Saturday, May 24, 2008

loveis

แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาของมนุษย์ก็ดี
และภาษาของทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก
ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง
แม้ข้าพเจ้ามีของประทานแห่งการพยากรณ์
และเข้าใจในความลึกลับทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น
และแม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อทั้งหมดพอจะยกภูเขาไปได้
แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย
แม้ข้าพเจ้ามอบของสารพัดเพื่อเลี้ยงคนยากจน
และแม้ข้าพเจ้ายอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย
แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่
.....
ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ
ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
และมีความหวังอยู่เสมอ
และทนต่อทุกอย่าง
ความรักไม่มีวันสิ้นสุด
...
โครินธ์
...
ทำไมมีแต่คำว่า"ทน"
รักแล้วต้อง"ทน" หรือ?
อย่างนั้นเรียกได้หรือว่า"รัก"

Thursday, May 22, 2008

หนอนน้อย

เด็กชายเชื้อสายพม่า ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ผ้าขาวที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องเติบโตในสังคมโหดร้ายแค่ไหน

แม่สอด จังหวัดตาก

Wednesday, May 21, 2008

ความไว้วางใจ

เริ่มต้น ลดลงและหมดไป
สุดท้าย แทนที่ด้วยความระแวง

Sunday, May 18, 2008

ปล่อยแก่


เอาความแก่มาปล่อย
ให้ถูกที่ ถูกทาง
กับเพื่อนๆที่พบเจอกันระหว่างทาง
และข้างทาง และรายทาง
เก็บกวาดมาได้รวมเกือบสิบชีิวิต
รั่ว และเรี่ยราด
เหอออ เหนื่อยจริงๆคืนนี้

Friday, May 16, 2008

บอบบาง

ขออนุญาตยกบทความพี่เอ๋มาทั้งกระบิ
เก็บไว้ให้ตัวเองได้จดจำ ในวันที่เริ่มจะลืมเลือน
http://roundfinger.exteen.com/page/3
...
posted on 11 May 2008 11:46 by roundfinger

ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจเพียงเท่านั้น...

บางครั้งผมก็รู้สึกอิจฉาเจ้าชายน้อย ที่เขามีดอกไม้ของเขาเพียงหนึ่งดอก
ดอกไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ "บอบบาง"
แต่จริงๆ แล้วอะไรๆ ก็ "บอบบาง" ทั้งนั้น
ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับคนสองคน สิ่งของสองอย่าง อะไรสองฝ่าย
เป็นเรื่องของความสัมพันธ์

ถ้าชีวิตเป็นเส้นทางคดเคี้ยวทอดตัวไปเรื่อยๆ
เราคงเริ่มออกเดินทางจากตัวคนเดียว
ได้พบเจอผู้คน สะสมมิตรภาพ เพื่อน คนรู้จัก ไปตามทาง
ผู้คนที่เข้ามาผูกพัน นับวันจะมีมากขึ้น
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า จะดูแลกันได้ดีแค่ไหน

เวลายี่สิบสี่ชั่วโมง มากเพียงพอไหม
ทั้งที่ ความสัมพันธ์ ต้องการการเอาใจใส่
เหมือนดอกไม้ หากไม่ดูแลก็มีแต่จะเหี่ยวเฉา

นั่งฟังเพลง "บอบบาง" ของสี่เต่าเธอ
แล้วรู้สึกลอยคว้างไปตามเนื้อเพลง
คว้างอย่างไม่มีคำตอบ

ถ้าหากเราหลับตาไป แล้วหมดลมหายใจ เพียงเท่านั้น
ไม่ต่างไปจากใครๆ ที่พบและเจอความตายได้ทุกโอกาส
เหนื่อยกับการดิ้นรนทุกๆ อย่าง เมื่อดูๆ ไปชีวิตก็มีความบอบบาง
บอบบาง...ช่างบอบบาง...

