ย...ซวยแล้วตู ซวยจิงๆ
ตั้งใจแค่จะไปนั่งจิบกาแฟชิลๆ สัมผัสอาการหนาวๆ
แต่ไงต้องเสียเงินไปอีกก้อนเพียงเพราะความเกรงใจ
พี่ยุ้ยคือต้นเหตุของทุกอย่าง เธอยิ้มแย้มและร่าเริง เปิดเผยและเป็นกันเอง
ซวยแล้วตู เปิดดูเป๋าตังค์มีธนบัตรใบน้อยๆนอนนิ่งๆอยู่อย่างเดียวดาย
แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไงละเนี่ย...ซวยแล้วตู ซวยจิงๆ
Saturday, November 18, 2006
Hongkong day six
20-11-2006
และแล้วก็วันสุดท้ายก็มาถึง
6วันกับการเป็นบุคคลไร้การติดต่อ มันชิวและไร้กังวลใดใด
ได้ปลุกวิญญาณทางภาษาออกมาอาละวาท ถึงแม้จะโดนส่ายหัวใส่บ้าง โดนด่าบ้าง ก็ยังดี ยังไงก็ยังสั่งข้าวกินเองได้ ไม่มีต้องพึ่งใคร
สิ่งที่เรียนรู้ได้อีกอย่างคือตัวเองมีความสามารถในการรัดเข้มขัดกระเป๋าตังค์ต่ำถึงต่ำที่สุด..สุดท้ายก็ได้แต่ปลอบตัวเองว่า เอาน่า นี้มันฮ่องกงนะ ไม่ใช่สยามบ้านเรา
มีหลายวันที่ได้ไปทำตัวเหงาเหงาอยู่ที่นั้นคนเดียว เมืองใหญ่กับคนมากมายเหมือนมด ทุกคนเดินไม่มองหน้ากัน ไม่สนใจกัน ทุกคนมีโลกของตัวเอง มีกระทบกันบ้าง แต่ก็ไม่มีใครสนใจใคร บ้านเมืองสีสันจัดจ้านสว่างไสวก็จริง แต่คนกลับหม่นหมองมืดมัว
และกะเพื่อนคนเดิม สุดท้ายมันก็เหมือนคล้ายจะเป็นประเพณีนิยมไป ครั้งไหนไปด้วยกันแล้วไม่ทะเลาะกัน ไม่งอนกัน ก็คงเหมือนขาดอะไรไป แต่มันก็ผ่านไปด้วยดี ต่อให้ทะเลาะกันจนจะฆ่ากัน มันก็ยังเป็นเพื่อนเหมือนเดิม
ในความรู้สึก ที่นี้ถือได้ว่าสุดยอดด้วยเรื่องงานModern Architectueral และlighting จริงๆ ที่อื่นไม่รู้หรอก มันอาจจะสวยกว่านี้อีกล้านเท่า แต่ก็เพราะไม่เคยไปยลให้เห็นกะตา เลยไม่รู้จะเอามาเปรียบเทียบยังไง ที่สามารถพูดได้ก็คงผ่านกรอบสี่เหลี่ยมขนาด29นิ้วจากที่บ้านตัวเองก็เท่านั้นเอง..มันคงถึงเวลาที่ต้องเดินทางกันเสียที
วิกตอเรียพีค มันหนาวเย็นและสวยงาม มองบ้านที่อยู่ในระนาบเดียวกัน เค้าจะรู้สึกยังไงถ้าทุกวันจะมีคนมายืนส่องกล้องเข้าไปที่บ้านเค้า ซูมอินซูมเอาท์ดูชีวิตของเค้าผ่านกล้องสองรูที่ติดตั้งให้นักท่องเที่ยวได้ใช้มองจากมุมสูงทุกวัน ที่คิดขึ้นมา เพราะตัวเองก็คิดอย่างนั้นอยู่ และก็คงไม่ต่างจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่จะมีความคิดคล้ายๆเป็นแน่
รถราง เป็นของเก่าที่ยังไม่สูญหาย และมันก็ถูกพัฒนาให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของมัน ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะขอขึ้นไปนั่งเล่นสักรอบสองรอบ สองเหรียญต่อรอบเป็นราคาค่าเดินทางที่คุ้มที่สุดของที่นี้แล้ว ถ้าเทียบกับแท๊กซี่ที่ยังไม่ทันพ้นหัวถนนก็ 20เหรียญเข้าไปแล้ว
มีโอกาสได้ไปสัมผัสชีวิตกลางคืนของคนที่นี้ด้วยคำเชิญชวนของเพื่อนเจ้าถิ่น The Peanut Bar พื้นที่เล็กๆที่ร่ายล้อมไปด้วยตึกสูง เป็นโลเคชั่นที่เรียกว่าหาได้ยากทีเดียว ทุกก้าวย่างจะได้ยินเสียงกรอบแกรบจากการย่ำเปลือกถั่วที่ทุกคนกินและทิ้งลงพื้นตลอดเวลา มันมีความจั่กจี้อยู่ใต้เท้าตลอดคืนนั้น ถึงจะมาด้วยความง่วงและเซ็ง แต่โฮกาเกนท์ เบียร์รสชาดนุ่มที่ทำให้คืนนั้นละไมขึ้นเป็นกอง
ถึงนาทีสุดท้ายของการอยู่เมืองนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่แสนหงุดหงิดจากการตกรถ และการดีใจจากความโชคดีที่แสนจะบังเอิญจากบัตรAirport Express รวมๆแล้วก็สามารถตอบคำถามตัวเองได้อย่างนึงว่า ต่อให้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้านเราจิงๆ อย่างที่หลายคนพูดไว้ แต่การเดินออกจากบ้านมาเจออะไรข้างนอกบ้างก็ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้ที่จะมองคนอื่นบ้าง และมองหาตัวเองบ้าง อย่างน้อยการเป็นบุคลลไร้การติดต่อมันก็ช่วยให้อะไรๆหลายๆอย่างไม่มีความสำคัญต่อไปอย่างที่เคยเข้าใจไปคนเดียว
15.30(Thai time)กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
และแล้วก็วันสุดท้ายก็มาถึง
6วันกับการเป็นบุคคลไร้การติดต่อ มันชิวและไร้กังวลใดใด
ได้ปลุกวิญญาณทางภาษาออกมาอาละวาท ถึงแม้จะโดนส่ายหัวใส่บ้าง โดนด่าบ้าง ก็ยังดี ยังไงก็ยังสั่งข้าวกินเองได้ ไม่มีต้องพึ่งใคร
สิ่งที่เรียนรู้ได้อีกอย่างคือตัวเองมีความสามารถในการรัดเข้มขัดกระเป๋าตังค์ต่ำถึงต่ำที่สุด..สุดท้ายก็ได้แต่ปลอบตัวเองว่า เอาน่า นี้มันฮ่องกงนะ ไม่ใช่สยามบ้านเรา
มีหลายวันที่ได้ไปทำตัวเหงาเหงาอยู่ที่นั้นคนเดียว เมืองใหญ่กับคนมากมายเหมือนมด ทุกคนเดินไม่มองหน้ากัน ไม่สนใจกัน ทุกคนมีโลกของตัวเอง มีกระทบกันบ้าง แต่ก็ไม่มีใครสนใจใคร บ้านเมืองสีสันจัดจ้านสว่างไสวก็จริง แต่คนกลับหม่นหมองมืดมัว
และกะเพื่อนคนเดิม สุดท้ายมันก็เหมือนคล้ายจะเป็นประเพณีนิยมไป ครั้งไหนไปด้วยกันแล้วไม่ทะเลาะกัน ไม่งอนกัน ก็คงเหมือนขาดอะไรไป แต่มันก็ผ่านไปด้วยดี ต่อให้ทะเลาะกันจนจะฆ่ากัน มันก็ยังเป็นเพื่อนเหมือนเดิม
ในความรู้สึก ที่นี้ถือได้ว่าสุดยอดด้วยเรื่องงานModern Architectueral และlighting จริงๆ ที่อื่นไม่รู้หรอก มันอาจจะสวยกว่านี้อีกล้านเท่า แต่ก็เพราะไม่เคยไปยลให้เห็นกะตา เลยไม่รู้จะเอามาเปรียบเทียบยังไง ที่สามารถพูดได้ก็คงผ่านกรอบสี่เหลี่ยมขนาด29นิ้วจากที่บ้านตัวเองก็เท่านั้นเอง..มันคงถึงเวลาที่ต้องเดินทางกันเสียที
วิกตอเรียพีค มันหนาวเย็นและสวยงาม มองบ้านที่อยู่ในระนาบเดียวกัน เค้าจะรู้สึกยังไงถ้าทุกวันจะมีคนมายืนส่องกล้องเข้าไปที่บ้านเค้า ซูมอินซูมเอาท์ดูชีวิตของเค้าผ่านกล้องสองรูที่ติดตั้งให้นักท่องเที่ยวได้ใช้มองจากมุมสูงทุกวัน ที่คิดขึ้นมา เพราะตัวเองก็คิดอย่างนั้นอยู่ และก็คงไม่ต่างจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่จะมีความคิดคล้ายๆเป็นแน่
รถราง เป็นของเก่าที่ยังไม่สูญหาย และมันก็ถูกพัฒนาให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของมัน ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะขอขึ้นไปนั่งเล่นสักรอบสองรอบ สองเหรียญต่อรอบเป็นราคาค่าเดินทางที่คุ้มที่สุดของที่นี้แล้ว ถ้าเทียบกับแท๊กซี่ที่ยังไม่ทันพ้นหัวถนนก็ 20เหรียญเข้าไปแล้ว
มีโอกาสได้ไปสัมผัสชีวิตกลางคืนของคนที่นี้ด้วยคำเชิญชวนของเพื่อนเจ้าถิ่น The Peanut Bar พื้นที่เล็กๆที่ร่ายล้อมไปด้วยตึกสูง เป็นโลเคชั่นที่เรียกว่าหาได้ยากทีเดียว ทุกก้าวย่างจะได้ยินเสียงกรอบแกรบจากการย่ำเปลือกถั่วที่ทุกคนกินและทิ้งลงพื้นตลอดเวลา มันมีความจั่กจี้อยู่ใต้เท้าตลอดคืนนั้น ถึงจะมาด้วยความง่วงและเซ็ง แต่โฮกาเกนท์ เบียร์รสชาดนุ่มที่ทำให้คืนนั้นละไมขึ้นเป็นกอง
ถึงนาทีสุดท้ายของการอยู่เมืองนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่แสนหงุดหงิดจากการตกรถ และการดีใจจากความโชคดีที่แสนจะบังเอิญจากบัตรAirport Express รวมๆแล้วก็สามารถตอบคำถามตัวเองได้อย่างนึงว่า ต่อให้ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้านเราจิงๆ อย่างที่หลายคนพูดไว้ แต่การเดินออกจากบ้านมาเจออะไรข้างนอกบ้างก็ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้ที่จะมองคนอื่นบ้าง และมองหาตัวเองบ้าง อย่างน้อยการเป็นบุคลลไร้การติดต่อมันก็ช่วยให้อะไรๆหลายๆอย่างไม่มีความสำคัญต่อไปอย่างที่เคยเข้าใจไปคนเดียว
15.30(Thai time)กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
Friday, November 17, 2006
HongKong day one
2.00(BKK time) กลับมาอย่างอิดโรย จากการdisplayหน้าร้านที่ลาดพน้าวแบบกรูจะเอาของเจ้านาย แมร่งกระเป๋าก็ยังไม่ได้จัด ของที่ต้องแบกไปก็อือซ่าเลย เหมือนจะต้องวัดดวงเอาว่านน.จะเกินหรือเปล่า..ประเทศชาติ..เฮ้อออ
5.30(BKK time)Pack กระเป๋าเสร็จ หันมองนาฬิกา อีกแค่ 1.30 ก็ต้องออกร่อน ไม่นอนมันแล้วกันว่ะ..ไว้ไปหลับบนเครื่องเอา..ถ่างตามาได้เพียง 10 นาที ทนไม่ไหวแล้วว...ขอลาก่อน
6.30(BKK Time)จำได้ว่าเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ ดังและสั่นจนเครื่องตกไปอยู่กับพื้นตอนไหนไม่รู้ ก็ยังไม่ตื่น ต้องโทษแรงโน้มถ่วงโลกที่มันพลังเหนือกว่ามนุษย์มาหลายชั่วอายุคน กลิ้งๆแกล้งหลับอยู่พักใหญ่ ก็แวบขึ้นมาว่า เฮ้ย!!ฮ่องกงนะเว้ย ไม่ใช่เชียงใหม่ ตื่นได้แล้วววว
8.30(BKK Time)ลากสังคารตาปรือของตัวเองมาถึงสนามบินจนได้ ด้วยเวลาเพียง 30 นาที พี่คนขับแท็กซี่ที่แสนจะใจดี ให้เราหลับได้ตลอดทาง และขับอย่างนุ่มนวล จะว่าไปแล้ว นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มาสนามบินในฐานะคนเดินทางจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายต้องโผล่หน้าไปตรวจหน้าร้านอีกอยู่ดี..งานขึ้นสมอง ประหนึ่งเป็นอุนจิ
10.10 (BKK time)การเดินทางเริ่มต้นได้ซะที หลังจากนั่งหาวแล้วหาวอีกที่หน้าGate..เกิดความซวยที่ระดับความสูง สามพันฟุต เจอแอร์ห่วยๆกับมารยาทห่วยๆ ของGulf Air - -' เอาอาหารของกรูมาเดี๋ยวนี้นะ ไอ้แอร์บ้า!!
14.30 (HK time)150นาที ผ่านไปไวเหมือนโกหก ตาปรือๆตื่นขึ้นมา ก็ค้นพบว่าตัวเองถูกลืมอีกครั้ง..ช่างมัน ออกมาจากวังวนกระเป๋าได้และการตามหาเอเจนท์รถที่จองมาจากกรุงเทพสำเร็จ ก็เอาตัวลงไปกองอยู่กับพื้นนั่งรอ รอ รอ แล้วก็รอ..เริ่มทนไม่ได้จนต้องงัดเอาหนังสือมาอ่าน..อ่านไปอ่านมา เริ่มรู้สึกจิตตก ต้องรีบเอามันกลับไปนอนในกระเป๋าเหมือนเดิม สังเกตรอบๆ..ได้ข้อสรุปว่าผู้ชายฮ่องกงเนี่ย ยังกะแกะออกจากเบ้าเดียวกัน เบ้าของเหลียงเฉาเหว่ย กล้ามหน่อยๆ หน้าเหลี่ยมๆ แล้วก็เสื้อพอดีตัว และของแบรนเนม นำแฟชั่นทั้งหลาย เป็นลูกแบบที่เดินกันพล่านทั้งเมือง
15.30(HK time) หลังจากรอไปแล้ว 1ชม.รถก็มาซะที ตอนนี้รู้สึกเหมือนเดจาวูเล็กๆ คล้ายๆฉากในหนังที่เคยดู บรรยากาศตอนนั้นที่สถานีหรือท่ารถ มีรถหน้าตาดีจำนวนมากจอดอยู่ ที่ว่าหน้าตาดี หมายความว่ารูปลักษณะและความใหม่ของมัน ลางสังหารณ์ตอนนั้นบอกว่ากะตัวเองว่าท่ามกลางบรรดารถหน้าตาดีทั้งหลายนี้ มันจะต้องมีรถหน้าตาบุโรทังโผล่ขึ้นมาแน่ๆ และมันคันนั้น ก็จะเป็นคันของเรา และมันก็เป็นจิงตามคาด สงสารตัวเองจิงๆ....เห็นมันโยนกระเป๋าขึ้นรถแล้วหัวใจจะวาย ไม่กระโดดเหยียบลงไปด้วยละเพ่.. - -"
17.30(HK time)นั่งชมวิวเมืองฮ่องกง ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เออ สองชม.แล้วนะ เมื่อไรจะถึงว่ะ...Express by holiday Inn causeway bay hotel เป็นป้ายสุดท้ายของรถคันนี้ มันคือโรงแรมที่จะต้องฝากตัวฝากของไว้กับมันในอีก 5 คืนต่อจากนี้ไป โรงแรมดีทีเดียว ถ้าใครจะไปฮ่องกง ขอแน่นำที่นี้เลย จองผ่านเวบจะถูกลงไปอีก..
18.00(HK time)วิ่งด่วนไปจัดบูธงานแฟร์ CMP Asia 2006
21.00(HK time) จัดบูธเสร็จด้วยสปีดประมาณ2X ตัวเร่งไม่ใช่อะไร เพียงแค่ท้องมันร้องประสานเสียงกันอย่างพร้อมหน้า ทั้งลูกน้องและเจ้านาย ร้านอาหารที่จะฝากท้องวันนี้เป็นร้านบ้านๆ เจ้านายบอกว่าถึงจะเป็นร้านที่ชนชั้นแรงงานของฮ่องกงกินกัน แต่หมูแดงของร้านนี้ก็สามารถทำให้เค้ามาฝากท้องที่ร้านนนี้ได้ทุกวันไม่มีเบื่อ ...เกือบจะได้ลองกิน น่าเสียดายที่มันหมดซะก่อน เลยได้กินเป็ดแทน เป็ดอร่อยเหาะสมกับที่มันมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่นี้ คิดในใจนี้เป็ดย่างยังขนาดนี้ หมูแดงที่ชื่นชมกันหนักหนาจะขนาดไหนเนี่ยยย นี้มันทำให้เกิดความคาดหวังก้อนโตขึ้นมาซะแล้วนะ..กลับถึงโรงแรมหลับฝันหวานถึงหมูแดงพรุ่งนี้...
5.30(BKK time)Pack กระเป๋าเสร็จ หันมองนาฬิกา อีกแค่ 1.30 ก็ต้องออกร่อน ไม่นอนมันแล้วกันว่ะ..ไว้ไปหลับบนเครื่องเอา..ถ่างตามาได้เพียง 10 นาที ทนไม่ไหวแล้วว...ขอลาก่อน
6.30(BKK Time)จำได้ว่าเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ ดังและสั่นจนเครื่องตกไปอยู่กับพื้นตอนไหนไม่รู้ ก็ยังไม่ตื่น ต้องโทษแรงโน้มถ่วงโลกที่มันพลังเหนือกว่ามนุษย์มาหลายชั่วอายุคน กลิ้งๆแกล้งหลับอยู่พักใหญ่ ก็แวบขึ้นมาว่า เฮ้ย!!ฮ่องกงนะเว้ย ไม่ใช่เชียงใหม่ ตื่นได้แล้วววว
8.30(BKK Time)ลากสังคารตาปรือของตัวเองมาถึงสนามบินจนได้ ด้วยเวลาเพียง 30 นาที พี่คนขับแท็กซี่ที่แสนจะใจดี ให้เราหลับได้ตลอดทาง และขับอย่างนุ่มนวล จะว่าไปแล้ว นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มาสนามบินในฐานะคนเดินทางจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายต้องโผล่หน้าไปตรวจหน้าร้านอีกอยู่ดี..งานขึ้นสมอง ประหนึ่งเป็นอุนจิ
10.10 (BKK time)การเดินทางเริ่มต้นได้ซะที หลังจากนั่งหาวแล้วหาวอีกที่หน้าGate..เกิดความซวยที่ระดับความสูง สามพันฟุต เจอแอร์ห่วยๆกับมารยาทห่วยๆ ของGulf Air - -' เอาอาหารของกรูมาเดี๋ยวนี้นะ ไอ้แอร์บ้า!!
14.30 (HK time)150นาที ผ่านไปไวเหมือนโกหก ตาปรือๆตื่นขึ้นมา ก็ค้นพบว่าตัวเองถูกลืมอีกครั้ง..ช่างมัน ออกมาจากวังวนกระเป๋าได้และการตามหาเอเจนท์รถที่จองมาจากกรุงเทพสำเร็จ ก็เอาตัวลงไปกองอยู่กับพื้นนั่งรอ รอ รอ แล้วก็รอ..เริ่มทนไม่ได้จนต้องงัดเอาหนังสือมาอ่าน..อ่านไปอ่านมา เริ่มรู้สึกจิตตก ต้องรีบเอามันกลับไปนอนในกระเป๋าเหมือนเดิม สังเกตรอบๆ..ได้ข้อสรุปว่าผู้ชายฮ่องกงเนี่ย ยังกะแกะออกจากเบ้าเดียวกัน เบ้าของเหลียงเฉาเหว่ย กล้ามหน่อยๆ หน้าเหลี่ยมๆ แล้วก็เสื้อพอดีตัว และของแบรนเนม นำแฟชั่นทั้งหลาย เป็นลูกแบบที่เดินกันพล่านทั้งเมือง
15.30(HK time) หลังจากรอไปแล้ว 1ชม.รถก็มาซะที ตอนนี้รู้สึกเหมือนเดจาวูเล็กๆ คล้ายๆฉากในหนังที่เคยดู บรรยากาศตอนนั้นที่สถานีหรือท่ารถ มีรถหน้าตาดีจำนวนมากจอดอยู่ ที่ว่าหน้าตาดี หมายความว่ารูปลักษณะและความใหม่ของมัน ลางสังหารณ์ตอนนั้นบอกว่ากะตัวเองว่าท่ามกลางบรรดารถหน้าตาดีทั้งหลายนี้ มันจะต้องมีรถหน้าตาบุโรทังโผล่ขึ้นมาแน่ๆ และมันคันนั้น ก็จะเป็นคันของเรา และมันก็เป็นจิงตามคาด สงสารตัวเองจิงๆ....เห็นมันโยนกระเป๋าขึ้นรถแล้วหัวใจจะวาย ไม่กระโดดเหยียบลงไปด้วยละเพ่.. - -"
17.30(HK time)นั่งชมวิวเมืองฮ่องกง ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เออ สองชม.แล้วนะ เมื่อไรจะถึงว่ะ...Express by holiday Inn causeway bay hotel เป็นป้ายสุดท้ายของรถคันนี้ มันคือโรงแรมที่จะต้องฝากตัวฝากของไว้กับมันในอีก 5 คืนต่อจากนี้ไป โรงแรมดีทีเดียว ถ้าใครจะไปฮ่องกง ขอแน่นำที่นี้เลย จองผ่านเวบจะถูกลงไปอีก..
18.00(HK time)วิ่งด่วนไปจัดบูธงานแฟร์ CMP Asia 2006
21.00(HK time) จัดบูธเสร็จด้วยสปีดประมาณ2X ตัวเร่งไม่ใช่อะไร เพียงแค่ท้องมันร้องประสานเสียงกันอย่างพร้อมหน้า ทั้งลูกน้องและเจ้านาย ร้านอาหารที่จะฝากท้องวันนี้เป็นร้านบ้านๆ เจ้านายบอกว่าถึงจะเป็นร้านที่ชนชั้นแรงงานของฮ่องกงกินกัน แต่หมูแดงของร้านนี้ก็สามารถทำให้เค้ามาฝากท้องที่ร้านนนี้ได้ทุกวันไม่มีเบื่อ ...เกือบจะได้ลองกิน น่าเสียดายที่มันหมดซะก่อน เลยได้กินเป็ดแทน เป็ดอร่อยเหาะสมกับที่มันมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่นี้ คิดในใจนี้เป็ดย่างยังขนาดนี้ หมูแดงที่ชื่นชมกันหนักหนาจะขนาดไหนเนี่ยยย นี้มันทำให้เกิดความคาดหวังก้อนโตขึ้นมาซะแล้วนะ..กลับถึงโรงแรมหลับฝันหวานถึงหมูแดงพรุ่งนี้...