ให้เราศรัทธากับสิ่งไหน ปักใจได้เท่าไร
ในเมื่อทุกอย่างก็ล้วนมีความบอบบาง
ให้เราชื่นชมกับรักได้นานสักเท่าไร
ในเมื่อหัวใจของฉันก็ยังบอบบาง บอบบาง บอบบาง

อาจเพราะเป็น สี่เต่าเธอ เลยทำให้นึกถึงหนังเรื่อง "กอด"
ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Handle with care
บางครั้งความสัมพันธ์ก็บอบบางเกินกว่าที่เราจะประคองมันไว้

เราอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้ให้ได้ทั้งหมด
แต่ก็ทำไม่ได้

เวลาจะพรากผู้คนที่เราผูกพันไปเรื่อยๆ
ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี
สุดท้ายเราจะเหลือคนที่ใกล้ชิดกันจริงๆ กี่คน

กับสิ่งที่ผูกพันใจ ยังหมดความหมายไปไม่เหลือวันเก่าๆ
ที่เหนี่ยวที่เคยยึดไว้ ก็ยังจะหายไปในพริบตา
เจ็บที่ยังทุ่มเททุกๆ อย่าง ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่ามันบอบบาง

ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องบอบบาง
ทุกอย่าง กระทั่งชีวิตของเราก็บอบบางไม่ต่างกัน
แต่เส้นทางชีวิตยาวเกินกว่าที่เราจะเดินคนเดียวไปได้โดยตลอด
แม้รู้ว่า การเริ่มในวันนี้จะสิ้นสุดลงในวันหนึ่ง
แม้รู้ว่า ที่มีอยู่ในวันนี้ สุดท้ายแล้วจะพรากจากกันไป
แต่ตัวเราเอง หัวใจเราเองก็บอบบางเกินกว่าจะอยู่ด้วยตัวเอง

ขอโทษสำหรับความสัมพันธ์ที่บอบบาง
เราอาจไม่มีความสามารถพอที่จะรักษามันไว้ได้

Wednesday, May 14, 2008

.

"การไม่ได้อยู่ในสายตาไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน
ผมยังเชื่ออย่างนั้นเสมอ
อาจจะเหมือนดาวหางสักดวงที่ช่วงนี้มันยังไม่โคจรผ่านมาให้เราเห็น ครั้งหนึ่งมันเคยโคจรผ่านมาในช่วงสั้นๆ ให้เราได้จดจำแล้วก็จากกันไป แต่ไม่ช้าก็เร็วมันย่อมหมุนวนกลับมาหาเราอีก จักรวาลไม่ได้กว้างใหญ่เกินกว่าจะไม่ได้พบกันอีก"
Posted by zcongklod on May 6, 2008

Saturday, May 10, 2008

.

ผ่านความรู้สึกต่างๆมาได้สามวัน
ตอนนี้บอกไม่ถูกว่าดีใจหรืออะไร
ที่แน่ๆ คือ ใจหาย มันเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้
มันเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของชีวิต
ไม่เคยคิดว่าการจากสิ่งที่คุ้นเคยจะทำให้รู้สึกขนาดนี้
เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้สนุกอย่างที่เคยฝันไว้เลย

Wednesday, May 07, 2008

Welcome to Capellagården!


เพิ่งผ่านไปได้ชั่วโมงหมาดๆ
เหมือนซองผลเอ็นต์กระเด็นกลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง
ตื่นเต้น เหมือนหัวใจจะวาย
ในที่สุดการรอคอยตลอดหนึ่งปี ก็ได้สิ้นสุดลงซะที
สวัสดี สวีเดน!!

ps. เลี้ยงเป็ด ติดทะเล จะเอาอะไรมากไปกว่านี้อีก!!
เยี่ยมชมโรงเรียนเราได้ที่ http://www.capellagarden.se/english.asp?visa=17
แล้วอย่าอิจฉากันละ

Tuesday, May 06, 2008

สว่าง

หนีออกจากกรุงเทพ แรลลี่มุ่งหน้าสู่ชะอำกับเพื่อนอีกสองหน่วย
แรลลี่ครั้งนี้ แปลกๆ ตลกๆ และแอบหงุดหงิด
เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ความสนุกต่ำกว่าเกณฑ์
แต่ยังมีเพื่อนร่วมทางที่ดี ยังยิ้มได้ดีเหมือนเคย