Sunday, November 05, 2006
~ ดำ
วันนี้เวลาเกือบสองทุ่ม พาตัวเองออกจากออฟฟิส เอาเอ็มพีสามเสียบหู และเดินฟังเพลงมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่ง..โดนเพลงสะกดจิต เพลงทีฟังอยู่ไม่ได้เพราะจับใจ ไม่ได้ทำนองเสนาะหูอะไร เพียงแต่ความหมายของมัน มันจื๊ดใจมากเลยทีเดียว ทั้งที่เมื่อก่อนเพลงนี้เคยอยู่ในท๊อบเทนเพลงสุดห่วยของตัวเอง
พอแล้วความรู้สึกที่ฉันต้องเจอ...
ต่อให้เวลาผ่าน ฉันยังคงเก็บคำถามในใจ วันดีๆวันนั้นดู ไม่มีความหมาย..
ไม่รู้แท้จิงแล้วเธอคิดอย่างไร..
แล้วกับความรักที่เกิดในใจฉัน เธอไม่รู้สึกมันเลยใช่ไหม...
ทิ้งคำถามเอาไว้ ฉันไม่ดีใช่ไหม อยากให้เธอบอก ช่วยตอบได้มั้ย ได้มั้ย...
ใจจริงระหว่างทางที่อยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน อยากจะหลับตาลงและหลบไปอยู่ในโลกของตัวเอง แต่ทำไม่ได้ เพราะวันนี้เขียนตามาอย่างห่วย เลอะเทอะอย่างไม่กล้าจะให้ใคร คนไหนเห็นได้ ต้องทำตาลอยๆ ไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ จนถึงบ้าน เป็นความเซ็งที่ครั้งหน้าจะไม่ลืมบอกตัวเองว่า กรุณาใส่ใจดวงตาตัวเองมากกว่านี้ มากกว่าที่จะรีบเร่งให้ไปทำงานเร็วกว่าเดิมเพียงแค่ 10 นาที
แล้ววันนี้ก็เป็นวันเฉื่อยๆอีกหนึ่งวันในชีวิต อยากให้มีใครยื่นสีเทียนแท่งโตๆมาให้จัง จะได้ระบายให้มันหายดำซะที
พอแล้วความรู้สึกที่ฉันต้องเจอ...
ต่อให้เวลาผ่าน ฉันยังคงเก็บคำถามในใจ วันดีๆวันนั้นดู ไม่มีความหมาย..
ไม่รู้แท้จิงแล้วเธอคิดอย่างไร..
แล้วกับความรักที่เกิดในใจฉัน เธอไม่รู้สึกมันเลยใช่ไหม...
ทิ้งคำถามเอาไว้ ฉันไม่ดีใช่ไหม อยากให้เธอบอก ช่วยตอบได้มั้ย ได้มั้ย...
ใจจริงระหว่างทางที่อยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน อยากจะหลับตาลงและหลบไปอยู่ในโลกของตัวเอง แต่ทำไม่ได้ เพราะวันนี้เขียนตามาอย่างห่วย เลอะเทอะอย่างไม่กล้าจะให้ใคร คนไหนเห็นได้ ต้องทำตาลอยๆ ไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ จนถึงบ้าน เป็นความเซ็งที่ครั้งหน้าจะไม่ลืมบอกตัวเองว่า กรุณาใส่ใจดวงตาตัวเองมากกว่านี้ มากกว่าที่จะรีบเร่งให้ไปทำงานเร็วกว่าเดิมเพียงแค่ 10 นาที
แล้ววันนี้ก็เป็นวันเฉื่อยๆอีกหนึ่งวันในชีวิต อยากให้มีใครยื่นสีเทียนแท่งโตๆมาให้จัง จะได้ระบายให้มันหายดำซะที
Friday, November 03, 2006
Spring Summer and Winter Bar

20.00 น.
เราสองคนมาเจอกันโดยมีการนัดหมายแบบกึ่งไม่ได้ตั้งใจ
เธอมาหาฉันด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ซึ่งมีฉันเท่านั้นที่รู้
ซึ่งมันช่างเหมาะเจาะกับความต้องการลึกๆของฉันอย่างพอดิบพอดี
ชาติที่แล้ว เราสองคนคงเคยรู้จักกันมาก่อนแน่ๆเลย
สองคนบนพาหนะขนาดย่อม
พาตัวเองฝ่าการจราจรของค่ำคืน
มาจบลงที่พื้นที่เล็กๆใจกลางเมือง
พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าที่อยู่อาศัย
แต่ทั้งหมดถูกร่ายรอบไปด้วยสนามหญ้า
พระจันทร์ถึงแม้ไม่ครบวงซะทีเดียว
แต่ก็ส่องแสง ลอดผ่านโครงของต้นไม้ใหญ่
เกิดเป็นเงาทอดตัวยาวตามพื้นสนามหญ้า
อากาศวันนี้ช่างเป็นใจ ลมเย็นๆอ่อนๆพัดปลิว
เหมือนจะบอกว่าฤดูหนาวนี้กำลังคืบคลานมาในอีกไม่ช้าแล้ว
เราสองคนเลือกนั่งอยู่กลางสนามหญ้า
บนหมอนสีขาวใบโต จิบชาและมองดูพระจันทร์
ตรงหน้าเป็นขนมหวานที่ขนานนามกันว่า BTS หรือ Better Than Sex
เธอจูงใจให้สั่งเพื่อจะได้รับรู้ความรู้สึกนั้น
นึกขำอยู่คนเดียวตอนที่เอาขนมเข้าปากไปคำแรก
ว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ..หืมม
บทสนทนาเนิบๆ กับชาแก้วแล้วแก้วเล่าที่รินผ่าน
แก้วชาขนาดย่อมๆที่พอจะเอามือไปอิงแอบได้เวลาต้องการไออุ่น
แต่ทว่าคำพูดของเธอในวันนั้น มันช่างอบอุ่นยิ่งกว่าแก้วชาซะอีก
-----------------------------
สุดท้าย เรื่องราว ว่างเปล่า ต่อไป
ต้องเจอ ต้องเป็น แล้วจะเห็น ใช่มั้ย
Monday, October 30, 2006
Behind the scene
เวลา บ่ายแก่ๆ วันจันทร์..
ตัวละคร อ้อ(นามสมมุติ) ,คุณแวว(นามสมมุติ) ,คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ)
ฉาก ห้องทำงาน ขนาด 4x4 เมตร
Prop โทรศัทพ์ 1 เครื่อง บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษเปล่า(ให้เจ้านายเข้าใจว่าสเกตงานอยู่..แต่จริงๆปล่าว)
เหตุการณ์ โทรตามเทียนกับส่วนผลิต
บท
อ้อ(นามสมมุติ) คุณแวว เทียนมาส่งหรือยังค่ะ
คุณแวว(นามสมมุติ) ยังเลยค่ะ
อ้อ(นามสมมุติ) รู้สึกหงุดหงิด หยิบโทรศัทพ์ ขึ้นมา และโทรหาคุณสมศักดิ์(นามสมมุติ)
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) ครับ สมศักดิ์ พูดอยู่ครับ
อ้อ(นามสมมุติ) เออ ขอโทษนะค่ะ
ดิฉันโทรจากบริษัท ไม่ทราบว่าเทียนที่สั่งไว้จะมาส่งได้เมื่อไรเหรอ
เห็นบอกว่าจะโทรมาconfirm ตั้งแต่วันศุกร์หนิค่ะ
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) กระตุกน้ำเสียงเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า
เออ.. เหรอครับ เด๋วรอสักครู่นะครับ
อ้อ(นามสมมุติ) อ้าวเหรอค่ะ
(น้ำเสียงเริ่มแผ่วลง แต่ยังแฝงเชื่อมั่นอยู่กึ่งหนึ่ง)
ถ้างั้น รบกวนถือสายสักครู่นะค่ะ
บอล(นามสมมุติ) ครับพี่ ส่งมาตั้งแต่เช้าแล้ว
อ้อ(นามสมมุติ) ส่ายหัวพร้อมสบถ %#@^!?!!!#+
*เหตุการณ์สมมุติ โปรดอ่านอย่างใช้วิจารณญาณ ..
ระหว่างที่ฟังcall waiting ของอีกปลายสาย
รู้สึกเหมือนกำลังดูละครด้วยความเร็วขนาด 3x
ตัวละคร อ้อ(นามสมมุติ) ,คุณแวว(นามสมมุติ) ,คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ)
ฉาก ห้องทำงาน ขนาด 4x4 เมตร
Prop โทรศัทพ์ 1 เครื่อง บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษเปล่า(ให้เจ้านายเข้าใจว่าสเกตงานอยู่..แต่จริงๆปล่าว)
เหตุการณ์ โทรตามเทียนกับส่วนผลิต
บท
อ้อ(นามสมมุติ) คุณแวว เทียนมาส่งหรือยังค่ะ
คุณแวว(นามสมมุติ) ยังเลยค่ะ
อ้อ(นามสมมุติ) รู้สึกหงุดหงิด หยิบโทรศัทพ์ ขึ้นมา และโทรหาคุณสมศักดิ์(นามสมมุติ)
(sound - เสียงรอปลายสาย ตรูด ตรูด...)
อ้อ(นามสมมุติ) สวัสดีค่ะ ขอสายคุณสมศักดิ์ค่ะ(นามสมมุติ)คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) ครับ สมศักดิ์ พูดอยู่ครับ
อ้อ(นามสมมุติ) เออ ขอโทษนะค่ะ
ดิฉันโทรจากบริษัท ไม่ทราบว่าเทียนที่สั่งไว้จะมาส่งได้เมื่อไรเหรอ
เห็นบอกว่าจะโทรมาconfirm ตั้งแต่วันศุกร์หนิค่ะ
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) กระตุกน้ำเสียงเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า
เออ.. เหรอครับ เด๋วรอสักครู่นะครับ
(sound - call waiting จังหวะเร่งเร้า คล้ายเล่นเพลงแบบ fast forword )
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) ขอโทษนะครับ รู้สึกว่าจะจัดส่งไปที่บริษัทตั้งแต่เช้าแล้วนะครับอ้อ(นามสมมุติ) อ้าวเหรอค่ะ
(น้ำเสียงเริ่มแผ่วลง แต่ยังแฝงเชื่อมั่นอยู่กึ่งหนึ่ง)
ถ้างั้น รบกวนถือสายสักครู่นะค่ะ
(sound เอามือปิดหูโทรศัทพ์)
อ้อ(นามสมมุติ) (ตะโกน) เฮ้ยบอล(นามสมมุติ) เค้าเอาเทียนมาส่งแล้วเหรอ..บอล(นามสมมุติ) ครับพี่ ส่งมาตั้งแต่เช้าแล้ว
(sound หยิบโทรศัพท์ขึ้นพูด)
อ้อ(นามสมมุติ) เออ ต้องขอโทดจริงๆค่ะ พอดีทางคลังไม่ได้แจ้งตอนของมาส่ง ขอบคุณมากนะคะ
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) อ๋อ ครับ ไม่เป็นไรครับ สวัสดีครับ
คุณสมศักดิ์(นามสมมุติ) อ๋อ ครับ ไม่เป็นไรครับ สวัสดีครับ
(sound วางโทรศัพท์)
คุณแวว(นามสมมุติ) เสียงเรียบๆ มาส่งแล้วเหรอค่ะ
อ้อ(นามสมมุติ) ส่ายหัวพร้อมสบถ %#@^!?!!!#+
*เหตุการณ์สมมุติ โปรดอ่านอย่างใช้วิจารณญาณ ..