บนความสูงที่ตึกชึ้นที่ 24 นอนอ่านหนังสือ ฟังเพลง
สังเกตลีลาการแสดงเหินเวหาของนกนานาชนิด
บ้างบินเอียงๆ บ้างบินเชิ่ดหน้า บ้างบินซิกแซก
ลีลานก ก็คงเหมือนลีลาคน มีลักษณะเฉพาะตัว

กลับมาสู่กรุงเทพอีกครั้งด้วยความรู้สึกใหม่
สิ่งที่เจอ ทำให้เข้าใจ ทุกคนก็ย่อมมีวิถีของตัวเอง
อาจโชคดี ถ้าพบเพื่อนร่วมทางที่ดีและมีโอกาสได้เดินด้วยกัน

Friday, May 02, 2008

มืด

เป็นทุกข์ทำไม ไม่เข้าใจ

Thursday, May 01, 2008

My Roll

วันนี้เอาฟิลม์ไปล้างมา..ดูดิ สวยเนอะ



Saturday, April 19, 2008

ตื่น

บางที การพยายามเข้าใจใครมากๆสักคน
มันก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต
บางที การพยายามจริงใจกับใครมากๆสักคน
ก็ดูเป็นเรืองเปิดเผยครั้งใหญ่ในชีวิตอีกเหมือนกัน
...
แต่เพราะความพยายามนี่มั่งทำให้บางทีเราก็ได้เพื่อนแท้กลับมา
แล้วอย่างนี้จะเสียใจให้กับความพยายามไปทำไม
ในเมื่อสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามากมาย..

วันนี้มีเวลาอยู่กับตัวเองหนึ่งวันเต็มๆ
ความคิดวนเวียนไหลผ่านเข้าออกสมองซ้ายและขวา
มันเป็นการใคร่ครวณมากกว่าฟุ้งซ่าน
พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น และตรึกตรองมัน

ความเข้มข้นต่อส่ิงที่ทำ และสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคนอื่น
ความคาดหวังต่อตัวเองในช่วงอายุที่ก้ำกึ่งระหว่างความเห่ยกับความแก่
และความคาดหวังให้ตัวเองสามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเอง และคนอื่น
มันช่างยากเย็นและหนักอึ่ง

การคุยกับตัวเองในหนึ่งวัน
ทำให้รู้แค่ว่า จงตั้งสติ และทำมันต่อไปแค่นั้น!!

Tuesday, April 15, 2008

วันหยุด

นอนกลิ้งไปกลิ้งมา อย่างมีความสุข

Saturday, April 12, 2008

การทดลอง


วันนี้ได้ลองนั่งนิ่งๆ
ค่อยๆเข้าไปค้นความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
ค่อยๆทบทวนสิ่งที่ผ่านมา เป็นอยู่ และอนาคต(จากการคะเน)

ยิ่งค้น ยิ่งทำให้ตัวเองจมดิ่ง
ยิ่งค้น ยิ่งเจอแง่มุมในชีวิตที่ถูกลืมๆไป
ผู้คน สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีิวิต
มันคือทุกอย่างที่ทำให้เรา ได้เป็นเราในทุกวันนี้
เดี๋ยวยิ้มได้ เดี๋ยวจิตตก ไม่่ก็ทำตัวนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา
ดี หรือไม่ดี ไม่รู้ รู้แต่ว่าบางทีก็ชอบ บางทีก็ไม่

ไม่แปลกนิ ที่เราจะไม่ชอบตัวเองในบางที
สิ่งที่ค้นพบและไม่ชอบมากที่สุดคือ
โรคชอบทำอะไรตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง
คนที่โดนกระทบแรงที่สุด จะเป็นคนที่มีอิทธิพลกับตัวเรามากที่สุด

วันนี้ได้ฟังประโยคที่บอกว่า
ถ้าเราไม่ชอบในสิ่งที่คนอื่นทำ
ก็แสดงว่าตัวเราเองก็มีสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน
ฟังแล้งก็งงๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ

แน่นอนว่าสิ่งนึงที่รู้ในวันนี้คือ
กว่าจะเอาตัวเองออกมาจากข้างในได้
เกือบตายจริงๆ

Friday, April 11, 2008

ณ วันที่ว่างเปล่า

วันนี้เป็นวันที่รู้สึกเหมือนตัวเองหายใจทิ้ง
ไร้สาระ และเปราะบางจนน่ารำคาญ
นี่คือความเป็นตัวตนที่สำแดงออกมาเหรอ ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่า ไม่ชอบ และไม่พึงที่จะเป็นอย่างนี้ต่อไป
แต่ทำยังไงละ การปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปในห้วงอารมณ์บางที่ก็เหมือนจะสนุกดี
แต่กว่าจะเอาขึ้นมาได้ และหายใจอย่างปกติมนุษย์ก็ดูจะเป็นเรื่องยากเย็นซะเหลือเกิน

สองสามวันก่อนได้รับรู้ความทุกข์ของคนอื่น ถึงแม้ไม่พูดก็เข้าใจว่ารู้สึกยังไง
เพราะเคยเป็น เพราะเป็นอยู่ และมันยังเป็นต่อไป

ชีวิตคนเรา เปราะบาง หรืออ่อนแอ ไม่แน่ใจสำหรับสองคำนี้
ความกลัวที่จะเจ็บ ทรมาร หรือทุกข์
ถ้าใครหลีกเลี่ยงที่จะเป็นได้ ถือเป็นเรื่องดีที่มีความสามารถพิเศษนี้
แต่จะหลอกตัวเองได้นานขนาดไหนละ
การเผชิญหน้า แม้จะเป็นเรื่องเจ็บปวด
แต่ครั้งนึง เราก็ควรทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอ

ครั้งนึงที่ได้กล้า และลองทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง
มันก็ทำให้ได้รู้ถึงความรู้สึกดีๆต่อคุณค่าของชีวิต และมันก็ดูสวยงามอย่างนั้นจริงๆ
ถึงแม้สุดท้ายมันจะไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ อย่างน้อยก็ได้ทำและไม่เสียใจเลยจริงๆ
ยอมรับว่าบางทีก็ไม่ได้สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขนาดนั้น
ใครหลายคน อาจเบื่อกับความขึ้นๆลงๆได้ไม่เว้นนาทีของเรา
แต่นั้นมันหมายความว่าฉันยังมีชีิวิตอยู่ ถึงแม้มันจะไม่สวยงาม แต่มันก็คือชีวิตและความรู้สึกนิ

การภาวนาของฉันมันคือ การฉีดยาชาจริงๆ
สุดท้ายถ้าไม่เข้าใจตัวเองมากพอ ยามันก็เข้าไปรักษาไม่ได้
เหมือนยาแก้ปวด ปวดที ก็กินที แต่ไม่เคยรู้ว่าการปวดมาจากไหน
นั้นคงเป็นเพราะฉันเป็นคนความอดทนต่ำ การได้ฟังเทศน์ทั้งชม. คงเป็นไปได้ยาก
บางทีก็จำแต่ประโยคสวยๆหรูๆ แล้วก็เอามาเชื่อมโยงเอง เยียวยาตัวเองจากประโยคนั้นประโยคเดียว แต่ก็ไม่ได้เข้าใจจริงๆว่ามันคืออะไร แล้วสองสามวันผ่านไป มันก็เป็นเหมือนเดิม

หลายคนคงเห็นว่าเรามีความสุขกับชีิวิตดี แต่เปล่าเลย
ยิ่งเฉพาะช่วงนี้ รู้สึกตัวเองไร้ค่า งานที่กองอยู่ตรงหน้า ไม่มีแรงที่จะหยิบทำมาขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะเบื่อ หรืออะไร แต่เท่าที่รับรู้ตอนนี้มันเพราะตัวเองขาด ขาดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ต้องการ และพยายามในการไขว่ขว้า
ถึงแม้จะลดน้อยมาก แต่มันก็ยังมีอยู่่ และนอนหลับเหมือนยักษ์ในถ้ำ
วันนึงถ้าใครปาหินใส่ มันคงตื่นขึ้นมาอาละวาททันที