ระหว่างที่ฟังcall waiting ของอีกปลายสาย
รู้สึกเหมือนกำลังดูละครด้วยความเร็วขนาด 3x
Tuesday, October 24, 2006
Everythings Happened For A Reason
นั่งรถผ่านโรงพยาบาลหลายที ทุกครั้งต้องเหลือบมองไปที่ชั้น 8 หลายเดือนก่อนย้อนหลังกลับไป ที่นี้เคยเป็นสถาทีแห่งหนึ่งที่จะต้องแวะทุกเย็นก่อนกลับบ้าน ยายเป็นเหตุผลของช่วงเวลานั้น ยายไม่สบายหนัก และเกือบ6 เดือนแล้วที่ยายได้จากไป ทุกครั้งที่ผ่าน ก็ยังต้องจองมองที่นั้น เหมือนว่ายายยังนอนหลับอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา
คล้ายกับทุกๆเช้า... ระหว่างเดินทางไปทำงาน ทุกครั้งที่รถเมล์แล่นผ่านหน้าตลาดย่านชุมชนเล็กๆ สิ่งที่คอยมองหา คือชายชราคนนึงในร้านขายของชำขนาดสองคูหาสภาพทรุดโทรมและขมุกขมัว สภาพในร้านไม่ได้แตกต่างอะไรจากร้านขายของชำทั่วๆ ไป หม้อชามรามไห ขนมนมเนย กระบุง ตระกร้า ถังน้ำ และรองเท้า ทุกอย่างมีให้จับจ่าย ทุกๆเช้าชายชราจะเปิดร้านและจัดเรียงสินค้าทุกชิ้นตามปกติ ถังน้ำทุกใบ รองเท้าทุกคู่ จะถูกจัดวางไว้หน้าร้านเพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเลือกชมได้อย่างถนัดตา แต่ทว่าของทุกอย่างนั้น มีสภาพคล้ายกับไม่เป็นที่ต้องการมาแรมปี บางชิ้นเหลืองกรอบตามอายุของวัสดุ บางชิ้นเครอะดำเพราะฝุ่นจากท้องถนน ถึงยังงั้นก็ดี มันก็ถูกบรรจงปัดฝุ่น และเรียงไว้หน้าร้านทุกเช้าอย่างตั้งใจ คล้ายกับว่าชายชรากำลังรออย่างอดทนว่าสักวันนึงมันจะเจอคนที่อยากเป็นเจ้าของและนำพามันออกไปจากสถานที่แห่งนี้เสียที สงสัยอยู่ในใจคนเดียวว่า คงเป็นเพราะความเคยชิน ความเหงา หรืออาจเป็นเพราะจู่ๆครึ่งนึงของชีวตก็หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
ความสงสัยเป็นเหตุผลที่ทำไมจะต้องมองหาคุณลุงคนนั้นในทุกๆเช้า มันกลายเป็นความผูกพันอย่างบางๆที่เกิดโดยไม่รู้ตัว ถ้าวันไหนไม่เจอกัน ก็คงเป็นเพราะว่าชายชราเอารองเท้าไปส่งให้ใครสักคนที่ต้องการมันก็เป็นได้...
เวลานี้..วินาทีนี้ ขอถอยหลังเข้ามุม นั่งลงกับพื้น หรือไม่ก็ยืนบนเก้ากี้สักตัว เพื่อมองทุกอย่างในมุมใหม่ ไม่แน่ว่าสักวันที่รู้เหตุผลของอะไรบางอย่าง วันนั้นชีวิตอาจมองเห็นมุมของความสุขในตัวมันก็เป็นได้
คล้ายกับทุกๆเช้า... ระหว่างเดินทางไปทำงาน ทุกครั้งที่รถเมล์แล่นผ่านหน้าตลาดย่านชุมชนเล็กๆ สิ่งที่คอยมองหา คือชายชราคนนึงในร้านขายของชำขนาดสองคูหาสภาพทรุดโทรมและขมุกขมัว สภาพในร้านไม่ได้แตกต่างอะไรจากร้านขายของชำทั่วๆ ไป หม้อชามรามไห ขนมนมเนย กระบุง ตระกร้า ถังน้ำ และรองเท้า ทุกอย่างมีให้จับจ่าย ทุกๆเช้าชายชราจะเปิดร้านและจัดเรียงสินค้าทุกชิ้นตามปกติ ถังน้ำทุกใบ รองเท้าทุกคู่ จะถูกจัดวางไว้หน้าร้านเพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเลือกชมได้อย่างถนัดตา แต่ทว่าของทุกอย่างนั้น มีสภาพคล้ายกับไม่เป็นที่ต้องการมาแรมปี บางชิ้นเหลืองกรอบตามอายุของวัสดุ บางชิ้นเครอะดำเพราะฝุ่นจากท้องถนน ถึงยังงั้นก็ดี มันก็ถูกบรรจงปัดฝุ่น และเรียงไว้หน้าร้านทุกเช้าอย่างตั้งใจ คล้ายกับว่าชายชรากำลังรออย่างอดทนว่าสักวันนึงมันจะเจอคนที่อยากเป็นเจ้าของและนำพามันออกไปจากสถานที่แห่งนี้เสียที สงสัยอยู่ในใจคนเดียวว่า คงเป็นเพราะความเคยชิน ความเหงา หรืออาจเป็นเพราะจู่ๆครึ่งนึงของชีวตก็หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
ความสงสัยเป็นเหตุผลที่ทำไมจะต้องมองหาคุณลุงคนนั้นในทุกๆเช้า มันกลายเป็นความผูกพันอย่างบางๆที่เกิดโดยไม่รู้ตัว ถ้าวันไหนไม่เจอกัน ก็คงเป็นเพราะว่าชายชราเอารองเท้าไปส่งให้ใครสักคนที่ต้องการมันก็เป็นได้...
เวลานี้..วินาทีนี้ ขอถอยหลังเข้ามุม นั่งลงกับพื้น หรือไม่ก็ยืนบนเก้ากี้สักตัว เพื่อมองทุกอย่างในมุมใหม่ ไม่แน่ว่าสักวันที่รู้เหตุผลของอะไรบางอย่าง วันนั้นชีวิตอาจมองเห็นมุมของความสุขในตัวมันก็เป็นได้
Sunday, October 22, 2006
3
3 P.M.
3 persons
3 glasses of beer
3 hours of friendship
3 difference stories
3 ways without escape
3 times lifeless
3 times have been through
but just once..
Can be come true??
3 persons
3 glasses of beer
3 hours of friendship
3 difference stories
3 ways without escape
3 times lifeless
3 times have been through
but just once..
Can be come true??
Tuesday, October 17, 2006
เรือนไทย part2
...เสียงรถมอเตอร์ไซด์2คันเร่งความเร็วดังกระหึ่ม
ท่ามกลางเหล่าจิ้งหรีด ที่พากันส่งเสียงฝ่าใบหญ้าที่สูงชันตลอดทางกลับที่พัก
ลมเย็นๆพัดกระทบหน้ามาเป็นระลอกระลอก..
เจ้าของที่พักอธิบายถึงสถานที่พักพิงคืนนี้ไว้ว่า..
จากทางเข้าจะพบทุ่งหญ้าเป็นลานกว้างประหนึ่งทุ่งหญ้าสวันน่า
ที่จะทอดตัวยาวไปสู่ประตูทางเข้าของอาคารสีขาวหลังใหญ่
เจ้าของที่เรียกสถานที่นี้ว่า White House
ในใจเริ่มจินตนาการตาม..
มอเตอร์ไซด์เริ่มลดความเร็ว และมาหยุดที่หน้าประตูกรงอันนึง
ประตูกรงมีสภาพถูกต้นไม้ใบหญ้าเกาะพันจนมองแทบไม่เห็น...
มันเป็นทุกอย่าง...อย่างที่เจ้าของว่าไว้จริงๆ
ทุ่งหญ้าสวันน่า เป็นทุ่งหญ้าคาที่เจริญงอกงามอย่างดี หลังฝนตกส่งกลิ่นเขียวๆฟุ้งไปทั่ว
White House ก็คือโกดังทาสีขาวขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกล
ในใจแอบคิด..เจ้าของช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ซะจริง
ว่าแต่...มันช่างแตกต่างจากเรือนไทยหลังงามแสนชิลเมื่อกี้คนละขั้ว!!
คืนนี้ยังไงก็ต้องนอนที่นี้ เจ้าของสถานที่โทรมาถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ก็ตอบไปอย่างแมนว่า สบายมากค่ะ แต่ในใจแอบนึก..ไม่น่าถาม!!
เพิ่งรู้สึกได้ว่ามีเพื่อนแท้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน..
มันคอยดูดเอาเวลาเกือบทุกวินาทีออกจากหัว เพื่อไม่ให้ใช้เวลาไปกับการคิดถึงเรื่องเศร้าๆ
พูดแต่เรื่องบ้าๆบอๆ และด่าทอตลอดเวลาที่เสียใจ..
ขอบคุณมากที่ทนความทุเรศของเราได้ทุกวี่วัน...มานานถึงขนาดนี้
ฝันลางๆที่คล้ายว่าจะดี มีบุคคลหลักๆเพียงไม่กี่คน..เป็นคนที่นึกถึงก่อนเข้านอน
คิดในใจ..อยากหลบเข้าไปอยู่ในความฝันได้...คงดีไม่น้อย
พระอาทิตย์ส่องแสงบอก...ได้เวลากลับบ้านแล้ว
มีภารกิจมากมายต้องทำ..พรุ่งนี้ก็ยังมีอยู่
เวลามันก็เดินผ่านทุกอย่างเหมือนทุกวัน..
แล้วมันก็จะผ่านไป..อีกครั้ง
ท่ามกลางเหล่าจิ้งหรีด ที่พากันส่งเสียงฝ่าใบหญ้าที่สูงชันตลอดทางกลับที่พัก
ลมเย็นๆพัดกระทบหน้ามาเป็นระลอกระลอก..
เจ้าของที่พักอธิบายถึงสถานที่พักพิงคืนนี้ไว้ว่า..
จากทางเข้าจะพบทุ่งหญ้าเป็นลานกว้างประหนึ่งทุ่งหญ้าสวันน่า
ที่จะทอดตัวยาวไปสู่ประตูทางเข้าของอาคารสีขาวหลังใหญ่
เจ้าของที่เรียกสถานที่นี้ว่า White House
ในใจเริ่มจินตนาการตาม..
มอเตอร์ไซด์เริ่มลดความเร็ว และมาหยุดที่หน้าประตูกรงอันนึง
ประตูกรงมีสภาพถูกต้นไม้ใบหญ้าเกาะพันจนมองแทบไม่เห็น...
มันเป็นทุกอย่าง...อย่างที่เจ้าของว่าไว้จริงๆ
ทุ่งหญ้าสวันน่า เป็นทุ่งหญ้าคาที่เจริญงอกงามอย่างดี หลังฝนตกส่งกลิ่นเขียวๆฟุ้งไปทั่ว
White House ก็คือโกดังทาสีขาวขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกล
ในใจแอบคิด..เจ้าของช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ซะจริง
ว่าแต่...มันช่างแตกต่างจากเรือนไทยหลังงามแสนชิลเมื่อกี้คนละขั้ว!!
คืนนี้ยังไงก็ต้องนอนที่นี้ เจ้าของสถานที่โทรมาถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ก็ตอบไปอย่างแมนว่า สบายมากค่ะ แต่ในใจแอบนึก..ไม่น่าถาม!!
เพิ่งรู้สึกได้ว่ามีเพื่อนแท้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน..
มันคอยดูดเอาเวลาเกือบทุกวินาทีออกจากหัว เพื่อไม่ให้ใช้เวลาไปกับการคิดถึงเรื่องเศร้าๆ
พูดแต่เรื่องบ้าๆบอๆ และด่าทอตลอดเวลาที่เสียใจ..
ขอบคุณมากที่ทนความทุเรศของเราได้ทุกวี่วัน...มานานถึงขนาดนี้
คืนนั้นจบลงด้วยการพยายามทำใจให้สงบด้วยการช่วยน้องทำงานจนตาปรือ...แล้วนอนหลับไป
เช้ามา จำลางๆได้ว่าฝัน...ฝันลางๆที่คล้ายว่าจะดี มีบุคคลหลักๆเพียงไม่กี่คน..เป็นคนที่นึกถึงก่อนเข้านอน
คิดในใจ..อยากหลบเข้าไปอยู่ในความฝันได้...คงดีไม่น้อย
พระอาทิตย์ส่องแสงบอก...ได้เวลากลับบ้านแล้ว
มีภารกิจมากมายต้องทำ..พรุ่งนี้ก็ยังมีอยู่
เวลามันก็เดินผ่านทุกอย่างเหมือนทุกวัน..
แล้วมันก็จะผ่านไป..อีกครั้ง
Monday, October 16, 2006
เรือนไทย part 1
เวลาเกือบบ่ายสาม ระหว่างนั่งรอเวลา ตัดสินใจหันหลังให้กรุงเทพสักวัน
โทรหาพี่ชาย...วันนี้ไปกินข้าวฟรีที่ราชบุรีดีกว่า..
..อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมใหม่ก็คงจะมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง
หกโมงเย็น..ถึงที่หมาย เหนื่อยและร้อน แอร์ในรถดันมาเกเรซะอย่างนั้น..
ก้าวแรกที่เหยียบโรงงาน ก็รู้ตัวทันทีว่า วันนี้คงจะไม่ชิลอย่างที่คิดไว้แน่..
เห็น 3 ชีวิตกำลังเร่งทำงานกันงกงก รู้ตัวเองอีกที กางเกงที่ใส่อยู่ก็เลอะดินไปเกินครึ่ง
สุดท้ายก็ดันตกเป็นเหยื่อช่วยงานน้อง.....อย่างเมามันส์..
บอกน้องว่าไม่ได้จับมาปีกว่าแล้วนะ แต่ถ้าไว้ใจก็ส่งมาเลย
น้องคงคิดได้ เลยส่งไปนวดดิน..-_-'
เกือบปีแล้ว ที่ไม่ได้ลงไปคลุกฝุ่นนวดดินอย่างนี้..คิดถึงก้อนดินเหนียวๆหนึบๆ
มีอาการได้ยืนแคะดินออกจากเล็บอยู่ข้างอ่างน้ำ ล้างมือจนแห้งผาก รอบแล้วรอบเล่า
นวดดินได้อยู่นานสองนาน ไมมันไม่เหนี่ยวซะที
เริ่มงอแง เรียกน้องอีกคนมาแปะมือเอางานไปทำต่อ..
ระหว่างยืนมองแบบอู้ๆอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่างและไร้ค่า
เริ่มงอแง ของานทำอีกครั้ง..
คราวนี้งานที่รับมอบ เริ่มหิน..แอบคิดกับตัวเอง เจ๊งไปทำไงวะกู
ถืองานอยู่ไม่ถึงนาที เสียงสวรรค์ก็ลอยมา.."ป่ะ ไปกินข้าวกัน"
มุ่งหน้าสู้ร้านที่ไหนไม่รู้..มาที่นี้ ไม่เคยกินข้าวร้านซ้ำกันสักที
ระหว่างทางแวะร้านหนังสือ ได้มาเล่มนึงอย่างกึ่งๆจะตั้งใจ
เป็นหนังสือตามคำบอกกล่าวว่าดี เลยไม่วายต้องขอลอง
อย่างน้อย..ระหว่างทางกลับบ้านคืนนี้ ก็มีหนังสืออยู่เป็นเพื่อนกัน
ที่ร้านข้าวต้มในตลาด...
หลังจากทุกคนเริ่มทยอยวางตะเกียบ ปากก็เริ่มว่าง วงสนทนาก็เริ่มเปิดขึ้น
เสียงยุยงจากหัวหน้าแก๊งซ์ ให้เราอยู่ค้างซะที่นี้ คืนนี้
พยายามจูงใจด้วยโปรแกรมความบันเทิงมากมาย.
สุดท้ายที่ตั้งใจว่าจะได้นั่งรถชิลๆกลับบ้านตอนกลางคืนก็เป็นอันพับเก็บไป
เพิ่งรู้ตัวว่าโดนหลอกก็งานนี่แหละ..
ไหนว่ะโปรแกรมความบันเทิงที่ว่า..
สุดท้ายตัวเองก็เป็นฝ่ายสร้างความบันเทิงให้ฝรั่งชื่ออาร์มานไปซะงั้น
(อาร์มานเป็นPainter จากเยอรมัน
มีProfile เป็นถึง Professor จากมหาลัยในเยอรมัน อเมริกา และอังกฤษ
มีผลงานแสดงงานมาแล้วนับไม่ถ้วน และเป็นเพื่อนพี่ติ้ว).
3 ชม.กับฝรั่งแก่ๆที่เพิ่งรู้จัก...จะคุยอะไรดีหว่า..อารมณ์กึ่มๆแบบนี้ไม่รู้จะบิ้วได้ขนาดไหนเชียวว..
เหมือนอาร์มานจะอ่านใจออก หยิบเอาChocolate สอดไส้เหล้า มาล่อใจ...
ถ้ามีใครได้ยินเสียงตอนนั้น จะรู้ได้ว่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะไม่ได้กินนานมาก
แรกๆก็กินพร้อมชา หลังๆชักเริ่มเป็นของมึนเมา
สาระของบทสนธนา ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามของเหลวที่ไหลลงร่างกาย
มึนและเริ่มเมา...
ที่ศาลาเรือนไทยโบราณริมน้ำ..วงสนทนาเล็กๆระหว่างบุคคลคนละมุมโลก
จากเรื่องการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เริ่มไหลมาเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ
จนสุดท้าย..ก็เป็นเรื่องของตัวเอง
ทำให้ 3 ชม.สั้นเพียงแค่อึดใจเดียว..วินาทีนั้นรู้สึกได้ว่าอาร์มานเป็นเหมือนพ่อคนนึง
แล้วทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง..
ครึ่งชม.ให้หลัง มารู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี่ยวซะแล้ว..
ประเด็นที่มาร้านนี้เพียงเพื่ออยากจะให้น้องคนหนึ่ง
ได้แอบมองหน้าสาวไปนอนฝันดีก่อนนอนคืนนี้..
ภารกิจที่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน..ทุ่มเทและให้กำลังใจอย่างดี
แล้วคืนนี้ก็ได้ดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามมาหนึ่งพวงจากอาร์มาน..
อาร์มานบอกว่าชีวิตเราจะได้สดใสเหมือนดอกดาวเรือง
คืนนั้นโดนบังคับให้เอาคล้องคอถ่ายรูปกับอาร์มาน
รู้สึกเหมือนท่านผู้แทนพบปะชาวต่างชาติก็ไม่ปาน
วันนั้นอาร์มานสอนพูดภาษาเยอรมันไปหลายคำมาก...แต่ตอนนี้จำไม่ได้เลยสักคำเดียว -_-'
website ของอาร์มาน งานpainting แบบimpressionist
http://www.schmittcrass.de/
โทรหาพี่ชาย...วันนี้ไปกินข้าวฟรีที่ราชบุรีดีกว่า..
..อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมใหม่ก็คงจะมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง
หกโมงเย็น..ถึงที่หมาย เหนื่อยและร้อน แอร์ในรถดันมาเกเรซะอย่างนั้น..
ก้าวแรกที่เหยียบโรงงาน ก็รู้ตัวทันทีว่า วันนี้คงจะไม่ชิลอย่างที่คิดไว้แน่..
เห็น 3 ชีวิตกำลังเร่งทำงานกันงกงก รู้ตัวเองอีกที กางเกงที่ใส่อยู่ก็เลอะดินไปเกินครึ่ง
สุดท้ายก็ดันตกเป็นเหยื่อช่วยงานน้อง.....อย่างเมามันส์..
บอกน้องว่าไม่ได้จับมาปีกว่าแล้วนะ แต่ถ้าไว้ใจก็ส่งมาเลย
น้องคงคิดได้ เลยส่งไปนวดดิน..-_-'
เกือบปีแล้ว ที่ไม่ได้ลงไปคลุกฝุ่นนวดดินอย่างนี้..คิดถึงก้อนดินเหนียวๆหนึบๆ
มีอาการได้ยืนแคะดินออกจากเล็บอยู่ข้างอ่างน้ำ ล้างมือจนแห้งผาก รอบแล้วรอบเล่า
นวดดินได้อยู่นานสองนาน ไมมันไม่เหนี่ยวซะที
เริ่มงอแง เรียกน้องอีกคนมาแปะมือเอางานไปทำต่อ..
ระหว่างยืนมองแบบอู้ๆอยู่พักใหญ่ รู้สึกว่างและไร้ค่า
เริ่มงอแง ของานทำอีกครั้ง..
คราวนี้งานที่รับมอบ เริ่มหิน..แอบคิดกับตัวเอง เจ๊งไปทำไงวะกู
ถืองานอยู่ไม่ถึงนาที เสียงสวรรค์ก็ลอยมา.."ป่ะ ไปกินข้าวกัน"
มุ่งหน้าสู้ร้านที่ไหนไม่รู้..มาที่นี้ ไม่เคยกินข้าวร้านซ้ำกันสักที
ระหว่างทางแวะร้านหนังสือ ได้มาเล่มนึงอย่างกึ่งๆจะตั้งใจ
เป็นหนังสือตามคำบอกกล่าวว่าดี เลยไม่วายต้องขอลอง
อย่างน้อย..ระหว่างทางกลับบ้านคืนนี้ ก็มีหนังสืออยู่เป็นเพื่อนกัน
ที่ร้านข้าวต้มในตลาด...
หลังจากทุกคนเริ่มทยอยวางตะเกียบ ปากก็เริ่มว่าง วงสนทนาก็เริ่มเปิดขึ้น
เสียงยุยงจากหัวหน้าแก๊งซ์ ให้เราอยู่ค้างซะที่นี้ คืนนี้
พยายามจูงใจด้วยโปรแกรมความบันเทิงมากมาย.
สุดท้ายที่ตั้งใจว่าจะได้นั่งรถชิลๆกลับบ้านตอนกลางคืนก็เป็นอันพับเก็บไป
เพิ่งรู้ตัวว่าโดนหลอกก็งานนี่แหละ..
ไหนว่ะโปรแกรมความบันเทิงที่ว่า..
สุดท้ายตัวเองก็เป็นฝ่ายสร้างความบันเทิงให้ฝรั่งชื่ออาร์มานไปซะงั้น
(อาร์มานเป็นPainter จากเยอรมัน
มีProfile เป็นถึง Professor จากมหาลัยในเยอรมัน อเมริกา และอังกฤษ
มีผลงานแสดงงานมาแล้วนับไม่ถ้วน และเป็นเพื่อนพี่ติ้ว).
3 ชม.กับฝรั่งแก่ๆที่เพิ่งรู้จัก...จะคุยอะไรดีหว่า..อารมณ์กึ่มๆแบบนี้ไม่รู้จะบิ้วได้ขนาดไหนเชียวว..
เหมือนอาร์มานจะอ่านใจออก หยิบเอาChocolate สอดไส้เหล้า มาล่อใจ...
ถ้ามีใครได้ยินเสียงตอนนั้น จะรู้ได้ว่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะไม่ได้กินนานมาก
แรกๆก็กินพร้อมชา หลังๆชักเริ่มเป็นของมึนเมา
สาระของบทสนธนา ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามของเหลวที่ไหลลงร่างกาย
มึนและเริ่มเมา...