หลังจากได้อ่านสิ่งที่เป็นไปในโลกของตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ยักษ์ตัวนี้อยากหาทางออกไปยากถ้ำ เจอแสงตะวันอย่างเต็มใจ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาขว้างปาอะไร
มุมมองต่อชีิวิต แม้จะดูอ่อนโยน แต่นั้นหมายถึงความจำใจที่ไหลคู่กันไปอย่างเอื่อยๆ
รับรู้อยู่คนเดียว และเปราะบางตามลำพัง

Thursday, April 10, 2008

ความก่อน เก่าเก็บ

น้องคนนึงเคยถ่ายทอดบทกลอนบทนึงให้ฟัง มีใจความส่วนนึงว่า...

Someone, on the other side, opens a door.
Perhaps, behind that door,
there is no other side.

มันคงจะเป็นอย่างนั้น ในเหตุการณ์ตอนนี้
ใครละที่เราคิดว่าจะยืนรออยู่ที่ประตูอีกด้านนึง
ความอบอุ่น ความสบายใจ หรือว่าความเป็นเจ้าของ

คาดหวังอะไร ผ่านแผ่นไม้แผ่นบางๆ
กับอีกฝากฝั่งที่แทบไม่เคยได้เรียนรู้กัน....
......

บทความข้างบนเป็นผลจากการขุดขุ้ยบลอคของตัวเองจนกระจุย
เลือกและส่งเข้าประกวดกันอย่างสูสี
แต่สุดท้ายก็เลือกอันนี้ ไม่รู้ทำไม ไม่มีเหตุผล
.......

วันนี้อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนึง
ขอบคุณมากสำหรับบทสนทนาในทุกๆวัน
และที่มากไปกว่านั้น คือวันนี้ได้ทำให้เราได้นึกถึงข้อความที่เขียนทิ้งไว้ในบลอคของตัวเอง

ทั้งวันเลยหมดไปกับการอ่านมันตั้งแต่บทแรก จนบทสุดท้าย
บางอันช่างปัญญาอ่อน บางอันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนมันขึ้นมาได้
เหมือนได้เห็นตัวเองในช่วงสองปี ไหลผ่านตัวหนังของคนอื่น

สุดท้ายแล้วที่เคยคิดว่ามันยากลำบาก ก็ผ่านมาได้แล้วทั้งนั้น
แล้วเรื่องราวต่างๆก็ถูกจดเป็นแค่ตัวหนังสือ รอเวลาที่เราจะกลับมาอ่านมันอีกครั้ง
อย่างน้อยก็เพื่อไม่ให้เราลืมว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยรู้สึกอะไรมาบ้าง
ไม่ให้ตายด้าน และเตือนว่าเรายังมีหัวใจอุ่นไว้เพื่อรักตัวเอง และคนอื่นเสมอ

เข้มแข็งไว้

เราเอง:)

Wednesday, April 09, 2008

ปราย' พันแสง1

"พลทหารกับเจ้าหญิง" บทนี้ ฉันเขียนขึ้นมาจากบทตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Cinema Paradiso เรื่องราวมีอยู่ประมาณนี้
...............
....

ทหารหนุ่มแอบหลงรักเจ้าหญิงเลอโฉม
เขาตระหนักถึงความสูงส่งของเธอ
เฉกเช่นเดียวกับที่ตระหนักถึงความต่ำต้อยของตน
แต่เขายังรวบรวมความกล้า
เดินเสี่ยงตายเข้าไปบอกเธอว่า'รัก'
และจะอยู่บนโลกต่อไปโดยไม่มีเธอ--ไม่ได้
เจ้าหญิงผู้เป็นดวงใจตอบเขาว่า
ถ้าเขาสามารถรอคอยอยู่ใต้ระเบียงห้องเธอ
ได้ติดต่อกัน 100 วัน 100 คืน เธอจะเป็นของเขาตลอดไป
ณ ใต้ระเบียง ทหารหนุ่มเฝ้ารอคอยอยู่ตรงนั้น
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนกายไปไหน
เขารอคอยในสายลมบาดผิว
รอคอยในสายฝนกระหน่ำ
รอคอยในความหนาวเหน็บของหิมะ
วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า
โดยมีเจ้าหญิงของเขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเห็นหยาดน้ำตาของเขาพรูพราวเป็นสาย
จนกระทั่งในคืนที่ 99
ทหารหนุ่มหยุดร้องไห้
หยุดรอคอย หยุดทุกอย่างไว้
แล้วหันเดินจากไป