ที่ศาลาเรือนไทยโบราณริมน้ำ..วงสนทนาเล็กๆระหว่างบุคคลคนละมุมโลก
จากเรื่องการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เริ่มไหลมาเป็นวงแคบลงเรื่อยๆ
จนสุดท้าย..ก็เป็นเรื่องของตัวเอง
ทำให้ 3 ชม.สั้นเพียงแค่อึดใจเดียว..วินาทีนั้นรู้สึกได้ว่าอาร์มานเป็นเหมือนพ่อคนนึง
แล้วทุกคนก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง..
ครึ่งชม.ให้หลัง มารู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี่ยวซะแล้ว..
ประเด็นที่มาร้านนี้เพียงเพื่ออยากจะให้น้องคนหนึ่ง
ได้แอบมองหน้าสาวไปนอนฝันดีก่อนนอนคืนนี้..
ภารกิจที่เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน..ทุ่มเทและให้กำลังใจอย่างดี
แล้วคืนนี้ก็ได้ดอกดาวเรืองเหลืองอร่ามมาหนึ่งพวงจากอาร์มาน..
อาร์มานบอกว่าชีวิตเราจะได้สดใสเหมือนดอกดาวเรือง
คืนนั้นโดนบังคับให้เอาคล้องคอถ่ายรูปกับอาร์มาน
รู้สึกเหมือนท่านผู้แทนพบปะชาวต่างชาติก็ไม่ปาน
วันนั้นอาร์มานสอนพูดภาษาเยอรมันไปหลายคำมาก...แต่ตอนนี้จำไม่ได้เลยสักคำเดียว -_-'
website ของอาร์มาน งานpainting แบบimpressionist
http://www.schmittcrass.de/
Thursday, October 12, 2006
In middle of no where...
มือแปดด้าน..
หากตอนนี้มีใครถือดวงไฟเข้ามาให้เห็น เพียงแค่เลือนลาง ก็คงจะรีบกระโจนเข้าไปหาทันที
ชีวิตตอนนี้ก็คงจะคล้ายๆจะเป็นอย่างนั้น..แล้วอย่างนั้นจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี..
ความรัก....หรือความหลง
จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง...
พยายามมองโลกให้สดใส แต่ยังหาไม่เจอ..
ยังคงมีบางอย่างวนเวียนอยูในความคิดอยู่ตลอดเวลา
ความคาดหวังยังออกฤทธิ์อยู่เนืองๆ..พาลน้ำตาไหลเอาดื้อๆอย่างนั้น
..............................
เรื่องราวของหมาป่า ตอนที่ 13 ก.พ. 2547 เวลา 02:48 น.
มีหมาป่าโดดเดี่ยวอยู่ตัวหนึ่ง
นานมาแล้ว ที่มันเฝ้าถามตัวเองว่ามันเป็นใคร
และคำถามนั้น ยังไม่เคยถูกตอบ
ผ่านคืนและวันอันหม่นมืด
คืนแล้วคืนเล่ามันเดินเหยาะๆ อยู่เพียงลำพัง
ใต้แสงนีออนบางคืนที่ดวงจันทร์กลมดิก
มันจะโก่งคอหอนเสียงดังดังและยาวนาน
ไม่มีใครรู้ว่าเสียงที่มันหอนนั้นมีความหมายอันใด...
ไม่มีใครเคยได้เข้าไปใกล้จนมองเห็นดวงตาของมันหรอก
อย่างมาก คงเป็นเพียงภาพเงาของมัน
ภาพที่ย้อนแสงจันทร์
หมาป่าเหงาไหม
หมาป่าเศร้าหรือเปล่า
หัวใจหมาป่าซุกซ่อนอะไรไว้บ้าง
ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้เราคงรู้
แต่เพียงว่า..เป็นหมาป่า ต้องเงยหน้ามองจันทร์
แล้วหอนกู่หอนไปให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่ใจจะทำได้
ก่อนที่ดวงจันทร์จะลับไป...
มนุษย์ไม่ใช่หมาป่ามนุษย์
จะอดทนต่อความรู้สึกโดดเดี่ยวได้สักเท่าไหร่
มนุษย์...จะหลอกหัวใจของตัวเองได้นานสักแค่ไหน
หากมีหัวใจที่เย็นเยียบ คงไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร
ถ้ามีดวงตาที่ฝ้าฝาง จะได้ไม่ต้องมองเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น
มีผิวหนังเป็นเกราะแข็ง ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องร้อน
เมื่อไม่อยากเข้าใจเรื่องใดก็จะได้ ..ไม่เข้าใจ
หมาป่าตัวนี้ยังคงเดินทางต่อไป
เหยาะย่างไป ใต้เงาแห่งแสงนีออน
เสาะแสวงหาคำตอบที่มันยังไม่เคยได้
รอค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ได้วนมาอีกครั้ง..
บอย ตรัย ภูมิรัตน์
http://lostboy.diaryis.com/webpage/?w01
หากตอนนี้มีใครถือดวงไฟเข้ามาให้เห็น เพียงแค่เลือนลาง ก็คงจะรีบกระโจนเข้าไปหาทันที
ชีวิตตอนนี้ก็คงจะคล้ายๆจะเป็นอย่างนั้น..แล้วอย่างนั้นจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรดี..
ความรัก....หรือความหลง
จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง...
พยายามมองโลกให้สดใส แต่ยังหาไม่เจอ..
ยังคงมีบางอย่างวนเวียนอยูในความคิดอยู่ตลอดเวลา
ความคาดหวังยังออกฤทธิ์อยู่เนืองๆ..พาลน้ำตาไหลเอาดื้อๆอย่างนั้น
..............................
เรื่องราวของหมาป่า ตอนที่ 13 ก.พ. 2547 เวลา 02:48 น.
มีหมาป่าโดดเดี่ยวอยู่ตัวหนึ่ง
นานมาแล้ว ที่มันเฝ้าถามตัวเองว่ามันเป็นใคร
และคำถามนั้น ยังไม่เคยถูกตอบ
ผ่านคืนและวันอันหม่นมืด
คืนแล้วคืนเล่ามันเดินเหยาะๆ อยู่เพียงลำพัง
ใต้แสงนีออนบางคืนที่ดวงจันทร์กลมดิก
มันจะโก่งคอหอนเสียงดังดังและยาวนาน
ไม่มีใครรู้ว่าเสียงที่มันหอนนั้นมีความหมายอันใด...
ไม่มีใครเคยได้เข้าไปใกล้จนมองเห็นดวงตาของมันหรอก
อย่างมาก คงเป็นเพียงภาพเงาของมัน
ภาพที่ย้อนแสงจันทร์
หมาป่าเหงาไหม
หมาป่าเศร้าหรือเปล่า
หัวใจหมาป่าซุกซ่อนอะไรไว้บ้าง
ไม่อาจมีใครล่วงรู้ได้เราคงรู้
แต่เพียงว่า..เป็นหมาป่า ต้องเงยหน้ามองจันทร์
แล้วหอนกู่หอนไปให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่ใจจะทำได้
ก่อนที่ดวงจันทร์จะลับไป...
มนุษย์ไม่ใช่หมาป่ามนุษย์
จะอดทนต่อความรู้สึกโดดเดี่ยวได้สักเท่าไหร่
มนุษย์...จะหลอกหัวใจของตัวเองได้นานสักแค่ไหน
หากมีหัวใจที่เย็นเยียบ คงไม่ต้องรู้สึกรู้สาอะไร
ถ้ามีดวงตาที่ฝ้าฝาง จะได้ไม่ต้องมองเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น
มีผิวหนังเป็นเกราะแข็ง ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องร้อน
เมื่อไม่อยากเข้าใจเรื่องใดก็จะได้ ..ไม่เข้าใจ
หมาป่าตัวนี้ยังคงเดินทางต่อไป
เหยาะย่างไป ใต้เงาแห่งแสงนีออน
เสาะแสวงหาคำตอบที่มันยังไม่เคยได้
รอค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ได้วนมาอีกครั้ง..
บอย ตรัย ภูมิรัตน์
http://lostboy.diaryis.com/webpage/?w01
Tuesday, October 10, 2006
What da Hell Just Happened!?!!
48 Hours left...
My Life goes change suddenly!?!
สุดท้ายทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
ยกเว้นก็แต่ความรู้สึกทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความสุข
มันได้หายไปอย่างฉับพลัน และไม่ทันตั้งตัว
ตัวชา และบ่อน้ำตาตื้นผิดปกติ
ครั้งที่สามแล้วที่เจอเรื่องอะไรแบบนี้ ถ้าหมอดูแม่น มันจะมีมาให้เจออีก..
พอแล้วได้มั้ย..ทรมาร
เหตุการณ์ซ้ำซาก เรื่องราวเดิมๆ แต่ทุกครั้งที่เจอ ก็ตั้งตัวไม่ได้สักที
บทเรียนไม่ได้สอนให้เข้มแข็ง รั่งแต่จะช่วยตอกย้ำเวลานึกถึง
ล้มลง และอ่อนแอ
ได้โปรด..
ขอให้ผ่านมันไปได้..อีกซักที
My Life goes change suddenly!?!
สุดท้ายทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม
ยกเว้นก็แต่ความรู้สึกทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความสุข
มันได้หายไปอย่างฉับพลัน และไม่ทันตั้งตัว
ตัวชา และบ่อน้ำตาตื้นผิดปกติ
ครั้งที่สามแล้วที่เจอเรื่องอะไรแบบนี้ ถ้าหมอดูแม่น มันจะมีมาให้เจออีก..
พอแล้วได้มั้ย..ทรมาร
เหตุการณ์ซ้ำซาก เรื่องราวเดิมๆ แต่ทุกครั้งที่เจอ ก็ตั้งตัวไม่ได้สักที
บทเรียนไม่ได้สอนให้เข้มแข็ง รั่งแต่จะช่วยตอกย้ำเวลานึกถึง
ล้มลง และอ่อนแอ
ได้โปรด..
ขอให้ผ่านมันไปได้..อีกซักที
Saturday, October 07, 2006
I think it's gonna b over asap
...Dont let ur feeling tight with someone's legs...
"don't hv to think too much..
..they all stupid just like me"
Monday, October 02, 2006
Day 5
ทบทวนเรื่องราวทุกๆอย่างที่ผ่านมา
ทุกๆอย่างที่ไหลเวียน และหมุนวนอยู่รอบรอยขดของสมอง
ทุกๆอย่างที่แปลออกเป็นคำพูดเป็นคำบ้าง ไม่เป็นคำบ้าง
ทุกๆอย่างที่ลึกๆออกจะเลือนราง จนคล้ายไม่เคยมีอยู่จริง
ผ่านมา 5 วันกับการมีเรื่องเรื่องเดิม วนเวียนอยู่ในสมอง
สมองเริ่มบวมและตึงเครียด
ชีวิตก็เหมือนม้าหมุน...เมื่อมีขึ้นย่อมมีลง
...พี่บอยพูดไว้อย่างนั้น
เมื่อมีขึ้น ก็ย่อมนำพาความรู้สึกเราขึ้นไปพร้อมกับมัน
แต่พอมันลง..
ทำไมความรู้สึกมันถึงได้พยายามจะยึดเหนี่ยวสิ่งที่เลือนรางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
จนบางทีก็คล้ายกับคว้าเอาได้ก็แต่ความว่างเปล่า
แต่ก็ไม่อาจจะปล่อยมือได้...ความเคยชินช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวซะเหลือเกิน
การรอคอยที่ไม่เคยมีอยู่จริง
น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...
Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.
มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ
คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....
ทุกๆอย่างที่ไหลเวียน และหมุนวนอยู่รอบรอยขดของสมอง
ทุกๆอย่างที่แปลออกเป็นคำพูดเป็นคำบ้าง ไม่เป็นคำบ้าง
ทุกๆอย่างที่ลึกๆออกจะเลือนราง จนคล้ายไม่เคยมีอยู่จริง
ผ่านมา 5 วันกับการมีเรื่องเรื่องเดิม วนเวียนอยู่ในสมอง
สมองเริ่มบวมและตึงเครียด
ชีวิตก็เหมือนม้าหมุน...เมื่อมีขึ้นย่อมมีลง
...พี่บอยพูดไว้อย่างนั้น
เมื่อมีขึ้น ก็ย่อมนำพาความรู้สึกเราขึ้นไปพร้อมกับมัน
แต่พอมันลง..
ทำไมความรู้สึกมันถึงได้พยายามจะยึดเหนี่ยวสิ่งที่เลือนรางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
จนบางทีก็คล้ายกับคว้าเอาได้ก็แต่ความว่างเปล่า
แต่ก็ไม่อาจจะปล่อยมือได้...ความเคยชินช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวซะเหลือเกิน
การรอคอยที่ไม่เคยมีอยู่จริง
น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...
Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.
มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ
คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....
Sunday, October 01, 2006
Day3
เริ่มมีความรู้สึกประหลาดก่อตัวอยู่ในก้อนเนื้อ
ภายในก้อนเนื้อก้อนนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความสุขที่มันเริ่มเลือนลางลงทุกที ทุกที
เจ้าก้อนเนื้อกระตุกบอกผู้เป็นเจ้าของให้ยิ้มและแข็งแรงไว้
และเริ่มสะกิดสั่งสมองให้รื้อฟื้นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน มาทบทวนโดยที่เจ้าของไม่ต้องการ
และแล้ว..ลิ้นชักของความทรงจำก็ถูกเปิดออก..อีกครั้ง
หลายเดือน..ที่ทุกอย่างได้เกิดขึ้นและเดินทางผ่านมาอย่างรวดเร็ว..จนถึงวินาทีนี้
ทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ลอยผ่านมา และก็ถึงเวลาที่จะต้องไป
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะยังไง คงจะไม่แปลกอะไร ถ้ามันจะจบลงด้วยเหตุการณ์เดิมๆ กับเหตุผลเดิมๆ
และกลับมาอยู่กับตัวเอง..เหมือนเดิม
และมันก็จะเป็นอีกเรื่องนึงที่จะผ่านไป...
คงไม่เป็นไร..คนดี
ภายในก้อนเนื้อก้อนนั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความสุขที่มันเริ่มเลือนลางลงทุกที ทุกที
เจ้าก้อนเนื้อกระตุกบอกผู้เป็นเจ้าของให้ยิ้มและแข็งแรงไว้
และเริ่มสะกิดสั่งสมองให้รื้อฟื้นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกัน มาทบทวนโดยที่เจ้าของไม่ต้องการ
และแล้ว..ลิ้นชักของความทรงจำก็ถูกเปิดออก..อีกครั้ง
หลายเดือน..ที่ทุกอย่างได้เกิดขึ้นและเดินทางผ่านมาอย่างรวดเร็ว..จนถึงวินาทีนี้
ทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ลอยผ่านมา และก็ถึงเวลาที่จะต้องไป
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะยังไง คงจะไม่แปลกอะไร ถ้ามันจะจบลงด้วยเหตุการณ์เดิมๆ กับเหตุผลเดิมๆ
และกลับมาอยู่กับตัวเอง..เหมือนเดิม
และมันก็จะเป็นอีกเรื่องนึงที่จะผ่านไป...
คงไม่เป็นไร..คนดี
Monday, September 25, 2006
การกลับมาของบัตรs
อยู่ดีๆ ก็มีมีซองจดหมายหน้าเต้อะ..หนาเกือบนิ้วเห็นจะได้ มาวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว จ่าหน้าถึงคุณพรพรรณ..เอ๊ะ นั้นมันเรานี่หว่า
จับซองฉีกอย่างไม่ปราณี ก็ไหนๆมันก็เป็นชื่อเราแล้วนี่หนิ...แควกกกกก
แล้วไอ้ซองหน้าเตอะ ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์แบบไม่คาดคิด..มันกลับมาแล้ว บัตรนิสิต บัตรแม่ฟ้าหลวง บัตรเดบิต บัตรConcert สุดเลิฟ และสารพัดบัตรมากมายย โอ้วว น้ำตาจะไหล เมื่ออาทิตย์ก่อนยังนอนคิดถึงอยู่เลยยย..มันกลับมาแล้ววววว ลูกแม่..
ว่าแต่ว่า..มีอะไรน่ากัวอย่างคาดไม่ถึง
เพราะระหว่างที่กำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของบัตรทั้งหลาย พี่สาวก็หยิบซองขึ้นมาดูแล้วพูดว่า..นี้มันไม่ได้ส่งผ่านไปรษณีย์หนิ เพราะไม่มีร่องรอยของแสตปม์หรืออะไรเลยให้เห็นว่าได้ผ่านระบบการขนส่งมา...โอ้วว น่าขนลุกจริงๆ
ไม่เป็นไร วันนี้ขอเอาบัตรเข้าไปเก็บในที่ปลอดัยก่อน เดี๋ยวหายไปอีก..
จับซองฉีกอย่างไม่ปราณี ก็ไหนๆมันก็เป็นชื่อเราแล้วนี่หนิ...แควกกกกก
แล้วไอ้ซองหน้าเตอะ ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์แบบไม่คาดคิด..มันกลับมาแล้ว บัตรนิสิต บัตรแม่ฟ้าหลวง บัตรเดบิต บัตรConcert สุดเลิฟ และสารพัดบัตรมากมายย โอ้วว น้ำตาจะไหล เมื่ออาทิตย์ก่อนยังนอนคิดถึงอยู่เลยยย..มันกลับมาแล้ววววว ลูกแม่..
ว่าแต่ว่า..มีอะไรน่ากัวอย่างคาดไม่ถึง
เพราะระหว่างที่กำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของบัตรทั้งหลาย พี่สาวก็หยิบซองขึ้นมาดูแล้วพูดว่า..นี้มันไม่ได้ส่งผ่านไปรษณีย์หนิ เพราะไม่มีร่องรอยของแสตปม์หรืออะไรเลยให้เห็นว่าได้ผ่านระบบการขนส่งมา...โอ้วว น่าขนลุกจริงๆ
ไม่เป็นไร วันนี้ขอเอาบัตรเข้าไปเก็บในที่ปลอดัยก่อน เดี๋ยวหายไปอีก..
Sunday, September 24, 2006
ปฏิวัติหวาน
21 กย. 2549
22.00 น. เกิดการปฏิวัติ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ขณะที่กำลังมีความสุขอยู่กัยการเม้าท์โทรศัพท์ และทั้งๆมีคนพยายามโทรมาแทรกเพื่อบอกเล่าถึงเหตุการณ์หลายคนมากจนผิดสังเกต และแล้ว..มันก็เกิดขึ้น หลังจากมีการขู่กันหลายครั้งต่อหลายครั้ง เย้ๆๆ ดีใจจิง ในที่สุดมันก็กลายเป็นแค่คนคนนึงเท่านั้น..หมดความเป็นตัวตนลงเพียงข้ามคืน
23กย. 2549
21.00 น.ซื้อลิโพ สู้ตาย ไปให้กำลังใจทหาร พร้อมได้คุยกะพี่ทหารคนนึง ได้ความว่า ขนาดตอนเคลื่อนทัพมาประจำการที่ฐานนี้ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินทางมาทำอะไร จะเจออะไร และจะเกิดเหตุการณ์ไรต่อจากนี้ ...อันนี้ฟังหูไว้หู แต่ก็เอาเถอะ...ลิโพ สู้ตายค่ะ
22.00 น.ไปข้าวสาร นั่งชิลเป็นนกกระยางอยู่ 3ชม. ก็กลับบ้าน แต่เกิดความน่าสะพรึงกลัว เกิดความตื่นเต้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่มันก็ผ่านไป มีโทรศัทพ์ตัดพ้อ ว่าไปแล้วไม่ชวน เอาไว้อีกสามอาทิตย์ค่อยมาด้วยกันนะ..จะรอ หุหุ
จากวันนั้นถึงวันนี้ ยังไม่ได้ใครได้เสียเลือกเสียเนื้อ ....ช่างสงบและสอดคล้องกับความเห็นส่วนมากถึง 84%ถึงแม้ว่าบางคนยังมีคำถามว่า นี้เป็นทางเลือกที่ได้ที่สุดแล้วเหรอ...แต่ก็ดูเหมือนคำถามนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และก็ยังไม่เห็นทางอื่นที่จะมีคนสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นครั้งนี้ได้...รอดูต่อไปและก็ได้แต่หวังว่า รายชื่อนายกฯเต็งหนึ่งที่เป็นสายทหาร คงจะไม่เจริญรอยตามทหารรุ่นพี่อย่างสุจินดา...
22.00 น. เกิดการปฏิวัติ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ขณะที่กำลังมีความสุขอยู่กัยการเม้าท์โทรศัพท์ และทั้งๆมีคนพยายามโทรมาแทรกเพื่อบอกเล่าถึงเหตุการณ์หลายคนมากจนผิดสังเกต และแล้ว..มันก็เกิดขึ้น หลังจากมีการขู่กันหลายครั้งต่อหลายครั้ง เย้ๆๆ ดีใจจิง ในที่สุดมันก็กลายเป็นแค่คนคนนึงเท่านั้น..หมดความเป็นตัวตนลงเพียงข้ามคืน
23กย. 2549
21.00 น.ซื้อลิโพ สู้ตาย ไปให้กำลังใจทหาร พร้อมได้คุยกะพี่ทหารคนนึง ได้ความว่า ขนาดตอนเคลื่อนทัพมาประจำการที่ฐานนี้ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินทางมาทำอะไร จะเจออะไร และจะเกิดเหตุการณ์ไรต่อจากนี้ ...อันนี้ฟังหูไว้หู แต่ก็เอาเถอะ...ลิโพ สู้ตายค่ะ
22.00 น.ไปข้าวสาร นั่งชิลเป็นนกกระยางอยู่ 3ชม. ก็กลับบ้าน แต่เกิดความน่าสะพรึงกลัว เกิดความตื่นเต้นอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่มันก็ผ่านไป มีโทรศัทพ์ตัดพ้อ ว่าไปแล้วไม่ชวน เอาไว้อีกสามอาทิตย์ค่อยมาด้วยกันนะ..จะรอ หุหุ
จากวันนั้นถึงวันนี้ ยังไม่ได้ใครได้เสียเลือกเสียเนื้อ ....ช่างสงบและสอดคล้องกับความเห็นส่วนมากถึง 84%ถึงแม้ว่าบางคนยังมีคำถามว่า นี้เป็นทางเลือกที่ได้ที่สุดแล้วเหรอ...แต่ก็ดูเหมือนคำถามนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ และก็ยังไม่เห็นทางอื่นที่จะมีคนสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นครั้งนี้ได้...รอดูต่อไปและก็ได้แต่หวังว่า รายชื่อนายกฯเต็งหนึ่งที่เป็นสายทหาร คงจะไม่เจริญรอยตามทหารรุ่นพี่อย่างสุจินดา...
Sunday, September 17, 2006
11Gallary
ฝนตกติดต่อกันมา 3 ชม.แล้ว
และไม่มีทีท่าว่าจะซาลง
บนชานบ้านไม้เก่า อากาศเย็นๆ กับบทสทธนาเนิบๆ
พัดลมเลียนแบบของโบราณ ส่ายไปมาอย่างเชื่องช้า
ช่วยปัดเป่าความร้อนและยุงที่อยู่แถวนั้น
จังหวะเสียงหัวเราะสลับกับเสียงฝนหยดลงบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
เสียงดังเจาะ..แจะ.. เจาะ..แจะ..