ฉันคิดว่าบางทีพลทหารอาจจะไม่คิดจะครอบครองเจ้าหญิงตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ แต่การที่เขายอมทนทุกข์ทรมานอยู่นานถึง 99 วัน 99 คืน ก็เพื่อพิสูจน์ให้เธอเห็นว่า เขารักเธอจริงๆ แค่พิสูจน์ให้เห็น แต่ไม่ต้องการครอบครองไว้

ปราย' พันแสง 2

ฉันชอบทำงานกับเพื่อน กับคนสนิท ถึงกล้าคิดการใหญ่กับคนรัก ฉันชอบทำงานกับคนใกล้ชิดคุ้นเคยที่เรารู้จักรู้ใจกันดี การทำงานกับคนที่จริงใจต่อกัน ถ้ามันเวิร์ค มันจะทำให้ชีวิตเราใกล้ชิดผูกพันกันแนบแน่นมากกว่าอย่างอื่น ...บางคนอาจจะไม่ยอมเสี่ยงอะไรแบบนี้ แต่ฉันไม่กลัวหรอก ...ฉันยอมแลก

Wednesday, March 12, 2008

:)

With the first taste, I offer joy.
With the second, I relief the suffering of others.
With the third, I see other's happiness as my own.
With the forth, I learn to let go.

ประโยคสี่ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้คืนวันเสาร์ที่ซัดซ่าย
กลับกลายเป็นวันที่สงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ขอบคุณพี่โก๋มากคะ

Saturday, March 01, 2008

คำถามและคำตอบ

...
การศึกษาบนพื้นฐานของการศิโรราบไม่ใช่การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสยบยอมหรืออย่างดัดจริต การศิโรราบ คือการรับฟังเสียงด้านใน ให้ความเคารพและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราให้ความศรัทธากับทุกประสบการณ์ที่ตัวเองเคยผ่านมา ไม่ว่ามันจะดีจะร้ายแค่ไหนในสายตาผู้อื่น เราศิโรราบและภาคภูมิใจในตัวเองที่อย่างน้อยเราก็สามารถยืนหยัดเรียนรู้ชีวิตมาได้จนถึงวินาทีนี้ เราพร้อมที่จะหลอมรวมเอาทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเรา เอามันออกมาใส่หม้อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นอย่างไม่เขินอาย เราพร้อมที่จะยอมตาย เอาชีวิตเข้าแลกกับทุกประสบการณ์การเรียนรู้ของชีวิต ด้วยความกล้าหาญบนพื้นฐานของการภาวนาหล่อเลี้ยงให้คุณค่าแก่พื้นที่ว่างภายในอันไพศาล รู้จักผ่อนพัก ปล่อยวาง และเปิดรับกับทุกสถานการณ์โดยปราศจากแรงต้าน ยอมให้โลกผ่านเข้ามาสะกิดหัวใจเราได้อย่างไม่ขัดขืน จนปมความยึดมั่นทั้งหลายสามารถคลี่คลายไปในอ้อมแขนแห่งความอ่อนโยนและความรักแห่งจักรวาล ตามท่วงทำนองและครรลองของการดับสลาย ผุดบังเกิดใหม่ พลิ้วไหว และไหลเลื่อน เป็นคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ที่แท้
...
ตัดตอนบางส่วนจากบทความที่ ๔๐: การศึกษาบนความศิโรราบ
โดย วิจักขณ์ พานิช