ตึกข้างๆ ไฟดับๆ ติดๆเป็นระยะๆ คล้ายจังหวะสปอตไลท์
ให้จังหวะของเสียงดนตรีธรรมชาติให้เฉิดฉายยิ่งขึ้น
อาการบางอย่างเริ่มก่อตัวอย่างไม่ตั้งใจ ระหว่างการบรรเลงของบทสนธนา
เฮ้อ...
การนั่งกินข้าวกับท่านทูตเยอรมันเนี่ยมันช่างเกร็งสิ้นดี
แถมโดนถามอะไรยากๆอีก เศรษฐกิจ การตลาด การส่งออก
เออ. I dont know, i'm just a designer..เป็นอันจบบทสนธนาอย่างรวดเร็ว
ตอนเย็นไปได้เสื้อตัวใหม่อย่างไม่ได้ตั้งใจ
เป็นเสื้อรูปทรงประหลาด ที่หากนับย้อนไป ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใส่มันแน่ๆ
แต่วันนั้น ก็ใส่มันอย่างมั่นใจ
คงจริงที่ว่า เวลาพาลทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป...
และทั้งๆทีมีเงินเหลืออยู่ติดก้นกระเป๋าเท่าก้อนขี้ ก็ยังใจง่ายซื้อเสื้อไปซะอย่างนั้น
ทำให้มื้อเย็นวันนั้น อาจลงเอยด้วยการล้างจานชดใช้กรรมก็เป็นได้
ถ้าไม่มีพี่ชายใจดีที่ยังเห็นว่าเราเป็นเด็กในสายตาของเค้าอยู่..ขอบคุณค๊าบพี่ติ้ว
11Gallary เป็นร้านอาหารที่เจ้าของภูมิใจนำเสนอผลงานของเค้าเองภายใต้คอนเซป "สลัม"
ลักษณะบ้านมุงหลังคาสังกะสีแบบต่ำๆ เวลาเดินต้องก้มหัวเล็กน้อยให้พ้นขื่อหลังคา
มีชานเล็กๆยื่นออกนอกตัวบ้านที่ทำหลอกไว้ด้วยฝาไม้ปะกนแบบบ้านสมัยเก่า
โต๊ะทานอาหารถูกวางเรียง พร้อมเบาะนั่งและหมอนสามเหลี่ยมใบน้อย ให้เอนกาย
พัดลมทองเหลืองโบราณ ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเมื่อมีผู้มาเยือน
สาวน้อยร่างบ้างในชุดสไบสีชมพูระเรื่อ กล่าวตอนรับอย่างสะเนาะหู
"ขอให้รื่นเริงบันเทิงใจนะเจ้าค่ะ"
.....
นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน...
วันนั้นจบลงด้วยวงกาแฟเล็กๆ บนชั้นสองของ Coffee world
บรรยากาศช่างละมุมเหมือนกลิ่นกาแฟซะจริง จริง.
และไม่มีทีท่าว่าจะซาลง
บนชานบ้านไม้เก่า อากาศเย็นๆ กับบทสทธนาเนิบๆ
พัดลมเลียนแบบของโบราณ ส่ายไปมาอย่างเชื่องช้า
ช่วยปัดเป่าความร้อนและยุงที่อยู่แถวนั้น
จังหวะเสียงหัวเราะสลับกับเสียงฝนหยดลงบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
เสียงดังเจาะ..แจะ.. เจาะ..แจะ..
ตึกข้างๆ ไฟดับๆ ติดๆเป็นระยะๆ คล้ายจังหวะสปอตไลท์
ให้จังหวะของเสียงดนตรีธรรมชาติให้เฉิดฉายยิ่งขึ้น
อาการบางอย่างเริ่มก่อตัวอย่างไม่ตั้งใจ ระหว่างการบรรเลงของบทสนธนา
เฮ้อ...
การนั่งกินข้าวกับท่านทูตเยอรมันเนี่ยมันช่างเกร็งสิ้นดี
แถมโดนถามอะไรยากๆอีก เศรษฐกิจ การตลาด การส่งออก
เออ. I dont know, i'm just a designer..เป็นอันจบบทสนธนาอย่างรวดเร็ว
ตอนเย็นไปได้เสื้อตัวใหม่อย่างไม่ได้ตั้งใจ
เป็นเสื้อรูปทรงประหลาด ที่หากนับย้อนไป ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใส่มันแน่ๆ
แต่วันนั้น ก็ใส่มันอย่างมั่นใจ
คงจริงที่ว่า เวลาพาลทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป...
และทั้งๆทีมีเงินเหลืออยู่ติดก้นกระเป๋าเท่าก้อนขี้ ก็ยังใจง่ายซื้อเสื้อไปซะอย่างนั้น
ทำให้มื้อเย็นวันนั้น อาจลงเอยด้วยการล้างจานชดใช้กรรมก็เป็นได้
ถ้าไม่มีพี่ชายใจดีที่ยังเห็นว่าเราเป็นเด็กในสายตาของเค้าอยู่..ขอบคุณค๊าบพี่ติ้ว
11Gallary เป็นร้านอาหารที่เจ้าของภูมิใจนำเสนอผลงานของเค้าเองภายใต้คอนเซป "สลัม"
ลักษณะบ้านมุงหลังคาสังกะสีแบบต่ำๆ เวลาเดินต้องก้มหัวเล็กน้อยให้พ้นขื่อหลังคา
มีชานเล็กๆยื่นออกนอกตัวบ้านที่ทำหลอกไว้ด้วยฝาไม้ปะกนแบบบ้านสมัยเก่า
โต๊ะทานอาหารถูกวางเรียง พร้อมเบาะนั่งและหมอนสามเหลี่ยมใบน้อย ให้เอนกาย
พัดลมทองเหลืองโบราณ ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเมื่อมีผู้มาเยือน
สาวน้อยร่างบ้างในชุดสไบสีชมพูระเรื่อ กล่าวตอนรับอย่างสะเนาะหู
"ขอให้รื่นเริงบันเทิงใจนะเจ้าค่ะ"
.....
นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน...
วันนั้นจบลงด้วยวงกาแฟเล็กๆ บนชั้นสองของ Coffee world
บรรยากาศช่างละมุมเหมือนกลิ่นกาแฟซะจริง จริง.
Sunday, September 10, 2006
100949
วันนี้มีสอบ
เริ่มชีวิตตั้งแต่ 6โมง แต่เมื่อคืนนอนเกือบเช้า ง่วงจนบอกไม่ถูก
จะเอาสมองที่ไหนสอบ ยังไม่ทราบได้
จวนตัวมาก...
จนขนาดว่าเอกสารที่จำเป็นต้องมี ก็ยังมาเตรียมเอาวินาทีสุดท้าย
หนังสือเหรอ...
ไม่มีทางได้อ่าน แรงฉุดมันเยอะเกินต้านทานจริงๆ
แม่ยังจะเดินมาเขกหัวจนวินาทีสุดท้าย
เป็นอันรู้กันว่า แล้วเอ็งจะเอาอะไรไปสอบละนั้น
หลังจากลองเปิดหนังสือ แอบดูเชิงก่อนสอบเพียงสองหน้า
ก็ทำให้รู้ว่าความหวัง คงเหลือน้อยเติมที
สนามสอบก็ไกล แถมไม่เคยไปอีก
เอาสมองไปบริหารเวลาซะหมด
ทีนี้ ไม่เหลืออะไรให้เอาไปสอบแล้วจริงๆ
เอาเข้าจริงๆ รามคำแหง บางนา ก็ช่างใกล้กว่าที่คิด
เลยเหลือเวลาให้เดินวนเวียนรอบมหาลัย ด้วยความชิล
สังเกตได้...
นี้มันช่างเป็นสถานที่ ที่นึกไม่ออกเลยว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
ทุกคนดูหน้าล้วนแต่เป็นครู งงกับตัวเอง
แถมซ่าเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ใส่เสื้อปล่อยชาย
ถือกระเป๋าใหญ่กว่าชาวบ้าน3เท่า และใส่กางเกงไปสอบ
ขนาดทอมยังเอากระโปรงมาเปลี่ยน
ข้อสอบง่าย แต่..ทำไม่ได้
แอบคิดในใจ...
หรือว่าน้าแอบชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่ลิบๆ
ทำข้อสอบเสร็จ เริ่มฟุ้งซ่าน
เหล่ไปโต๊ะข้างๆ มีเพื่อนให้อุ่นใจ
2.30 ชม.ผ่านไปด้วยการนอนรอ
แอบฝัน แต่จำไม่ได้
เค้าบอกว่าฝันตอนพระอาทิตย์ขึ้น
ความฝันนั้นจะเป็นจริงภายใน 10-15 วัน
อยากรู้จัง ว่าฝันว่าอะไร
เรื่องที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่สำหรับวันนี้ไม่ใช่เรื่องสอบ
แต่กลับเป็นความรู้สึกที่ทำให้ย้อนกลับไปสมัยเรียน
ไม่เคยได้ฟังเพลงชาติตอน 8โมงเช้ามานานเท่าไรแล้วเรา..
วันนี้เลยยืนตัวตรงเป็นพิเศษ..
เริ่มชีวิตตั้งแต่ 6โมง แต่เมื่อคืนนอนเกือบเช้า ง่วงจนบอกไม่ถูก
จะเอาสมองที่ไหนสอบ ยังไม่ทราบได้
จวนตัวมาก...
จนขนาดว่าเอกสารที่จำเป็นต้องมี ก็ยังมาเตรียมเอาวินาทีสุดท้าย
หนังสือเหรอ...
ไม่มีทางได้อ่าน แรงฉุดมันเยอะเกินต้านทานจริงๆ
แม่ยังจะเดินมาเขกหัวจนวินาทีสุดท้าย
เป็นอันรู้กันว่า แล้วเอ็งจะเอาอะไรไปสอบละนั้น
หลังจากลองเปิดหนังสือ แอบดูเชิงก่อนสอบเพียงสองหน้า
ก็ทำให้รู้ว่าความหวัง คงเหลือน้อยเติมที
สนามสอบก็ไกล แถมไม่เคยไปอีก
เอาสมองไปบริหารเวลาซะหมด
ทีนี้ ไม่เหลืออะไรให้เอาไปสอบแล้วจริงๆ
เอาเข้าจริงๆ รามคำแหง บางนา ก็ช่างใกล้กว่าที่คิด
เลยเหลือเวลาให้เดินวนเวียนรอบมหาลัย ด้วยความชิล
สังเกตได้...
นี้มันช่างเป็นสถานที่ ที่นึกไม่ออกเลยว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
ทุกคนดูหน้าล้วนแต่เป็นครู งงกับตัวเอง
แถมซ่าเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ใส่เสื้อปล่อยชาย
ถือกระเป๋าใหญ่กว่าชาวบ้าน3เท่า และใส่กางเกงไปสอบ
ขนาดทอมยังเอากระโปรงมาเปลี่ยน
ข้อสอบง่าย แต่..ทำไม่ได้
แอบคิดในใจ...
หรือว่าน้าแอบชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่ลิบๆ
ทำข้อสอบเสร็จ เริ่มฟุ้งซ่าน
เหล่ไปโต๊ะข้างๆ มีเพื่อนให้อุ่นใจ
2.30 ชม.ผ่านไปด้วยการนอนรอ
แอบฝัน แต่จำไม่ได้
เค้าบอกว่าฝันตอนพระอาทิตย์ขึ้น
ความฝันนั้นจะเป็นจริงภายใน 10-15 วัน
อยากรู้จัง ว่าฝันว่าอะไร
เรื่องที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่สำหรับวันนี้ไม่ใช่เรื่องสอบ
แต่กลับเป็นความรู้สึกที่ทำให้ย้อนกลับไปสมัยเรียน
ไม่เคยได้ฟังเพลงชาติตอน 8โมงเช้ามานานเท่าไรแล้วเรา..
วันนี้เลยยืนตัวตรงเป็นพิเศษ..
Subscribe to:
Posts (Atom)